
104ปี'วันสตรีสากล'พาหญิงไทยพ้นรุนแรง
104ปี'วันสตรีสากล'พาหญิงไทยพ้นพันธนาการความรุนแรง : ขวัญเรียม แก้วสุวรรณรายงาน
แม้จะผ่านมา 104 ปี สำหรับการต่อสู้ของกลุ่มสตรีจากทั่วโลกจนเป็นที่มาของ "วันสตรีสากล 8 มีนาคม" แต่ดูเหมือนว่า ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อสตรีทั่วโลกยังไม่มีท่าทีจะเบาบางลง โดยเฉพาะในประเทศไทยกลับพบว่า สตรีไทยยังถูกกระทำรุนแรงต่อเนื่องในทุกรูปแบบ เพราะจากข้อมูลศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และUN Women พบว่า ประเทศไทยมีเด็ก และสตรีถูกกระทำความรุนแรงสูงขึ้น โดยสำรวจสถิติความรุนแรงทางร่างกายจาก 75 ประเทศ ประเทศไทยเป็น ลำดับที่ 36 ก่อเหตุทุก 20 วินาที ส่วนประเด็นความรุนแรงทางเพศ 71 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 7
สถานการณ์ความรุนแรงต่อสตรีไทยเป็นเรื่องน่าห่วงและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการฆ่ากันตายในครอบครัวพบว่า สาเหตุลำดับต้นๆ มาจากการ "ดื่มแอลกอฮอล์" โดยนายจะเด็ด เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แสดงความเป็นห่วงว่า สถิติการฆ่ากันตายในครอบครัวปี 2555 มีมากถึง 186 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 10 ราย และสถิติภาพรวมการใช้ความรุนแรง 2.5-2.6 หมื่นคนต่อปี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีแนวทางในการแก้ปัญหาโดยเร็ว ด้วยการป้องกันไม่ให้ผู้หญิงถูกกระทำซ้ำ ให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงสิทธิ์ มีบ้านพักสตรี แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ผู้หญิงถูกข่มขืน ลวนลาม แต่ยังไม่มีกฎหมายไทยตัวใดเอื้ออำนวยในการช่วยเหลือ
ไม่เพียงเท่านั้น จากข้อมูล "สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.)" ยังระบุถึงสถานการณ์ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวพบว่า จำนวนความรุนแรงในครอบครัวปี 2555 มีมากถึง 963 ราย ผู้หญิงถูกกระทำ 92% ปี 2556 โดยมีเด็กและสตรีที่เข้ารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ มีจำนวน 31,866 ราย หรือ 87 รายต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 ซึ่งมีจำนวน 19,067 ราย หรือ 52 รายต่อวัน (ข้อมูลศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข) ปี 2555-2556 พบว่า ผู้กระทำความรุนแรงต่อสตรีประมาณครึ่งหนึ่งของผู้กระทำทั้งหมด คือคู่สมรส รองลงมาคือแฟน ผู้กระทำต่อเด็กส่วนใหญ่ (เฉลี่ย 1 ใน 4 ของผู้กระทำต่อเด็กทั้งหมด) คือแฟน รองลงมาคือเพื่อน สาเหตุความรุนแรงในครอบครัว ได้แก่ สุรา/ยาเสพติด นอกใจ/หึงหวงสุขภาพกาย/จิต เศรษฐกิจ สื่อลามกอื่นๆ โดยมีสุรา/ยาเสพติดเป็นอันดับแรก 445 ราย (38.4%) รองลงมาคือนอกใจ/หึงหวง 263 ราย (22.7%)
"สม" หญิงวัย 56 ปี ถูกแฟนหนุ่มสาดน้ำกรดเมื่ออายุ 16 ปี เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2516 สมัยเป็นนักเรียนพาณิชย์ ได้คบหาดูใจกับชายที่ทำงานอยู่ใกล้โรงเรียน คบได้สักระยะถึงรู้ว่าขี้หึง จุกจิก คอยติดตามตลอด เช่น เลิกเรียน 16.30 น. แต่ 17.00 น.ทำไมยังไม่กลับบ้าน ก็จะคอยถาม และยังต่อว่าให้เสียหายต่อหน้าคนอื่น จึงรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่คบต่อไป จึงตัดสินใจขอหยุดความสัมพันธ์ แต่ฝ่ายชายไม่ยอมเลิก คอยตามอยู่เสมอ กระทั่งวันหนึ่งผู้ชายคนนี้มาเจออยู่กับเพื่อนที่สวนลุมพินี เกิดการโต้เถียงได้ไม่นานก็มีน้ำกรดสาดเข้าที่ใบหน้า ส่วนเพื่อนโดนน้ำกรดที่บริเวณมือ ถึงวันนี้ผ่านไป 40 ปีแล้ว ทำใจให้อยู่ในสังคมได้ แต่กว่าจะก้าวผ่านมาได้ ทั้งกินยานอนหลับ 100 เม็ด หวังฆ่าตัวตาย แต่ไม่เสียชีวิต ตั้งแต่ครั้งนั้นจึงฉุกคิดได้ว่า ต้องพาตัวเองอยู่รอดในสังคมให้ได้ จึงหาอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองทำ
