
'สามพรานโมเดล'ตอบโจทย์ชีวิตเกษตรอินทรีย์
09 มี.ค. 2557
'สามพรานโมเดล'ตอบโจทย์ชีวิตเกษตรอินทรีย์ : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์
"การทำซีเอสอาร์หลักๆ คือ เราออกไปช่วยเขา แต่จริงๆ แล้วมันย้อนกลับมาหาเราเอง พนักงานรู้สึกดีที่ได้ออกไปช่วยคนในเรื่องวิถีชีวิตคือการปลูกผัก เป็นการเข้าใจวิถีชีวิตที่ง่ายที่สุด ถ้าเข้าใจวงจรของชีวิตจะทำให้คุณเข้าถึงความสุขได้ แล้วก็จะกลับมาสู่องค์กรแห่งความสุข"
"สามพรานโมเดล" เป็นชื่อที่ อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ ใช้อธิบายถึงการพัฒนาโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยแบ่งเป็นสามส่วนคือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ต้นน้ำ-เกษตรกรผู้ผลิต กลางน้ำ-ช่องทางในการการขายได้แก่ เว็บไซต์ และอี-คอมเมิร์ซ ส่วน ปลายน้ำ-เป็นตลาดขายสินค้า ซึ่งทางโรงแรมได้เปิดพื้นที่เล็กๆ ให้ผู้ซื้อและผู้ผลิตได้พบปะกันโดยตรง ในชื่อ "ตลาดสุขใจ" เมื่อปี 2553 ทั้งยังมีโครงการจะนำตลาดสุขใจสัญจรไปหน่วยงานอื่นๆ อาทิ โรงเรียน โรงพยาบาล บริษัทเอกชน ฯลฯ
ทั้งหมดนี้มิได้พูดลอยๆ แต่ลงมือทำแล้ว ส่วนที่อยู่ในขั้นเตรียมการคือการขายทางอี-คอมเมิร์ซ เป็นช่องทางให้ผู้ซื้อกับผู้ขายได้ติดต่อกันโดยตรง
อรุษ หรือ "คุณโอ" ร่ำเรียนทางด้านวิศวกรรมเคมีจากอังกฤษ ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ สิบกว่าปี ก่อนจะกลับมาสานต่อกิจการ โรสการ์เดน (ปัจจุบันคือสามพรานริเวอร์ไซด์) ของมารดา "สุชาดา ยุวบูรณ์"
คม ชัด ลึก มีโอกาสพบกับผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ ในโอกาสที่ สำนักงานสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. โดย เครือข่ายปฏิบัติการ CSR For Thailand ได้นำนักศึกษาและอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ มาศึกษาดูงานด้าน CSR ที่ทำประเด็นเชื่อมโยงเรื่องเกษตรอินทรีย์กับการดำเนินกิจการโรงแรม
คุณโอบอกว่าโดยส่วนตัวเป็นคนใส่ใจเรื่องสุขภาพ จึงอยากได้ผัก ผลไม้ อินทรีย์มาให้บริการลูกค้าที่โรงแรม และเห็นว่าโรงแรมต้องซื้อข้าว ผัก ผลไม้ จากพ่อค้าเดือนละล้านกว่าบาท ซื้อข้าวเดือนละ 3 ตัน ผักอีก 12 ตันเศษ
"เราซื้อจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าสินค้าที่เราซื้อปลูกอยู่รอบๆ ตัวเรา จึงมีแนวคิดว่าให้เกษตรปลูกส่งให้เรา พอไปคุยกับเกษตรกรเมื่อ 4 ปีที่แล้วถูกต่อต้านมาก เขาระแวงว่าสวนสามพรานจะทำอะไร ตอนนั้นผมก็งงนะ แต่โชคดีมีอาจารย์ท่านหนึ่งเข้ามาช่วย อาจารย์ทำเรื่องชุมชนมาก่อน ปรากฏว่าภาครัฐเข้าไปสนับสนุนเรื่องเกษตรอินทรีย์หลายโครงการแล้วปล่อยเกาะเขา ได้งบประมาณมาแล้วก็สร้างครึ่งๆ กลางๆ ไม่ช่วยอย่างจริงจังต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านมีความคิดกับเราในแง่ลบ เราคุยกับชาวบ้านหลายครั้งมาก รู้ว่าเขาอยากจะเปลี่ยนเคมีเป็นอินทรีย์ แต่เขาไม่มีตลาด"
