ไลฟ์สไตล์

ไทย-พม่าไม่รับรองขุดสกูปพระเจ้าอุทุมพร

ไทย-พม่าไม่รับรองขุดสกูปพระเจ้าอุทุมพร

04 มี.ค. 2557

กรมศิลปากรไทย-พม่า ไม่รับรองการขุดค้นสกูปสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หลังพบคณะทำงานสมาคมจิตพรรณ สรุปหลักฐานโดยไม่มีนักโบราณคดีรองรับ

              จากการที่กรมศิลปากร ได้นำคณะผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ เดินทางไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ตามโครงการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่อง ชาวอยุธยาในเมียนมาร์ : ศึกษาในเขตปกครองมัณฑะเลย์และเขตปกครองสะกาย โดยได้เข้าไปศึกษาข้อมูลที่สุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ ที่ทางสมาคมจิตพรรณของไทย ได้ทำการขุดค้น โดยอ้างว่า  มีสถูปบรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หรือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์พระองค์ที่ 32 แห่งกรุงศรีอยุธยา อยู่นั้น

              เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายวิจิตร  ชินาลัย สถาปนิกอำนวยการโครงการอนุรักษ์โบราณสถานและอุทยานประวัติศาสตร์เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ทำการในนามสมาคมจิตพรรณ  กล่าวว่า   เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกในปี 2310 พระองค์ยังทรงอยู่ในสมณเพศ และได้ถูกนิมนต์มารอยู่ที่เมืองอังวะพร้อมกับพระราชวงศานุวงศ์อื่นๆ รวมทั้งราษฎรไทยที่ถูกกวาดต้อนมา พระองค์ได้จำพรรษาที่เมืองอังวะและอมรปุระจนถึงปี พ.ศ.2339 และมรณภาพที่เมืองอมรปุระ

              อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบันมีหลักฐานแวดล้อมที่เชื่อว่าสุสานลินซินกงแห่งนี้เป็นที่ตั้งสถูปสถูปบรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร  โดยทางสมาคมจิตพรรณได้ทำการขุดค้นมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 2556 จนกระทั้งพบหลักฐานอันได้แก่ การค้นพบฐานเจดีย์ที่เป็นบริเวณถวายพระเพลิงของกษัตริย์ต่างชาติในประเทศราช พระองค์เดียวที่พระเจ้าผดุง พระมหากษัตริย์พม่าจัดพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพให้ และมีการสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิ ถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากนั้น เมืองอมรปุระก็ล่มสลายไป

              นายวิจิตร กล่าวต่อไปว่า การค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ บาตรแก้วมรกต บรรจุอัฐิ เส้นผ่าศูนย์กลาง 28 เซนติเมตร ลวดลายแปลกตาไม่ใช่พม่าและไม่ใช่ลายไทยที่เห็นกันโดยทั่วไป มียอดเป็นทรงดอกบัวตูม มีโครงไม้พานแว่นฟ้า ยืนยันชัดเจนว่าจะต้องเป็นบาตรบรรจุอัฐิ ของสมณศักดิ์พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ซึ่งพระเจ้าอุทุมพร มาอยู่ที่อมรปุระ พระองค์เป็นพระมหาเถระ 1 ใน 7 องค์ ในอาณาจักรอมรปุระ ที่ประทับอยู่ที่เมืองนี้ และเป็นมหาเถระต่างชาติองค์สุดท้าย ที่สิ้นพระชนม์ลง บาตรนี้จึงมีความสำคัญมากที่จะบ่งชี้หลักฐานการค้นพบสถูปบรรจุพระบรมอัฐิได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานใหม่ หลังคากระเบื้อง ซึ่งพม่าในยุคนั้น ไม่มีใช้ แต่จะปรากฏในอยุธยาตอนปลายรวมถึงยังพบ ตุ๊กตาดินเผาเด็กไว้ผมแกละ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมเด็กอยุธยาเท่านั้นที่ไว้ผมทรงนี้

              นายวิจิตร กล่าวอีกว่า ที่สำคัญขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ และรัฐบาลพม่า ได้เชื่อในหลักฐานที่คณะทำงานค้นพบ และอนุญาตให้ทำอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร  ตนจึงเห็นว่าไม่ต้องพิสูจน์อะไรมาก เพราะมั่นใจว่ามีหลักฐานแวดล้อมเชื่อมโยงการค้นพบพระบรมอัฐิครบถ้วน  และไม่มีหน้าที่ตอบคำถามว่า ใช่หรือไม่  อยากให้มาถามนักวิชาการพม่าเพราะเค้ามีหลักฐานยืนยันได้   แต่นักวิชาการฝ่ายไทย ได้มีการพูดคุยกันทางสื่อเยอะมาก และจากที่ตนได้เชิญผู้เชี่ยวชาญไทยมาตรวจสอบ กลับไม่เคยมีใครสอบถามอะไรเลย ดังนั้น การกล่าวหาว่าสิ่งที่ทีมงานค้นพบไม่ใช่อัฐิพระเจ้าอุทุมพร นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
 
