
เยือนนันทบุรีตามใจ'สิเนหามนตาฯ'
06 มี.ค. 2557
ศิลปวัฒนธรรม : เยือนนันทบุรีตามใจ 'สิเนหามนตาฯ'
เงียบสงบแต่มอบมนต์สะกดใจให้แก่ผู้มาเยือนเสมอ สำหรับนครนันทบุรี หรือ "จังหวัดน่าน" เมืองเล็กที่ควรยกให้เป็นสถานที่พักผ่อนอันดับต้นๆ ในแผนการท่องเที่ยวสักครั้งในชีวิต ด้วยบรรยากาศความเป็นมิตร เรียบง่าย ไม่รีบร้อน รายล้อมด้วยประวัติศาสตร์ล้านนาที่มีอยู่ในวัดวาอารามเก่าทุกซอกมุมเมือง และหากย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน บุคคลดังแห่งวงการธุรกิจ บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ก็เป็นอีกคนที่หลงเสน่ห์เมืองน่านเข้าอย่างจัง ถึงขั้นเกิดแรงบันดาลใจให้ศึกษาบ้านเมืองเก่านี้รอบด้าน ทั้งความเป็นอยู่ ภาษา ศิลปวัฒนธรรมและกลั่นกรองออกมาเป็นหนังสือนิยายกึ่งประวัติศาสตร์ด้านเงาและแจ้ง (อดีต-ปัจจุบัน) ในชื่อ "สิเนหามนตาแห่งล้านนา" ที่โลดเล่นอยู่ในโลกของนักอ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว จนเป็นเรื่องราวก่อเกิดความอยากรู้อยากสัมผัส สถานที่ในแต่ละฉากที่มีอยู่จริงในเมืองน่าน ทำให้วันนี้นักท่องเที่ยวไม่น้อยนิยมเดินทางตามรอยหนังสือเล่มนี้มาที่เมืองน่านเพื่อได้ยลโฉมฉากสวยๆ ประหนึ่งเป็นตัวประกอบอยู่ในหนังสือสักบทหนึ่ง
เฉกเช่นการเดินทางครั้งนี้ เรามาย้อนรอยหนังสือพร้อมคณะนักอ่านจากเดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย ที่ไม่ใช่แค่มาสืบรู้เรื่องนิยายเท่านั้น ประวัติศาสตร์ และศิลปะแบบน่านก็ยังสะกดอารมณ์ทุกคนให้ตื่นตาตื่นใจไปด้วย จากการเล่าเรื่องราวโดยไกด์กิตติมศักดิ์อย่าง อ.เผ่าทอง ทองเจือ ที่บอกว่านิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องด้วยตัวละคร 2 ยุค 2 สมัย เล่าคร่อมประวัติศาสตร์ล้านนา และสถานที่ที่มีอยู่จริง เริ่มต้นกันที่วัดภูมินทร์ ฉากการมาเยือนน่านครั้งแรกของสาวสมัยใหม่อย่าง รุ้งราตรี นางเอกของเรื่อง ซึ่งมาที่วัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจ.น่านแห่งนี้เป็นที่แรก เป็นวัดหนึ่งเดียวในไทยที่สร้างเป็นทรงจัตุรมุข เป็นทั้งมหาเจดีย์ พระวิหารและพระอุโบสถอยู่ในที่เดียวกัน ไม่มีจารึกชัดเจนว่าว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ในปี 2146 มีการกล่าวถึงในพงศาวดารว่า ที่นี่มีความเก่าไม่ต่ำกว่า 500 ปี ทั้งสถาปัตยกรรม ภาพฝาผนังมีการวาดขึ้นตอนปลายรัชกาลที่ 4 ต้นรัชกาลที่ 5 รูปของหนุ่มสาวกระซิบรัก ซึ่งชาวน่านเรียกคู่รักคู่นี้ว่า "ปู่ม่าน ย่าม่าน" เป็นดังภาพต้อนรับการมาเยือน เพราะนอกจากในวัดนี้แล้วก็ยังมีรูปนี้อยู่ทั่วทั้งเมือง