"ผมบอกว่ามีคนอยากจะกินผักผลไม้อินทรีย์เยอะ แต่พวกคุณไม่เคยเจอ ผมก็เลยเปิดตลาดสุขใจนำร่องเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตลาดนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะโน้มน้าวให้เกษตรกรหันมาปลูกอินทรีย์...ตลาดสุขใจ เป็นสิ่งที่เราภูมิใจ ในช่วงแรกไม่ค่อยมีคน เราก็พยายามโปรโมท ตอนนี้ไปได้ดีมีคนมาเที่ยวประมาณ 800-900 คน มีเงินหมุนเวียนให้แก่พ่อค้า แม่ค้า ประมาณเดือนละ 3 หมื่นบาท ขายเฉพาะเสาร์อาทิตย์เดือนละ 8 วัน"
โดยยอดขายและจำนวนคนมาเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปี 2555-2556 กระโดดขึ้นเป็น 70% เป็นตัวชี้วัดว่า 1) คนมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ 2) คนหันมาบริโภคอินทรีย์มากขึ้น ซึ่งก็เป็นโอกาสของเกษตรกร สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผักผลไม้อยู่ 14 ราย และมีเพื่อนเป็นเครือข่ายประมาณ 60 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ทางบริษัทจะพัฒนาให้เป็นเกษตรอินทรีย์ต่อไป
"ปีนี้เป็นปีที่สองที่เราได้ทุนจาก สสส. และ สกว. มาพัฒนา ปีที่แล้วเราทำในเชิงรุกไปแล้ว 3 วัน 2 คืน ให้มานอนที่นี่ เกษตรกร 500 รายมาเจอกัน รุ่นละ 60 คน ได้อาจารย์จาก ม.เกษตร บางเขน กรมวิชาการเกษตร ช่วงเช้าฟังบรรยาย ช่วงบ่ายทำเวิร์กช็อป วันสุดท้ายก็พาไปศูนย์ออแกนิก ผมมองดูแล้วจาก 500 คน จะมีตัวจริงแค่ 200-250 มาปีนี้เราเปลี่ยนแผน โฟกัสทำแค่ 120 คน เป็นเกษตรกรที่เริ่มหันมาทำเกษตรอินทรีย์แล้ว เราจะดึงเขาเป็นเกษตรกรนำร่อง เพื่อคนเหล่านี้จะไปพัฒนาในพื้นที่ของเขา อาจจะไปปลูกข้าว ซึ่งทุกคนจะอยู่ใน จ.นครปฐม หมด โดยโครงการดีๆ ที่เราได้ทุนก็คือ โครงการพัฒนาโซ่อุปทานสินค้าอินทรีย์ใน อ.สามพราน ซึ่งเราคิดว่าควรพัฒนาทั้งโซ่ครับ ทั้งผู้ปลูก ผู้บริโภค และตรงกลางคือเรื่องโลจิสติก เราจะมองอะไรที่เป็นช็อตเดียวไม่ได้…
"โครงการสุดท้ายเราได้ทุนจากนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นโครงการที่ผมภูมิใจที่สุด ทำกุหลาบมอญเกษตรอินทรีย์ เรียกว่าเป็นแห่งแรกของโลก คุณแม่ผมบอกว่าอย่าทำเลยแล้วก็ไม่เชื่อด้วย เพราะท่านปลูกกุหลาบมาตั้งกี่ปี แต่ผมบอกท่านว่า เรื่องเกษตรอินทรีย์มันต้องเกิดขึ้นจากความศรัทธา ถ้าไม่เชื่อก็อย่าทำ เพราะมันจะไม่เกิด ผมเห็นจากเกษตรกรที่ผมโน้มน้าวให้เขามาทำ ผมเห็นแววตาว่าเขาสามารถทำได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย ถ้าเข้าใจความสมดุลของธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์คือการรักษาสมดุลของธรรมชาติ"
