ไลฟ์สไตล์

ยกระดับเกษตรกรในยุควิกฤติราคาข้าว

ยกระดับเกษตรกรในยุควิกฤติราคาข้าว

03 มี.ค. 2557

ยกระดับเกษตรกรในยุควิกฤติราคาข้าว 'ไรซ์เบอรี่โมเดล' ทางเลือกชาวนาไทย : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 
                       ในที่สุดรัฐบาลก็ยังไม่สามารถที่จะหาแหล่งกู้เพื่อจ่ายค่าจำนำข้าวให้แก่เกษตรกรที่ร่วมโครงการรับจำข้าวเปลือกของรัฐบาลตามที่กลุ่มชาวนาหลายจังหวัดกำลังเรียกร้องมากว่า 4 เดือนแล้ว ซึ่งย่อมหมายถึงว่านโยบายประชานิยมว่าด้วยโครงการรับจำข้าวเปลือกของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2554 นั้นไม่เพียงประสบกับความล้มเหลวทางด้านการตลาด หากยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวนา รวมถึงผู้ประกอบด้านปัจจัยการผลิตและอุปกรณ์การเกษตรอีกด้วย จึงทำให้หลายฝ่ายต่างหาช่องทางใหม่ๆ  เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ชาวนาไทย เพื่อความอยู่รอดในยุคที่ราคาข้าวในตลาดโลกกำลังตกต่ำอย่างต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ 
 
                       บนเวทีเสวนา "ทางเลือกชาวนาไทย...ไรซ์เบอรี่โมเดล" ณ ห้องกำพลอดุลย์วิทย์ ชั้นสอง 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ สะท้อนถึงปัญหาของโครงการจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ปัจจุบันข้าวได้ก้าวจากการเป็นพืชเศรษฐกิจไปสู่การเป็น “พืชการเมือง” ไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลได้กำหนดให้นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกขึ้นเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐ พร้อมกับการประกาศให้มีการรับจำนำข้าวในระดับราคาสูงกว่าตลาดประมาณถึงร้อยละ 40 นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นมา 
 
                       รศ.สมพร กล่าวว่า นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกในระดับราคาสูงถือเป็นนโยบายที่ไม่ยั่งยืน เป็นนโยบายแฝงไว้ด้วยการสร้างอำนาจผูกขาดของตลาดข้าวเปลือกและตลาดข้าวสาร โดยมีการตั้งโต๊ะซื้อข้าวเปลือกในระดับราคาสูงถึงตันละ 1.5 หมื่นบาท โดยไม่มีผู้แข่งขันข้าวเปลือกเจ้าทั่วไปที่เมื่อแปลงเป็นข้าวสารเพื่อการส่งออกจะมีต้นทุนข้าวสารเบ็ดเสร็จแล้วอยู่ที่ 24,777 บาท หรือ 799 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ขณะที่ราคาข้าวไทยในตลาดโลกอยู่ที่ 484 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาข้าวสาร 1 ตัน จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีมูลค่าหายไป อย่างน้อย 10,850 บาท 
 
                       ขณะที่ข้าวของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 352 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวเวียดนามอยู่ที่ 225 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ทำให้ข้าวไทยขายไม่ได้ ปัจจุบันปริมาณข้าวในสต็อกของไทยอยู่ประมาณ 17-18 ล้านตันข้าวสาร (ไม่รวมปี 2556/57) หรือร้อยละ 17 ของสต็อกข้าวโลก นับเป็นลำดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดีย หากจะเคลียร์สต็อกให้เหลือประมาณ 2 ล้านตันได้ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-4 ปี ถ้าจะให้เร็วกว่านี้ต้องส่งออกที่ราคาต่ำกว่าราคาข้าวของเวียดนามและอินเดีย นี่ยอมแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลว
 