ตามท้องเรื่องเมื่อพระญาผาสุริยา ตัวเอกของนิยายเล่มนี้ถูกวางไว้อยู่ในยุคต้นราชวงศ์ภูคา หรือประมาณ 6-7 ร้อยปีที่แล้ว สามารถกอบกู้เอกราชบ้านเมืองตัวเองมาได้ และได้ปกครองเมืองวรนคร หรือ อ.ปัว ในปัจจุบัน โดยความรุ่งเรืองของเมืองปัวในอดีตอยู่ที่เม็ดเกลือ เพราะมีราคาแพงยิ่งกว่าทองนับเป็นยุทธปัจจัยในสมัยโบราณ หลายนครทางเหนือทั้งอยุธยา สุโขทัย เชียงใหม่ หลวงพระบาง มักยกทัพชิงเมืองปัวเพื่อนำเกลือมาถนอมอาหาร ในปัจจุบันแหล่งเกลือสินเธาว์ยังตั้งอยู่ใน ต.บ่อเกลือ แน่นอนว่ายุคนี้เกลือไม่ใช่ของสำคัญ แต่ชาวบ้านยังคงสืบต่อการต้มเกลือไว้อย่างดีมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี และไม่เปลี่ยนแปลงกรรมวิธีแต่อย่างใด
อีกหนึ่งฉากที่เล่าถึงความเป็นมาของ จ.น่านได้ดีที่สุดคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน ตัวอาคารในอดีตเป็น “หอคำ” หรือคุ้มของเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงสร้างเป็นที่ประทับเมื่อปี 2446 ในนี้มี “งาช้างดำ” ที่ได้รับมาจากเชียงตุงและกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด ถูกอัญเชิญวางบนครุฑซึ่งเป็นสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ เป็นสมบัติของชาติอันสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์สุดขีดของป่าไม้เมืองล้านนา และประเทศเพื่อนบ้านในสมัยก่อนซึ่งหาช้างพิเศษเหล่านี้ไม่พบแล้วในปัจจุบัน โดยในทริปนี้ยังได้ตามรอยสถานที่สำคัญอีกมากมาย อาทิ วัดป่าคอวัง วัดพระธาตุแช่แห้ง และวันต้นแหลง ซึ่งเสน่ห์ที่แท้จริงอยู่ตรงความสงบ มีสถาปัตยกรรม ประเพณีการทำบุญดั่งเดิมราวย้อนไปในอดีต สวยงามไม่เอาใจคนสมัยใหม่แต่อย่างใด
หลังจากเที่ยวตามรอยมาบางส่วน "ปั้น" บัณฑูร ล่ำซำ ผู้ประพันธ์ สิเนหามนตาแห่งล้านนา บอกเล่าถึงเสน่ห์ของประวัติศาสตร์และเมืองน่านในปัจจุบันว่า ความเป็นล้านนาตะวันออกมีการจดประวัติศาสตร์ในแถบนี้น้อยมาก เป็นตำนานที่ยังไม่มีใครยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักวิชาการและนักเขียนมืออาชีพที่นี่จึงเป็นพื้นที่ใช้จินตนาการในงานประพันธ์ได้เต็มที่
"เรื่องความเป็นไปของเมืองน่านในปัจจุบันเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เช่น การแทรกเรื่องการเมือง การปกครอง งานบริหารต่างๆ รวมถึงการรักษาป่าเมืองน่านที่เป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้ ขณะเดียวกันก็เล่าไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์ต้องรู้ว่าบริบทชีวิตที่มาของประเทศที่เราอยู่ บ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร ทำให้เกิดปัญญาไปอีกขั้นหนึ่งที่จะพิจรณาความเป็นไปในสังคมปัจจุบันได้ พูดได้ว่าระยะเวลา 4 ปี ที่หลงรักและมาอยู่ใน จ.น่าน วัฒนธรรมของนันทบุรีนี้แน่นหนาพอสมควรไม่สามารถมาทำลายได้ง่ายๆ ยังมีเสน่ห์ที่ความสงบ นุ่มนวล มีไมตรีจิตอยู่เสมอ" ผู้เขียนบอกถึงน่านในมุมมองของสิเนหามนตาแห่งล้านนา



