
'เลี้ยงดูเด็ก'ต้องสมดุลความรัก-กฎระเบียบ
11 มี.ค. 2557
'กรมสุขภาพจิต'ประสาน'ตร.'เข้าหาสาเหตุ-ดูแลจิตใจมือฆ่าพ่อแม่น้อง จิตแพทย์ระบุเลี้ยงดูเด็กต้องสมดุลความรัก-กฎระเบียบ
11 มี.ค.57 พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีที่พี่ชายคนโตลงมือฆ่าพ่อแม่ และน้องชาย ภายในบ้านของตัวเองว่า กรมสุขภาพจิต ได้ประสานไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อลงไปหาสาเหตุ และดูแลสภาพจิตใจเด็กคนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้ก่อเหตุรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดได้จากความหุนหันพลันแล่น ด้วยการถูกกระทำด้วยความรุนแรงบ่อยครั้งจนตอบโต้กลับ ปัญหาการเกเร ติดสิ่งเสพติด จิตไม่ปกติจากโรค หรือสิ่งเสพติดจนเห็นภาพหลอน หรือเหตุกดดันอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงได้
พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรณีนี้การจะวิเคราะห์สาเหตุจูงใจให้วางแผนฆ่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องมีการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อหาแรงจูงใจ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้ก่อความรุนแรง ขณะนี้ จึงยังไม่สามารถระบุได้ อย่างไรก็ตาม เหตุปัจจัยที่ทำให้ก่อเหตุรุนแรงที่ผ่านมาโดยรวม แบ่งเป็น 3 ปัจจัย คือ 1.เหตุจากตัวผู้ก่อเหตุเอง โดยเฉพาะเรื่องการติดสิ่งเสพติด ทั้งสารเสพติด เกมส์ ทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดน้อยลง และหากติดสารเสพติดก็ยิ่งก่อให้เกิดโอกาสกระทำภายใต้วัตถุออกฤทธิ์ ประสาทหลอนได้
ประการที่สอง ปัจจัยในการเลี้ยงดู ทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรมขึ้นได้ เช่น ครอบครัวเลี้ยงดูด้วยความรุนแรง มีการทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจด้วยการด่าทอ หรือเด็กที่ถูกตามใจมากๆ กรณีนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าต้องได้ตลอดเวลา การที่ไม่เคยถูกขัดใจ จึงไม่รู้จักการหักห้ามใจ ยับยั้งชั่งใจ ไม่รู้จักสิทธิตนเอง สิทธิผู้อื่น เมื่อมีความรู้สึกว่าอยากได้ก็จะต้องได้จนเป็นเหตุให้ตัดสินใจผิดๆ และประการที่สาม สิ่งแวดล้อม เช่น ถูกรังแกในโรงเรียน หรือเป็นคนรังแกคนอื่น การเข้าถึงอาวุธ
“การก่อเหตุรุนแรงโดยเฉพาะกับคนใกล้ตัว ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว ส่วนใหญ่จะเกิดหลายๆ ปัจจัยมารวมกัน อาจเคยกระทำความรุนแรงมาโดยตลอด หลายๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย หรือ จิตใจ จนทำให้ความสัมพันธ์ ความผูกพันมีปัญหา และหากไม่ได้ก่อเหตุจากการบันดาลโทสะ มักจะมีสาเหตุหลายอย่างและซับซ้อนจนวางแผนให้ทำสิ่งที่ร้ายแรงที่คนทั่วไปคิดได้ว่าไม่ควรทำ” พญ.วิมลรัตน์ กล่าว
พญ.วิมลรัตน์ กล่าวต่อว่า การเลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องใช้ความรัก และกฎระเบียบอย่างมีความสมดุลกัน ไม่ใช่รักลูกแต่ใช้วิธีการดุด่าเพียงอย่างเดียว หรือใช้แต่กฎระเบียบอย่างเดียว เพราะเด็กจะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความรักความปรารถนาดี เด็กอาจจะอยู่ในกฎทำตามพ่อแม่สั่ง แต่เป็นคนดื้อเงียบ แต่ไม่ออกนอกกฎที่ร้ายแรง และส่วนใหญ่เมื่อถูกตำหนิเด็กจะรู้สึกโทษตัวเองว่า ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เสียใจ โดยเฉพาะการดุด่าว่ากล่าว เป็นการทำให้เด็กเจ็บช้ำ เมื่อรวมกันนานๆ เข้า เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดี ไม่มีคุณค่า และจะทำให้ตัดสินใจอะไรผิดๆ ได้ เช่นเดียวกันหากเลี้ยงลูกด้วยความรักเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีกฎระเบียบ ใช้การตามใจอยากได้อะไรก็ต้องได้ เด็กจะไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจ หักห้ามความต้องการของตัวเอง และทำสิ่งผิดๆ เช่นกัน การเลี้ยงดูลูกจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความรัก และกฎระเบียบ