ไม่เฉพาะแค่กุหลาบ สามพราน ริเวอร์ไซด์ ยังมีสวนอินทรีย์ของตนเองขนาด 30 ไร่ ซึ่งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำท่าจีน โดยปลูกผักป้อนโรงแรมได้ 60 กก.ต่อ 5 วัน หรือเดือนละ 400-500 กก. ต้องทำแปลงใหม่ทุก 5 วัน โดยห้องอาหารในโรงแรมใช้ผักเดือนละ 2 ตัน
"สวนสามพรานจะเหมือนเป็นห้องทดลองที่มีชีวิต ส่วนสวนอินทรีย์ฟากโน้น เราปลูกผักเป็นแปลงๆ มีการทดลองใช้น้ำหมักต่างๆ ส่วนตัวโมเดลของกุหลาบอินทรีย์ มันน่าสนใจถ้าทำได้จริงๆ เพราะน้ำมันหอมระเหยของกุหลาบขายกันกิโลกรัมละ 3 แสนบาท ถ้าตีตลาดได้ ตอนนี้ตลาดน้ำมันหอมระเหยที่เอาไปใส่ในเครื่องสำอางของฝรั่งเศสราคาแพง ส่วนมากเอามาจากบัลแกเรีย อิหร่าน กุหลาบมอญเราหอมที่สุดแล้วครับ เป็นกุหลาบท้องถิ่นที่ดี ที่ยังไม่มีใครเคยลองใช้ ตอนนี้เราทำเป็นชาก่อน"
สามพราน ริเวอร์ไซด์ มีพนักงาน 450 คน พื้นที่ 170 ไร่ ซึ่งได้การรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM)
บางคนมองว่างานที่เขาทำอยู่นี้คือซีเอสอาร์ ผู้บริหารหนุ่มชี้แจงว่าไม่ได้ตั้งใจ เพราะไม่มีผลกำไรเหลือพอจะทำแบบนั้น
"สิ่งที่เราทำเชื่อมโยงกับชุมชน มันเป็นวิถีชีวิต แขกที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นเพื่อสัมมนา มารับประทานอาหาร ดูโชว์ หรือมาเที่ยวแค่ไม่กี่ชั่วโมง จะมีส่วนร่วมกับชีวิตของเรา มาเห็นวิถีชีวิตที่เราดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นชีวิตแบบไทยริมสายน้ำ ทำให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมกับเรามากกว่า"
บริษัทเอกชนใดอยากทำซีเอสอาร์ที่ยั่งยืน ทางมูลนิธิสามารถเป็นตัวเชื่อมให้ เช่น โรงเรียนแถบนี้มีโครงการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเรื่องอาหารกลางวัน โรงเรียนค่อนข้างยากจนมีแค่ระดับชั้น ป.6
"ปีนี้เรามีทุนจาก สสส. เราสนับสนุน 10 โรงเรียนเพื่อทำเป็นโรงเรียนนำร่อง ซึ่งผมนำพนักงานครั้งละ 40 คน ไปช่วยทำดิน ทำแปลง โรงเรียนต้องการปัจจัยพวกชีวภัณฑ์ เมล็ดภัณฑ์ต่างๆ ทาง สสส.ให้มาซึ่งอาจจะหมดไป แต่บริษัทสามารถเข้ามาช่วยต่อได้ในแง่ของเมล็ดพันธุ์ บริษัทสามารถพาพนักงานมาทำเรื่องซีเอสอาร์"
"การทำซีเอสอาร์หลักๆ คือ เราออกไปช่วยเขา แต่จริงๆ แล้วมันย้อนกลับมาหาเราเอง อย่างบริษัทเราออกไปช่วยเกษตรกร ก็ได้ผักผลไม้ดีๆ กลับมา ผมได้แหล่งสมุนไพรมาทำแปรรูป พนักงานรู้สึกดีที่ได้ออกไปช่วยคนในเรื่องวิถีชีวิตคือการปลูกผัก เป็นการเข้าใจวิถีชีวิตที่ง่ายที่สุด ถ้าเข้าใจวงจรของชีวิต ตรงนี้แหละที่ทำให้คุณเข้าถึงความสุขได้ แล้วก็จะกลับมาสู่องค์กรแห่งความสุข ซึ่งความจริงคือเรื่องเดียวกันหมด"
