
แรงงานไทยขุดทองฟินแลนด์
23 ก.พ. 2557
แรงงานไทยขุดทองฟินแลนด์ แทบจะเอาชีวิตไปทิ้งแต่ต้องสู้ : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย...หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ
"เราเป็นคนจน คนบ้านนอก ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนกันไป แม้จะเหนื่อยแทบจะเอาชีวิตไปทิ้ง แต่ก็ต้องสู้ เพราะมีลูก เมีย รออยู่ที่บ้าน" อนันตศักดิ์ บุตรดี หนุ่มใหญ่วัย 42 ปี จาก จ.อุดรธานี คนงานไทยที่เดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศฟินแลนด์เป็นรุ่นแรก เล่าถึงประสบการณ์ทำงานต่างบ้านต่างเมือง ซึ่งเขาทิ้งความจนและความแร้นแค้นไว้เบื้องหลัง แล้วตั้งความหวัง มุ่งหน้าไปขุดทองในต่างแดน
"11 ปีที่แล้ว ผมเป็น 1 ในคนไทย 94 คนรุ่นแรกๆ ที่ไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ช่วงนั้นดีมากๆ เพราะคนไทยยังไปกันไม่เยอะ สามารถเดินหาเก็บผลไม้ใกล้ๆ แคมป์ได้เลย ต่างจากช่วงหลังๆ นี้ บางทีต้องขับรถไปหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อหาแหล่งน่าจะมีผลไม้ออกเยอะ ซึ่งฤดูกาลจะเป็นช่วงกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี พอเราทำนาเสร็จก็ไปทำงานเก็บผลไม้ เสร็จแล้วก็กลับมาเกี่ยวข้าวพอดี ผมไปทุกปี รวม 10 ครั้งแล้ว เว้นแค่ปีเดียวที่มีปัญหาสุขภาพ”อนันตศักดิ์ กล่าว
อนันตศักดิ์ เล่าว่า การทำงานเก็บผลไม้ป่า หรือผลเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์ นอกจากความขยันความอดทนแล้ว ยังต้องอาศัยดวง และธรรมชาติด้วยว่า จะมีผลมากหรือน้อยในจุดที่ไปเก็บ โดยบริษัทจัดหางานจะพาไปเป็นกลุ่ม เช่าบ้านอยู่รวมกัน แต่ละวันมีค่าใช้จ่ายคือ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ประมาณวันละ 1,500 บาท ถ้าขยันหา ขยันเก็บลูกไม้ ได้เงินเยอะ แต่เหนื่อยมาก ต้องอดทน แม้แต่วันที่ฝนตก ทั้งหนาวทั้งเปียกต้องออกไปทำงาน
"ต้องแบกผลไม้หนักๆ เดินข้ามเขา เหนื่อยแทบขาดใจ กลับไปถึงแคมป์ ก็ดึกดื่นกว่าจะชั่งน้ำหนักผลไม้เสร็จกว่าจะได้นอน แล้วตอนเช้าก็ต้องออกไปอีก ต้องทำงานทุกวัน เพราะถ้าหยุด หมายถึงรายได้ที่หายไป คิดเสมอว่า ทำงาน มาหาเงิน ต้องอดทน ต้องสู้ โดยมีครอบครัวเป็นกำลังใจ คนที่คิดจะไปทำงานนี้ ขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่า งานหนักมาก บางวันได้พักผ่อนแค่ 3 ชั่วโมง เพราะต้องเดินทางไกล" อนันตศักดิ์ กล่าว
การไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ฟินแลนด์ แม้จะเหนื่อยและกดดันมาก แต่มีรายได้ดีกว่าทำไร่ทำนาที่เมืองไทย ทำงานระยะสั้นๆ ไม่ถึง 3 เดือน ได้เงินกลับมาเป็นแสน บางปีได้ 2-3 หมื่นบาท แล้วแต่ว่าปีนั้นๆ มีผลไม้ออกมากหรือน้อย อนันตศักดิ์รับหน้าที่เป็นโชเฟอร์ เวลา 10 ปีผ่านไป ก็ตั้งตัวได้พอมีพอกิน และมีโอกาสส่งลูกเรียน