"พี่ไม่คิดว่าเรื่องสาดน้ำกรดจะเกิดขึ้นกับตัวเอง คิดว่ามีแค่ในนิยาย พอโดนแล้วทุกอย่างกลายเป็นดำมืดเลย เป็นวันที่เปลี่ยนชีวิต หยุดอนาคต ต้องหยุดเรียน ไม่กล้าออกจากบ้าน ตอนนั้นสภาพในสังคมเหลือแค่ครอบครัว มีเพื่อนมาเยี่ยมบ้าง คิดว่าใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ แค่ผู้ชายคนเดียวเปลี่ยนชีวิตให้เหมือนตายทั้งเป็น" สม ย้อนอดีตอันเลวร้าย
สม ฝากถึงผู้หญิงที่ต้องเจอเหตุการณ์มีปากเสียงอย่างรุนแรง ให้หลีกเลี่ยงการโต้เถียงด้วยคำพูดที่รุนแรง หยามเหยียด เพราะคำพูดอาจจี้ถูกจุดด้อยฝ่ายชาย ทำให้โมโหร้าย กระทำความรุนแรงกับผู้หญิงได้มากขึ้น ส่วนผู้ชายที่กระทำต่อผู้หญิงขอให้ฉุกคิดถึงตอนที่รักกัน และหยุดใช้ความรุนแรง เพราะช่วงเวลาที่กระทำโมโห เมื่อหายโมโหสิ่งที่สูญเสียไปเอากลับคืนมาไม่ได้
แม้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะเป็นปัญหาสะสมมานานแต่ "สมชาย เจริญอำนวยสุข" ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีความหวังที่จะให้สตรีไทยที่ถูกกระทำลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตนเอง โดยใช้หน่วยงานรัฐเป็นที่พึ่งพา
"ความรุนแรงในครอบครัวมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และพบว่า ผู้ที่ถูกกระทำไม่กล้าเปิดเผย เพราะคิดว่าเป็นคนในครอบครัว แต่ในส่วนตัวไม่กังวลว่า สถิติความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น หากมองในแง่ดีคือ ผู้ถูกกระทำกล้าออกมาเปิดเผยปกป้องตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกกระทำซ้ำ โดย พม.พร้อมช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เช่น หากถูกกระทำความรุนแรงในพื้นที่ต่างจังหวัดให้เดินทางไปที่สำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และหากเกิดในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปที่ พม. (ใกล้บริเวณตลาดโบ๊เบ๊) หรือโทรไปที่ศูนย์ประชาบดี 1300 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปรับมาอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว มีเจ้าหน้าที่คอยรับสายเพื่อให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง"
แม้ความรุนแรงที่เกิดกับสตรีไทยจะเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข แต่สิ่งหนึ่งที่ "สังคมไทย" ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ คือ การให้ความช่วยเหลือเปิดรับปัญหาเพื่อดึงให้สตรีเหล่านั้นหลุดออกจากมุมมืดที่เกิดจากความโหดร้าย โดยเฉพาะ "รัฐบาล" ต้องเป็นเซ็นเตอร์หลักในการเข้าถึงปมปัญหาความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง และเฉียบขาด อย่าปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเป็น "เสมือนไฟไหม้ฟาง" มิฉะนั้นการต่อสู้ของสตรีชาวสหรัฐจำนวน 119 คน ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การกระทำรุนแรงจนเป็นต้นกำเนิดของ "วันสตรีสากล" เมื่อกว่า 100 ปีก่อน จะสูญเปล่าไม่สมกับปณิธานที่ตั้งไว้ อย่าให้ "8 มีนาคม" เป็นแค่หนึ่งวันที่ผ่านไปโดยไม่มีอะไรน่าจดจำ...
.................
(หมายเหตุ : 104ปี'วันสตรีสากล'พาหญิงไทยพ้นพันธนาการความรุนแรง : ขวัญเรียม แก้วสุวรรณรายงาน)



