ไลฟ์สไตล์

'พลังจิต พิชิตโรค'

'พลังจิต พิชิตโรค'

02 มี.ค. 2557

'พลังจิต พิชิตโรค' : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์/เรื่อง สุกล เกิดในมงคล/ภาพ

 
                        แคโรลีน และอเล็กซานเดอร์ ทอสการ์ สองสามีภรรยา ชาวเยอรมนี ผู้มีพลังจิตในการรักษาผู้คน อีกทั้งเป็นนักมังสวิรัติตัวยงด้วย เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 7 ปีก่อน และได้ช่วยรักษาผู้ป่วยประมาณ 1,000 คน วันนี้ เขาทั้งคู่ออกหนังสือเล่มหนึ่งในภาคภาษาไทย ชื่อว่า "หยุดโรคร้ายด้วยใจคุณ" ที่ทำให้เรากลับมาตระหนักว่า เทรนด์ของโลกในการดูแลสุขภาพกายใจที่ไม่ต้องใช้เงินนั้น เป็นมานานแล้ว และต้นธารการรักษาด้วยพลังจิตก็มาจากภูมิปัญญาตะวันออกนี่เอง โดยเฉพาะพุทธศาสนาที่มีเทคนิคในการเยียวยาตนเองอย่างลึกซึ้งยิ่ง เพียงแค่หายใจอย่างมีสติจนเกิดเป็นสมาธิ เราก็จะพบความมหัศจรรย์ของลมหายใจในการดูแลตนเองที่ไม่ต้องไปพึ่งหมอและยา ซึ่งตรงกับงานวิจัยที่ว่า โรคทั้งหลายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ หายได้ด้วยใจเรา
 
                        ก่อนที่เราจะชวนท่านผู้อ่านไปสัมผัสเทคนิคการรักษาตนเองด้วยลมหายใจและพลังจิต มาฟัง ดนัย จันทร์เจ้าฉาย เจ้าของสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เล่าให้ฟังถึงที่มาของสองสามีผู้ช่วยรักษาโรคให้แก่ผู้คนด้วยพลังจิตว่ามาเจอกันได้อย่างไร 
 
                        "อเล็กซานเดอร์ส่งอีเมลมาหาผมก่อน เขาบอกว่า อยากรักษาผู้ป่วยสัก 30 คน ฟรีไม่เก็บตังค์ เราก็ดีใจ เขาเน้นการรักษาคนที่มีปัญหาเรื่องกระดูก ก็ประกาศไปทางวิทยุ ปรากฏว่ามีคนลงชื่อจะมารักษาถึง 300 คน เลยอีเมลกลับไปถามเขาว่า รักษาไหวไหม เขาบอกว่า ยินดี มีความสุขที่จะรักษา เราก็เลยชวนเชิญคนมาประมาณ 900 คน รวมพนักงานของเราอีก 100 คน เป็น 1,000 คนพอดี ก็รักษาตั้งแต่บ่ายสองโมงจนถึงสองทุ่ม สิ่งที่สังเกตคือ ระดับความเมตตาเขาที่มีให้แก่คนนั้นเท่ากัน จากคนแรกจนถึงคนสุดท้ายไปรักษาเสร็จตอนสามสี่ทุ่ม เขาก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข เพราะเขาอยากให้คนมีสุขภาพดี นี่คือสิ่งที่เราชื่นชม"
 
                        "มีคุณแม่ท่านหนึ่งพาลูกชายมาอายุ 5 ขวบ กระดูกสันหลังงอก ในทางการแพทย์เขายังผ่าตัดไม่ได้ เพราะยังเด็กเกินไป คุณแม่ก็พามารักษา และอยากสื่อสารกับคุณอเล็กซานเดอร์ว่า ลูกเขามีกระดูกงอกตรงนี้ พยายามจะบอกอาการ แต่เขาก็รักษาให้เลย โดยเอาโปรแกรมใส่ให้ใหม่ ปรากฏว่ากระดูกงอกหายไปแล้ว แม่เขาร้องไห้โฮเลย" 
 