              อย่างไรก็ตามได้ทำหนังสือถึงนายกเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อยืนยันหลักฐานการค้นพบและขอจัดทำอนุสรณ์สถานพระเจ้าอุทุมพร โดนหลังจากเสร็จสิ้นโครงการจะมอบให้เป็นของขวัญให้แก่รัฐบาลมัณฑะเลย์ และเป็นอนุสรณ์สถานพระเจ้าอุทุมพร ในอมรปุระ ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานของรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า แต่สิ่งที่ทำเป็นความยิ่งใหญ่กว่านี้มาก เพราะเป็นโครงการที่เป็นสัญลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและพม่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมหาเถรของไทยและพม่า ที่มีความใกล้ชิดกันมาก ที่สำคัญกว่านั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับพม่าในอดีต ซึ่งเป็นพระองค์เดียวที่กษัตริย์พม่าถวายพระเพลิง   
               
              ด้านนายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร  กล่าวว่า การเดินทางไปศึกษาข้อมูลครั้งนี้ กรมศิลปากร ได้หารือกับกรมโบราณคดี  สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ แล้ว รับทราบข้อมูลว่า การขุดค้นดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางของเมียนมาร์ เพียงแต่มีการขออนุญาตจากคณะกรรมการพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์เท่านั้น จึงถือว่า ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศอย่างเป็นทางการ 

              ขณะเดียวกัน รายงานการค้นของสมาคมจิตพรรณ ที่เสนอมายังกรมศิลปากร  ก็มีข้อขัดแย้งหลายประการที่ทำให้มีความไม่มีความน่าเชื่อถือ และการดำเนินงานยังไม่มีนักโบราณคดีทั้งของไทยและพม่าร่วมคณะทำงานดังกล่าว จึงไม่อาจสรุปหลักฐานทางโบราณคดีว่า สถูปที่ค้นพบเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรหรือไม่ ดังนั้น จึงถือว่า ทางการไทย ไม่รับรองการขุดค้นดังกล่าว ซึ่งควรมีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้านมากกว่านี้

              นายนิติ แสงวัณณ์ นักโบราณคดีเชียวชาญ กรมศิลปากร กล่าวว่า จากการที่ตนไปลงพื้นที่จริง และได้พิจารณารายงานสรุปผลการปฏิบัติงานด้านโบราณคดีที่สุสานลินซินกง  พบว่า เอกสารต่างประเทศ ที่ทางภาคเอกชนไปขุดค้นกล่าวอ้างถึงว่า มีการบันทึกถึง สถูปองค์นี้ว่ามีการบรรจุ พระบรมอัฐิ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งทั้งที่จริงแล้วเอกสารฉบับดังกล่าว ไม่ได้บอกรายละเอียดถึงขนาดนั้น  เมื่อพิจารณาข้อมูลในระดับสามัญสำนึกทางโบราณคดี หากคนในพื้นที่รู้ว่าที่นี่คือ สุสานของเจ้าชายไทยจริงทำไมถึงเรียก ลินซินกง ซึ่งแปลว่า สุสานล้านช้าง ทำไมถึงไม่ เรียกโยเดียกง ใน

              ขณะเดียวกัน รายงานของสมาคมจิตพรรณ ที่ส่งมาให้กรมศิลปากร พิจารณา ตั้งแต่หน้าที่หนึ่งเป็นต้นมาจะกล่าวถึงหลักฐานที่ถือว่าสำคัญมากชิ้นหนึ่ง คือ ภาชนะ ทำด้วยดินเผาประดับกระจก โดยตลอดแต่พอมาหน้าสุดท้ายกลับมาเรียกภาชนะนี้ว่าบาตรแก้วมรกต ทำไมจึงไม่ใช้ชื่อนี้ตั้งต้น ถือว่าเป็นการเขียนที่ไม่สุจริต เป็นการโน้มน้าวในข้อมูลในสิ่งที่อยากให้คนอื่นเชื่อ โดยไม่มีการกล่าวถึงที่มาของบาตรว่า มาได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นบาตรมรกต เพราะจะทำให้คนเข้าใจได้ว่า บาตรนี้เกี่ยวข้องกับเจ้านายที่เป็นพระสงฆ์

              นักโบราณคดีเชียวชาญ กล่าวอีกว่า  อีกข้อมูลที่น่าสนใจ คือ รายงานฉบับนี้ นักโบราณคดีทั่วโลก ไม่ถือเป็นรายงานทางโบราณคดี เพราะไม่มีการอ้างอิงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ไม่บอกกำหนดอ้างอิง ไม่บอกพิกัดที่ตั้ง ไม่บอกลักษณะการขุด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการรายงานถึงการอ้างอิงเอกสารว่า เอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร นั้น มาจากเอกสารโบราณพม่า ชื่อ พาราไบเก เอกสารพาราไบเกเก็บไว้ที่ ห้องสมุดลอนดอน ชิ้นที่ 99 /288 บันทึกถึงที่ตั้งพระสถูป ตนขอยืนยันว่า ข้อความนี้ไม่มีบรรจุไว้ในเอกสารพาราไบเก ไม่มีระบุขนาดนั้น แต่ถ้ามีก็เป็นเอกสารอื่น ซึ่งรายงานนี้ไม่เคยอ้างอิงถึงเอกสารอื่นเลย  จึงทำข้อมูลที่กลุ่มขุดค้นดังกล่าวส่งมาไม่มีความน่าเชื่อถือ ในเมื่อหลักฐานยังไม่มีความชัดเจน จึงไม่อยากให้มีการด่วนสรุปจนทำให้เกิดความเชื่อว่า เป็นพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์แห่งอยุธยา และทำให้คนไทยหรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ต้องมาเคารพสักการะโดยที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นอัฐิของใคร