
'หมอประดิษฐ'วอนแพทย์อย่าสุมไฟขัดแย้ง!
10 มี.ค. 2557
'หมอประดิษฐ' วอนบุคลากรทางการแพทย์อย่าสุมไฟเพิ่มความขัดแย้ง ระบุที่ผ่านมาได้ตักเตือนข้าราชการระมัดระวังการแสดงออก เพราะเกรงจะเกิดความรุนแรง
10 มี.ค. 57 นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสถานพยาบาล ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ว่า ในความเห็นของตนไม่สนับสนุนความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกรูปแบบ ล่าสุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ สะท้อนให้เห็นว่าช่วงหลังความรุนแรงได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งนี้แม้ว่า สธ.จะไม่ได้มาตรการพิเศษในการรักษาความปลอดภัยให้กับ รพ.ทั่วประเทศ แต่หากว่าสถานพยาบาลแห่งไหนเสี่ยงเกิดเหตุความรุนแรง ก็สามารถประสานงานเข้ามาที่ สธ.ได้ โดยตนจะประสานงานไปยังหน่วยงานความมั่นคง ให้เข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับสถานพยาบาลที่ขอความร่วมมือเข้ามา
นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า สำหรับความเคลื่อนไหวและการแสดงออกทางการเมืองของบุคลากรทางการแพทย์นั้น ที่ผ่านมาตนได้ตักเตือนและขอร้องว่าให้หลีกเลี่ยงการแสดงออกโดยใช้ชื่อหน่วยงาน เนื่องจากท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงในขณะนี้ การทำอะไรก็ตามย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจกลายเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งให้รุนแรงมากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขถือเป็นกลุ่มบุคคลพิเศษ ดังนั้นการแสดงออกจะต้องระวังท่าทีในการแสดงออก เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้
"การขึ้นป้ายของหน่วยงานต่างๆ ภายในกระทรวง และโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยนั้น เคยขอร้องไปแล้วว่าให้หลีกเลี่ยง เพราะเหมือนการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ต่อให้ขึ้นป้ายสนับสนุนรัฐบาลก็ไม่สนับสนุน เพราะการเกิดเหตุรุนแรงที่สถานพยาบาล นอกจากสร้างความไม่สบายใจให้กับบุคลากรแล้ว ประชาชนที่เดินทางไปรักษาก็กังวลเรื่องความปลอดภัยด้วย"
สำหรับกรณีที่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ออกมาเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในช่วงที่ผ่านมานั้น นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า เชื่อว่าปลัดฯ เป็นผู้ใหญ่พอ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด โดยเป็นตัวอย่างที่ดีต่อข้าราชการภายในกระทรวงได้ อีกทั้งยังรู้ด้วยว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายใน สธ.
นพ.ประดิษฐ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดได้ไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น รายแรกเป็นชายที่ถูกมัดมือและโยนลงแม่น้ำบางประกง ขณะนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว แต่ในเรื่องพิสูจน์หลักฐานก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ ส่วนรายที่สองคือลุงอะแกว แซ่ลิ้ว อาการตอนนี้ดีขึ้นตามลำดับสามารถพูดคุยได้ โดยตอนนี้แพทย์กำลังดูว่าจะถอดเครื่องช่วยหายใจได้เมื่อไหร่ ซึ่งทั้ง 2 ราย ถือเป็นตัวอย่างของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ดังนั้นจึงขอร้องว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการเพิ่มความรุนแรง
"กรณีลุงอะแกวชัดเจนว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิม เพราะกระสุนตัดไขสันหลังและต้นคอ ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดชีวิต จึงไม่อยากให้เกิดเหตุในลักษณะนี้ขึ้นอีก สำหรับการดูแลรักษาผู้ได้รับผลกระทบนั้น นอกจาก สธ.จะรับผิดชอบค่ารักษาแล้ว กรมสุขภาพจิตยังส่งทีมแพทย์ลงไปให้คำปรึกษาและพูดคุยกับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ ในส่วนการเสียชีวิตรัฐบาลก็จะเยียวยาตามระเบียบปี 2551"