                        ดนัย เล่าต่อมาอีกว่า ในวันนั้นก็ตั้งกล่องเก็บเงินทำบุญให้เขา ปรากฏว่าก็ไม่ได้เยอะนะครับ แล้วตอนจบก็ยกให้เขา และมีหนังสือพระเจ้าอยู่หัวให้ด้วย เขายิ้มและรับหนังสือพระเจ้าอยู่หัวอย่างเดียว
 
                        "เขาบอกจะไปอ่าน แล้วเอาเงินที่ได้จากเรายื่นกลับมาให้ผม เขาบอกว่า มีความสุขมากที่ได้รักษาคนเป็นพันคนในวันนี้ ช่วยเอาเงินไปทำบุญให้เขาหน่อย จะช่วยให้เขามีความสุขมากขึ้น จากนั้นเขาก็มาทุกปี ไปเยี่ยมเด็กพิการซ้ำซ้อน เด็กตาบอด ไปรักษาให้ฟรี"
 
                        หลังจากนั้นทั้งคู่ก็มาเมืองไทยทุกปี ปีละหนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย และยังเดินสายไปช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยจิตอาสา อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ความสุขจากการเป็นผู้ให้เช่นนี้ มีที่มาอย่างไร เราไปฟังทั้งคู่กันค่ะ 
 
                        อเล็กซานเดอร์เล่าว่า พบรักกับแคโรลีนตอนไปเรียนโยคะ เธอสนใจทางด้านจิตวิญญาณเหมือนกัน ก็เกิดความรักขึ้น หลังจากนั้นร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิจิตวิญญาณและสุขภาพที่ดี (spiritual-health-foundation) เพื่อพัฒนาและส่งเสริมสุขภาพจิตวิญญาณของมนุษย์และเพื่อความสุขของเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เมืองมิวนิก และโคโลญน์ ประเทศเยอรมนี, เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศไทย ในนาม มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา
 
                        "เดิมทีนั้นผมเรียนจบมาทางดีไซน์ แล้วทำงานทางด้านโฆษณา ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับตรงนี้เลย แต่ที่สนใจเพราะคุณพ่อของผมช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยทางด้านจิตวิญญาณอยู่แล้ว ก็เลยเข้าไปคุยกับคุณพ่อ บอกคุณพ่อว่า สนใจอยากจะช่วยเพื่อนมนุษย์ทำอย่างไรดี คุณพ่อก็เลยถ่ายทอดวิชาตรงนี้ให้ เป็นสิ่งที่ผมชอบ ก็เลยทำด้านนี้มาตลอดตั้งแต่เมื่อ 25 ปีที่แล้วที่เริ่มรักษา แต่ 7 ปีที่แล้วเริ่มตั้งเป็นศูนย์การเยียวยาอย่างเป็นทางการที่ประเทศเยอรมนี ร่วมกับภรรยาที่สนใจอะไรที่เหมือนกัน"
 
                        ที่มาของการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ จนกลายมาเป็นศาสตร์พลังจิต พิชิตโรคร้ายด้วยใจเราเอง ที่นำมาช่วยรักษาผู้คน และสอนให้เขานำไปรักษาตนเอง เอล็กซานเดอร์อธิบายว่า เทคนิคการบำบัดตนเองนี้ใช้เวลาพัฒนามา 10 ปี สำหรับเทคนิคที่นำมาสอนคนไทยสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน คือ การประสานกาย จิต และวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียว รวมไปถึงการเพิ่มพลังจักรวาลเพื่อจะได้มีพลังในการรักษาตนเองได้มากขึ้น 
 
                        "ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการสร้างสมาธิและการเจริญสมาธิเพื่อบำบัดโรค การฝึกกล้ามเนื้อดวงตาเพื่อชำระล้าง และสร้างความแข็งแรง การฝึกหายใจตามแนวทางของพุทธศาสนา ที่จะทำให้เราเห็นความมหัศจรรย์ของลมหายใจ เพื่อรับพลังจักรวาลมารักษาตนเอง เราจะหายใจเต็มอิ่มด้วยกระดูกสันหลังอย่างไร การบำบัดด้วยการสวดมนตรา การศึกษาจักระเพื่อเพิ่มพลังชีวิต และที่สำคัญที่เราอาจจะละเลยกันก็คือ การบริโภคเพื่อสุขภาพและจิตวิญญาณ"
 