ขณะที่มือใหม่อย่าง "ไพฑูรย์ บุญวงษ์" หนุ่มลพบุรี วัย 35 ปี ไปเก็บผลไม้ป่าที่ฟินแลนด์ครั้งแรกปี 2555 ได้เงินกลับมาราว 1 แสนบาท แม้จะงานหนักและเหนื่อย แต่ถือว่าคุ้ม เพราะไปทำงานแค่ 80 วัน ครั้งที่สอง ปี 2556 ได้เงินประมาณ 6 หมื่นบาท เพราะมีคนงานไทยไปกันเยอะ ขณะที่ผลไม้ป่ามีน้อย แต่ถือว่าโชคดีที่ไม่ขาดทุน
"คนที่จะไปทำงานที่นั่นต้องคิดให้รอบคอบ และต้องเผื่อใจรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนว่าผลไม้ในปีนั้นจะออกมามากหรือน้อย อีกทั้งความเหนื่อย ความเครียดที่ต้องเจอ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมานอกจากเงินแล้ว ยังได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ ได้มีวินัยในการทำงาน สุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะได้เดินแบกของทุกวันและได้พบเพื่อนใหม่" นายไพฑูรย์กล่าว
"ประวิทย์ เคียงผล" อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ขอให้คำนึงว่า การเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ เป็นงานหนัก ต้องเก็บผลไม้ป่าในสภาพอากาศหนาวเย็น พื้นที่ลาดชัน เป็นภูเขา ป่าธรรมชาติ บางครั้งคนงานต้องเดินทางหาผลเบอร์รี่ในแต่ละวันประมาณ 300 กิโลเมตร ผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงอาจเจ็บป่วยหรืออาจประสบอุบัติเหตุจากการตรากตรำ มีอันตรายถึงชีวิตในป่าได้ คนหางานจะถูกเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางไปทำงาน ไม่น้อยกว่า 6.5 หมื่นบาท เป็นค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ค่าวีซ่า ค่าประกันชีวิต ค่าแปลเอกสาร รับรองเอกสาร ค่ารถโดยสารไป-กลับจากภูมิลำเนาถึงสุวรรณภูมิ และจากสนามบินในประเทศฟินแลนด์ถึงแคมป์ที่พัก ขณะพำนักอยู่ในประเทศฟินแลนด์ต้องจ่ายค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร 3 มื้อ ค่าเช่ารถและค่าน้ำมันรถยนต์ให้ผู้เกี่ยวข้องเป็นเงินวันละประมาณ 1,500 ไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำ ต้องเก็บผลเบอร์รี่ป่าให้ได้มากกว่าวันละ 50-60 กิโลกรัม จึงจะคุ้มค่าใช้จ่ายระหว่างที่อยู่ในสวีเดน หรือ ฟินแลนด์
ปีที่แล้วมีคนงานไปทำงานในทั้ง 2 ประเทศประมาณ 1 หมื่นคน ขณะที่ไม่ควรจะมีเกิน 6,000 คน ผู้รับซื้อผลไม้ปิดการรับซื้อเร็วกว่ากำหนด ทำให้คนงานบางส่วนได้รับผลกระทบนี้ จนเกิดปัญหาหนี้สินจากการลงทุนก่อนการเดินทาง เพราะมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะใช้หนี้ ปีนี้ได้แจ้งจำนวนคนงานที่เดินทางไป 2 ประเทศนี้ ว่า ไม่ควรจะเกิน 6,300 คน แบ่งเป็นสวีเดน 4,000 คน และฟินแลนด์ 2,300 คน เพื่อให้สถานทูตของทั้ง 2 ประเทศพิจารณาการให้วีซ่าของคนงานไทยต่อไป ไม่อยากให้เกิดปัญหาเหมือนปีที่ผ่านมา
............................
(แรงงานไทยขุดทองฟินแลนด์ แทบจะเอาชีวิตไปทิ้งแต่ต้องสู้ : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย...หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ)