"ในอนาคตเรากำลังดูเรื่องแอพ ทุกคนสามารถซื้อตรงกับเกษตรกรได้เลย สิ่งที่อยากทำคือลิงค์ผู้ปลูกกับผู้ซื้อโดยไม่ต้องผ่านใคร ผู้ซื้อสามารถดูได้แบบวันต่อวัน ยกตัวอย่าง มีคนนึงบอกเราว่า อยากซื้อผักวันนี้ต้องวิ่งไปที่เลมอนฟาร์ม พอตกเย็นรถติดก็ไม่ได้ไป แต่คุณสามารถซื้อตรง สินค้าส่งถึงบริษัท ซึ่งมันก็จะลิงค์ความสัมพันธ์ระหว่างชาวนากับเกษตรกรกับคนในเมือง เป็นการสร้างสังคมที่ดีขึ้น"
ภาครัฐยังไม่สนับสนุนเกษตรอินทรีย์
"เราพยายามจะยกระดับอำเภอสามพราน ให้เป็นอำเภอออแกนิก นี่คือภาพรวมที่เราต้องการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่เชิงเกษตร เชิงนิเวศ แต่สิ่งสำคัญที่สุดเราจะแนะนำช่องการตลาดใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกร เป็นซัพพลายเชนใหม่ ที่เราคิดว่าเกษตรกรสามารถขายตรงให้แก่ผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือว่าผ่านน้อยที่สุด"
ปัจจุบันฝ่ายจัดซื้อของโรงแรมซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรโดยตรง แม้ยังครบร้อยเปอร์เซ็นต์แต่คาดว่าในปีนี้จะครบถ้วน
"เราซื้อข้าวเดือนละ 3 ตันจากกลุ่มไร่ขิง ซึ่งอยู่ห่างจากผมแค่ 15 นาที แล้วกลุ่มนี้เลิกทำข้าวนครชัยศรีมานานแล้ว ราคาที่ผมจ่ายให้แก่พ่อค้าคนกลางตันละ 3-4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นข้าวปกติ ถ้าผมซื้อข้าวอินทรีย์จากเกษตรกรในราคา 2-2.5 หมื่นบาทต่อตัน เขาก็แฮปปี้นะ พนักงานก็จะได้ซื้อข้าวแหล่งนี้ด้วย ส่วนผักกำลังคุยกับกลุ่มทับหลวง ผลไม้เราซื้อจากคลองจินดา (ทั้งหมดอยู่ใน จ.นครปฐม) อีกหน่อยผมสามารถบอกลูกค้าได้ ผัก ผลไม้ ข้าว มาจากแหล่งผลิตไหน มันเป็นคุณค่าที่คนกรุงเทพฯ ขาดหายไป เราซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่รู้เลยว่าห้างเอามาจากไหน นี่คือโครงการที่เราจะพัฒนาทั้งโซ่อุปทานที่เราได้ทุนจาก สสส."
"ตอนนี้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรี อยากทำเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่สามารถเข้าถึงตลาด เราต้องไปบอกเขาว่าสิ่งที่คุณทำมีค่า เอาโมเดลไปให้เขาดูด้วยว่ามันเป็นรายได้ที่ดี แล้วคุณก็มีอิสระ...เราเข้าไปวางแผนให้เกษตรกร เช่น ขายให้โรงแรม 50% ส่งออก 20% ส่วน 30% ขายตลาด นี่คือสิ่งที่สำคัญ ผมมองว่าภาครัฐยังไม่มีการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ บอกแค่วิธีการทำปุ๋ย หรืออื่นๆ แต่ไม่มีการวางแผนในการเชื่อมตลาด ผมเข้าใจว่ามีทางเลือกเยอะ ส่งออกเป็นทางหนึ่ง แต่ในไทยตอนนี้ก็ขายกันไม่ไหวแล้วครับ"
...............................
('สามพรานโมเดล'ตอบโจทย์ชีวิตเกษตรอินทรีย์ : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์)