                        แคโรลีนเสริมในเรื่องการรับประทานอาหารว่า มังสวิรัติมีส่วนเพิ่มพลังที่ดีในการช่วยเหลือผู้คนเป็นอย่างมาก 
 
                        "เราไม่ได้ไม่กินเนื้อสัตว์อย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนื้อสัตว์ก็ไม่รับประทานด้วย เช่น นม และไข่ เป็นต้น เรียกว่า เรารับประทานผักและผลไม้เป็นหลักเท่านั้น อาหารตรงนี้ไม่ได้มาจากการเบียดเบียนชีวิตใคร เป็นอาหารแห่งสันติสุข ทางด้านจิตใจ เพราะเป็นอาหารที่สะอาดบริสุทธิ์ และอาหารเหล่านี้มีความสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ มีธาตุอาหารและองค์ประกอบที่สำคัญเพื่อรักษาสุขภาพ อาหารที่มีคุณค่ายิ่งคือ ผักและผลไม้สด เพราะอุดมไปด้วยพลังงานจากแสงแดดและเป็นสิ่งที่ย่อยง่าย"
 
                        เราสังเกตว่า เวลาแคโรลีนยกมือขึ้นประกอบกับการอธิบายเรื่องต่างๆ เราเห็นสายรัดข้อมือสามสีที่เธอสวมใส่อยู่ จึงถามว่า แล้วสายรัดข้อมือนี้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายใจอย่างไร เธอยิ้มและเล่าว่า สายรัดนี้เป็นดั่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสิ่งต่างๆ ของร่างกายและจิตใจของเรา 
 
                        "สีม่วงหมายถึงทางความสมดุลด้านจิตวิญญาณ ความคิด สีเขียวเกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์ สีส้มเป็นด้านร่างกาย สามสีนี้จะต้องสมดุลกัน ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์ และสุขภาพแข็งแรง สามสีนี้เราไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่เป็นความรู้ทางด้านจิตวิญญาณที่เราเรียนรู้มาจากภูมิปัญญาของบรรพชนที่ผสานกับจักระทั้ง 7 ซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานบริสุทธิ์สำคัญ ที่เป็นดั่งเสาอากาศรับพลังการสั่นไหวและลมปราณของจักรวาล จักระมีลักษณะคล้ายแท่งแก้ว ที่แสงสีขาวตกกระทบบนผิวสัมผัสหนึ่ง และแตกกระจายออกเป็นแสงสีรุ้ง 7 สี จักระข้างบน สัมพันธ์กับสีม่วง และสีทอง หัวใจจะสัมพันธ์กับสีเขียว จักระข้างล่างตรงท้องจะสัมพันธ์กับสีแดง ส้ม เหลือง และขาว และเมื่อแสงทะลุผ่านการผสมกับคุณภาพของลำแสงแห่งจักระทั้ง 7 ก็จะก่อให้เกิดสนามพลังงานของมนุษย์ที่เรียกว่ารัศมี หรือ 'ออร่า' ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะจิตใจภายในของเรา ไม่ว่าจะเป็นความหม่นหมอง เมื่อเรามีความทุกข์ยากลำบาก หรือเปล่งประกายเจิดจ้า เมื่อเรามีความสุข ออร่าเป็นสัญญาณแสงที่แผ่กระจายออกมาจากจิตวิญญาณ ซึ่งทั้งหมดนี้เราสามารถแปรเปลี่ยนภาวะจิตใจเราจากหม่นหมองไปสู่ความเจิดจ้าหรือความสุขได้ก็จากการฝึกพลังจิตนี้เอง"
 
                        การที่พลังจิตสามารถแปรเปลี่ยนสภาวะอารมณ์ได้ คือการเยียวยาร่างกายที่ป่วยไข้อยู่จากต้นรากคือ "จิต" เลยทีเดียว ผลข้างเคียงก็คือ ทำให้หน้าเด็กลงด้วยหรือเปล่า แคโรลีนบอกว่า เธออายุ 45 ปี ส่วนอเล็กซานเดอร์อายุ 44 ปี ซึ่งดูไม่ออกเลยทีเดียว
 
