ไลฟ์สไตล์

กระตุ้นคนไทยบริโภค'ไอโอดีน'ก่อนสายเกินไป

กระตุ้นคนไทยบริโภค'ไอโอดีน'ก่อนสายเกินไป

08 มี.ค. 2557

กระตุ้นคนไทยบริโภค'ไอโอดีน'ก่อนสายเกินไป : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

 
                      "โรคขาดสารไอโอดีน" เป็นสาเหตุหลักของความทุพพลภาพทางสติปัญญาของโลก สามารถลดระดับการพัฒนาสติปัญญาของบุคลากรในชาติ ในหญิงตั้งครรภ์ การได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอจะมีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรสูง และส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ส่วนเด็กที่ได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอจะมีพัฒนาการทางสมองและร่างกายที่ช้ากว่าปกติ ไม่เป็นไปตามวัย มีสภาพร่างกายแคระแกร็น ซึ่งอาจส่งผลให้หยุดการเจริญเติบโต และมีส่วนทำให้ไอคิวของเด็กต่ำลง 
 
                      นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี ร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 2 จ.อุดรธานี จัดทำโครงการเฝ้าระวังการขาดสารไอโอดีน จากนั้น เล่าให้ฟังว่า "ไอโอดีน" มีความจำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัย มีส่วนสำคัญต่อการสร้างเซลล์สมอง และพัฒนาการของเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และมีความเชื่อมโยงกับระดับสติปัญญา หรือไอคิวของเด็ก อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การพัฒนาสติปัญญาลดลงถึง 10-15 จุด 
 
                      หากเด็กโตขึ้นและขาดไอโอดีน จะส่งผลให้สมองและร่างกายเติบโตช้ากว่าคนปกติ พัฒนาการไม่เป็นไปตามวัย ทั้งความเฉลียวฉลาด และพัฒนาการทางสติปัญญา หญิงตั้งครรภ์รายใดขาดไอโอดีนอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเกิดภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน อาจทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อาจทำให้แท้งก่อนคลอด มีผลทำให้เด็กที่คลอดออกมามีพัฒนาการของสมองและระบบประสาททำงานช้ากว่าปกติ และมีโอกาสเสี่ยงต่อความพิการ หรือปัญญาอ่อน
 
                      ส่วนผู้ใหญ่ ภาวะขาดไอโอดีนจะทำให้มีอาการคอพอกแอบแฝง ทำให้การทำหน้าที่ของร่างกายด้อยลง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสมรรถภาพในการทำงาน หากเป็นเพศชายจะมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สำหรับผู้หญิงประจำเดือนอาจมาไม่ปกติ 
 
                      "จากการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พบว่า เด็กในภาคอีสานมีระดับไอคิวต่ำที่สุดในประเทศ ใน 19 จังหวัดมี 17 จังหวัดที่ไอคิวต่ำกว่า 100 ส่วนอีก 2 จังหวัดมีไอคิว 100 พอดี ตามมาตรฐานสากลไอคิวเฉลี่ยของเด็กจะอยู่ที่ 90-110 จุด และยังพบอีกว่า ระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ในภาคอีสาน ต่ำกว่าภาคเหนือถึง 3 เท่า ข้อมูลนี้จึงชี้ให้เห็นว่า คนไทยหรือเด็กไทยมีภาวะขาดสารไอโอดีน"
 
                      อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหาภาวะขาดสารไอโอดีนได้ผลดีและยั่งยืนที่สุด กระทรวงสาธารณสุขวางแนวทางแก้ไขไว้ในกลุ่มเสี่ยงหลักๆ กลุ่มแรก คือ หญิงตั้งครรภ์ จะมีการส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์ครั้งแรกรับประทานยาเสริมไอโอดีน 2 แคปซูล สามารถอยู่ในร่างกาย 1 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่า ตลอดการตั้งครรภ์และตอนให้นมบุตร แม่มีไอโอดีนเพียงพอ เนื่องจากการตั้งครรภ์และการให้นมบุตรเป็นภาวะที่ร่างกายต้องการไอโอดีนมากกว่าปกติ เพราะช่วยในการสร้างน้ำนม และมีการขับไอโอดีนออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ลูกได้ใช้ในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน
 
                      กลุ่มเด็กทารกแรกเกิด จะส่งเสริมให้เด็กแรกเกิดทุกคนต้องได้รับการเจาะส้นเท้าตรวจเลือด เพื่อดูระดับไทรอยด์ฮอร์โมนที่ส่งผลต่อความเฉลียวฉลาด และการเจริญเติบโตของเด็ก เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์จะสัมพันธ์กับไอโอดีน ถ้าทารกตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 2-3 ปี ขาดไอโอดีน จะมีสติปัญญาด้อย ไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 30 จุด ยิ่งถ้าเด็กอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการขาดไอโอดีน มักมีไอคิวต่ำลงประมาณ 13.5 จุด และเด็กที่เกิดจากแม่ที่มีปัญหาไทรอยด์มักมีไอคิวต่ำกว่า 85 ส่วน 
 
                      กลุ่มเด็กเล็ก จนถึงผู้ใหญ่ทั่วไป จะมีการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนกินอาหารที่มีไอโอดีน เลือกใช้เกลือและน้ำปลาที่ทำจากเกลือทะเล หรือเกลือที่เสริมไอโอดีน 
 