                       อย่างไรก็ตาม รศ.สมพร ได้เสนอทางออกที่จะให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มกำไร ต้องจัดการไร่นาที่ดี เพื่อสร้างศักยภาพในการผลิตให้แก่ชาวนา ด้วยการลดค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี และค่าเมล็ดพันธุ์ เช่น การใช้นวัตกรรมปุ๋ยสั่งตัด การใช้สารกำจัดแมลงในรูปของชีวะภัณฑ์ ที่สามารถผลิตได้เอง การเพิ่มประสิทธิภาพ การเพิ่มคุณภาพผลผลิต และการจัดการไร่นาที่ดีเพื่อเพิ่มกำไร โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ เพื่อการประหยัดต้นทุน การกระจายความเสี่ยงในกระบวนการผลิต เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยปลูกข้าวที่มีต้นทุนสูงที่สุดตกตันข้าวเปลือกเป็นเงิน 9,266 บาท ขณะที่เวียดนามตันละ 5,615 บาท และพม่าตันละ 4,353 บาท นอกจากนี้การสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนหรือลดการผลิตในสินค้าเกษตรที่มีอุปทานส่วนเกินมากหรือเป็นสินค้าเกษตรที่แข่งขันไม่ได้ เพื่อไปสู่การปลูกพืชชนิดอื่น โดยการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่ (Acreage Diversion) โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานที่มีทางเลือกในการทำการเกษตรมากมาย เพื่อการเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือน อย่างเช่นการปลูกข้าวพันธุ์ "ไรซ์เบอร์รี่" เป็นต้น
 
                       ด้าน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า ข้าวไรซ์เบอรี่มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว ข้าวกล้องมีความนุ่มนวลมาก สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตต่อปานกลาง ต้านทานต่อโรคไหม้ ไม่ต้านทานโรคหลาว จึงควรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกรอบการปลูก โดยมีคุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอรี่ คือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน, แกมมาโอไรซานอล, วิตามินอี, แทนนิน, สังกะสี, โฟเลตสูง, มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าว ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดีเหมาะสำหรับใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารเชิงบำบัดอีกด้วยจึงทำให้ราคาสูง
 
                       "การเลือกปลูกข้าว ที่สร้างมูลค่าเพิ่มต้องอยู่ที่ตัวเกษตรกรเป็นอันดับแรก ไม่ใช่อยู่ที่ตลาด เกษตรกรต้องมองถึงผลตอบแทนที่สูงกว่า ก่อนที่ตลาดจะนำไปสร้างราคา อย่างข้าวไรซ์เบอรี่เราเน้นเพื่อแปรรูปเอง เป็นการปลูกข้าวให้เป็นธัญโอสถ ซึ่งเป็นกุญแจสู่การตลาดข้าวเกรดพรีเมียมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงสุดที่มาจากฝีมือเกษตรกร ขณะนี้เราได้สร้างหมู่บ้านข้าวสี เกษตรอินทรีย์ ให้เกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกไรซ์เบอรี่ เราจึงทำไรซ์เบอรี่โมเดล ตัวอย่างเพื่อให้เห็นถึงแนวทางในการนำไปปลูกและแปรรูปของเกษตรกรในอนาคต เนื่องจากการปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่จะมีรายได้ที่ดีกว่า อย่างน้อยในระยะแรกเกษตรกรจะมีรายได้ตันละ 2 หมื่นบาท พอสู่ระยะที่สอง 2.5 หมื่นบาท และจะสูงถึงไร่ละ 3.5 หมื่านบาท" ดร.อภิชาติ กล่าว
 
                       ขณะที่ รศ.ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยบริโภคข้าวปีละ 10 ล้านตัน เฉลี่ยคนไทยบริโภคข้าวปีละ 140 กก./คนหากเฉลี่ยคนเอเชียแล้วจะบริโภคข้าวปีละ 200 กก./คน แต่ในอนาคตเพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มต้องเน้นไปที่การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ในระดับอุตสาหกรรม คือจากข้าวเปลือกสู่ผลิตภัณฑ์อาหารด้วยการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง   
 
                       ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ทรงคุณวุฒิบนเวทีเสวนา ได้สะท้อนแนวทางให้ชาวนาได้มองแนวทางการที่จะทำนาอย่างไรที่จะให้มีรายได้เพิ่ม และข้อเสนอการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ และธัญโอสถ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นทางเลือกของชาวนาไทยในอนาคต
 
 
 
-----------------------
 
(ยกระดับเกษตรกรในยุควิกฤติราคาข้าว 'ไรซ์เบอรี่โมเดล' ทางเลือกชาวนาไทย : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)