                        แคโรลีนเป็นคนตอบว่า เคล็ดไม่ลับของหน้าเด็กก็คือ การรับประทานมังสวิรัติ และมอบความรักให้คนอื่นค่ะ 
 
                        "เพราะการมอบความรักให้คนอื่นก็จะได้รับกลับมาด้วย คือเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับชีวิตก็จะสมดุล เช่นเดียวกับการหายใจ เมื่อหายใจเข้าก็ต้องมีหายใจออกใช่ไหม"  
 
 
 
เทคนิคการหายใจเพื่อรับพลังจักรวาล
 
 
'พลังจิต พิชิตโรค'
 
หนังสือ 'หยุดโรคร้ายด้วยใจคุณ !' 
 
                        จากหนังสือ "หยุดโรคร้ายด้วยใจคุณ !" ที่เขียนโดย แคโรลีนและอเล็กซานเดอร์ ทอสการ์ แปลโดย นาวาเอกสุรศักดิ์ ปานเกษม เล่มนี้ แนะแนวทางการหายใจอย่างมีสติ เพื่อสัมผัสกับพลังจักรวาลในการรักษาโรคไว้ตอนหนึ่ง ซึ่งฝึกได้ไม่ยาก จึงขอนำมาแบ่งปันกัน ณ ที่นี้ ...
 
                        ...ลมหายใจเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ไม่ซับซ้อน คนเราแทบจะไม่สังเกตด้วยซ้ำ ว่าเราหายใจอยู่ การหายใจอย่างมีสติเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพที่ดี สร้างความกระชุ่มกระชวย และเป็นการค้นหาตัวตนที่แท้จริงในเวลาเดียวกัน เมื่อคุณได้เรียนรู้การหายใจอย่างมีสติ สอดคล้องกับจังหวะของจักรวาล คุณจะสามารถเชื่อมต่อกับพลังงานระดับสูงของอณูละเอียดแห่งจักรวาล และจะเข้มแข็งขึ้นทั้งกายและใจ อีกทั้งการทำงานของกายละเอียด และศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณหรือจักระก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการหายใจอย่างชัดเจน 
 
                        นอกเหนือจากนี้แล้ว การหายใจอย่างมีสติและผ่อนคลายจะทำให้เรามีสุขภาพกายที่แข็งแรงและมีความสุขในชีวิต การหายใจคือสิ่งที่อยู่คู่กับชีวิตเรา ตั้งแต่ลมหายใจเมื่อแรกเกิดจนถึงลมหายใจสุดท้ายที่วิญญาณละสังขารไป ในระหว่างตั้งครรภ์ ทารกได้รับลมหายใจจากมารดาหล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อทารกเกิดและสายสะดือถูกตัดขาด ลมหายใจแรกก็จะแทรกผ่านปอดของเด็กน้อย และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อโดยตรงกับจักรวาล ...
 
                        1.ขณะที่คุณหายใจออก ให้จินตนาการว่า ลมหายใจและจิตของคุณได้แผ่ขยายไปจนสุดขอบจักรวาล 
 
                        2.แขม่วท้องนิ่งไว้ประมาณ 2 วินาที ในช่วงจังหวะสุดท้ายของการหายใจ เพื่อสร้างสัมผัสจักรวาล 
 
                        3.หายใจเข้าอีกครั้งบริเวณหน้าท้องให้ขยาย พร้อมมีสติรับรู้ถึงลมหายใจที่ผ่านเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง 
 
                        4.ในจังหวะการหายใจออก พยายามให้ร่างกายรู้สึกขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด และดึงร่างกายกลับมาเมื่อเริ่มหายใจเข้า
 
                        5.การปรับเปลี่ยนความรู้สึกเช่นนี้ เป็นดั่งกุญแจของการก้าวเข้าสู่ความเป็นหนึ่งกับจังหวะของจักรวาล
 
 
 
.......................
 
('พลังจิต พิชิตโรค' : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์/เรื่อง สุกล เกิดในมงคล/ภาพ)