                      ส่วนการดำเนินงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเรื่องการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการนั้น นพ.อภิชัย บอกว่า กรมวิทย์มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาภาวะขาดสารไอโอดีนทั้ง 3 กลุ่มเสี่ยง โดยในหญิงตั้งครรภ์ได้จัดทำโครงการเฝ้าระวังระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่เสี่ยงต่อการขาดไอโอดีนในทุกจังหวัดของประเทศไทย 
 
                      "สุ่มเลือกโรงพยาบาลระดับอำเภอใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ มาตรวจวิเคราะห์ไอโอดีน อย่างน้อยจังหวัดละ 10 แห่ง และเก็บตัวอย่างแห่งละ 30 ราย หรือ 300 รายต่อจังหวัด โดยระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน 2557 นี้ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่งทั่วประเทศ จะเก็บตัวอย่างปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ครั้งแรกมาตรวจวิเคราะห์ ทำให้ทราบสถานการณ์การขาดสารไอโอดีน และกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบต่อสติปัญญาของเด็ก โดยข้อมูลที่ได้จะชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ใดมีไอโอดีนเพียงพอหรือไม่"
 
                      สำหรับกลุ่มทารกแรกเกิด กรมวิทย์ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเก็บเลือดทารกที่มีอายุมากกว่า 2 วัน นำมาตรวจวัดระดับไทรอยด์สติมูเลติง ฮอร์โมน หรือทีเอสเอช หากพบว่าร่างกายผลิตทีเอสเอชผิดปกติ จะแจ้งให้โรงพยาบาลรีบตามตัวมารักษา หากไม่ได้รับการรักษาภายใน 2 สัปดาห์ ทารกจะมีระดับไอคิวลดลงกว่าที่ควรจะเป็น และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานจะกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนได้ 
 
                      นอกจากนี้ยังร่วมมือกับเครือข่ายสาธารณสุข และชุมชมในภาคอีสาน เป็นการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน พัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนในพื้นที่ชนบท ด้วยการเพิ่มสารไอโอดีนในระบบห่วงโซ่อาหาร และผลผลิตทางการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีน ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการการตรวจคัดกรองสุขภาพทารกแรกเกิด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเป็นพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 2 จ.อุดรธานี เพื่อนำไปถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคนิคและวิชาการให้แก่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ฟาร์มอิสระ โรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 4 จังหวัด คือ อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย และเลย 
 
                      ด้วยการแนะนำและส่งเสริมให้ชาวบ้าน "ปลูกผัก"และ "เลี้ยงไก่ไข่เสริมไอโอดีน"โดยใช้วิธีการฉีดพ่นสารละลายโพแทสเซียมไอโอเดทในผักท้องถิ่น เช่น ผักบุ้งจีน ผักกวางตุ้ง ผักกาดหอม คะน้า ต้นหอม กะเพรา สะระแหน่ โหระพา ฯลฯ ด้วยการฉีดพ่นทางใบพืช ในอัตราส่วนที่เหมาะสมก่อนการเก็บเกี่ยวจำนวน 1-2 ครั้ง ผักที่ปลูกตามกรรมวิธีจะได้รับธาตุไอโอดีน แล้วนำไปสะสมในส่วนต่างๆ ของลำต้น และเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปของสารประกอบทางอินทรีย์ที่มีความคงตัว 
 
                      "สารไอโอดีนที่สะสมในพืชผักสด จะมีปริมาณเพียงพอกับร่างกายคนเรา โดยผักปริมาณ 1-2 ขีด สามารถให้สารไอโอดีนได้สูงถึง 240-250 ไมโครกรัม" 
 
                      ส่วนการเลี้ยงไก่ไข่ด้วยอาหารที่ผสมสารโพแทสเซียมไอโอเดทที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้ได้ไข่ไก่ที่มีไอโอดีนเพิ่มสูงขึ้นถึง 97.76 ไมโครกรัมต่อฟอง ที่สำคัญไอโอดีนในเซลล์ของไข่แดงจะมีความคงตัว และไม่เสื่อมสลายเมื่อต้องผ่านกระบวนการปรุงสุก รวมทั้งการแปรรูปปลาเป็นปลาร้าที่มีการเสริมไอโอดีนเพื่อนำมาบริโภคกันมากขึ้น  
 
                      "การแก้ปัญหาขาดสารไอโอดีน นอกจากการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอแล้ว บางประเทศยังออกมาตรการทางกฎหมายห้ามจำหน่ายเกลือที่ไม่ได้เสริมไอโอดีนในท้องตลาดอีกด้วย สำหรับความต้องการไอโอดีนของคนเราในแต่ละวัน เด็กเล็กถึงวัยเรียน ควรได้รับไอโอดีน 90-120 ไมโครกรัมต่อวัน เยาวชนและคนสูงวัยควรจะได้รับสัก 150 ไมโครกรัมต่อวัน ขณะที่หญิงมีครรภ์ควรได้รับไอโอดีนถึง 250 ไมโครกรัมต่อวัน และแม้ว่าร่างกายจะได้รับสารไอโอดีนในปริมาณที่เกินจำเป็น ก็ให้สบายใจได้ว่า จะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เพราะไอโอดีนจะสามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้"
 
 
 
..........................
 
(กระตุ้นคนไทยบริโภค'ไอโอดีน'ก่อนสายเกินไป : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)