
'มศว'กับพันธกิจ (ใหม่) สร้างผู้ประกอบการเพื่อสังคม
22 ก.พ. 2557
'มศว'กับพันธกิจ (ใหม่) สร้างผู้ประกอบการเพื่อสังคม : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์
ในแวดวงคนที่สนใจการทำงานเพื่อสังคม คงเคยได้ยินคำว่า "ธุรกิจเพื่อสังคม" กันบ้างแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายต่างมีเป็นหลักคิดในการทำงานแตกต่างกันไป ขึ้นกับว่ามีจิตสาธารณะมากน้อยเพียงไร
สำหรับคนที่สนใจ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้น จับทิศทางอย่างไร จะเรียนรู้ได้จากที่ไหน?
ข่าวดีคือว่าขณะนี้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กำลังก่อตั้ง โรงเรียนเพื่อผู้ประกอบการทางสังคม เป็นศูนย์เรียนรู้นอกระบบให้แก่ผู้สนใจทั่วไป รวมทั้งจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท เพื่อผลิตบัณฑิตในสาขาดังกล่าว โดยมีต้นแบบจากประเทศอังกฤษ
ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดี มศว อธิบายว่า กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) หมายถึง การดำเนินงานใดๆ ที่เหมือนการดำเนินธุรกิจทุกอย่าง เพื่อได้ให้กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่มีผู้ถือหุ้น ไม่มีการจ่ายเงินปันผล เรื่องแบบนี้ถ้าไม่มีใครเคยทำมาก่อน ถือว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน (เน้นเสียง) ทว่า ธุรกิจประเภทนี้มีจริง อย่างน้อยในสามประเทศที่ไปดูงานมาคือ อังกฤษ บังกลาเทศ ไต้หวัน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างที่ อังกฤษ ซึ่งแบ่งขั้นตอนออกเป็นสามส่วนคือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ
ต้นน้ำ อังกฤษออกกฎหมายดึงบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เอามากองรวมกันไว้ตรงกลางได้หลายร้อยล้านปอนด์ นำเฉพาะดอกผลมาใช้ ประกาศให้ประชาชนอังกฤษมาเอาบัญชีนี้คืน ตลอด 5 ปีมีคนเอาออกแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ และเอา (งบ) ซีเอสอาร์ของธนาคารขนาดใหญ่สี่แห่งประมาณครึ่งหนึ่งมารวมไว้ และจัดตั้งกระทรวง Civil Society ตั้งองค์กรอิสระกิจการเพื่อสังคม เรียกว่า Social Enterprise United Kingdom (SEUK) ดังนั้น ต้นน้ำเกิดขึ้นแล้วสามอย่าง คือ 1) กองทุนขนาดใหญ่ 2) กระทรวงทำหน้าที่ดูแล 3) องค์กร
กลางน้ำ ส่วนแรกเรียกว่า Unlimited มีหน้าที่ทำให้คนเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) ที่ประสบความสำเร็จ โดยประกาศให้ผู้ที่อยากทำกิจการมาสอบสัมภาษณ์ และให้เงิน 500 ปอนด์/คน เพื่อทำแผนธุรกิจนำกลับมาเสนอ หากสอบไม่ผ่านไม่ต้องคืนเงิน ถือเป็นการเรียนรู้นอกระบบ หากผ่านให้เงินอีก 5,000 ปอนด์ เพื่อทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ถ้าทำล้มเหลว-ต้องคืนเงินส่วนหนึ่ง หากทำสำเร็จคืนเงินทั้งหมด แต่ไม่มีดอกเบี้ย-ภายในหนึ่งปีเอาเงินมาคืน เขาให้อีก 2 หมื่นปอนด์ ไปทำปีที่สอง
ส่วนที่สองคือ School for Social Enterprise หรือ SSE ที่เราทำมาแก้ปัญหาเรื่องการสอนแบบเวอร์ติคอล (แนวดิ่ง) จากครู ให้เป็นการสอนแบบที่ภาษาไทยใช้ว่า นักเรียนเป็นศูนย์กลางหรือเน้นฝั่งผู้เรียน เราพบว่าการสอนแบบเวอร์ติคอล เช่น ศูนย์บ่มเพาะ ให้อาจารย์เก่งๆ มาเขียนแผนธุรกิจ ที่สิงคโปร์ เคมบริดจ์ พบว่าที่สำเร็จมีไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาบอกว่าคุ้ม เพราะสามารถรีเทิร์นเงินได้...แต่เมื่อ SSE ทำได้มากกว่าร้อยละ 50 (ทำบริษัทให้รอด) ด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm) ตามวิธีการข้างต้น
ตัวอย่างเช่น มีผู้หญิงผิวดำของอังกฤษมาจากตำบลยากจนมาก ทั้งตำบลมีเธอคนเดียวฝ่าด่านเรียนมหาวิทยาลัยอังกฤษได้ และพบว่าลูกคนรวยได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะจ้างติวเตอร์ส่วนตัว เธอจึงไปสอนเด็กในหมู่บ้านทุกวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งติวได้ไม่มากนัก เธอมาเรียนที่ SSE ไม่ได้สอนเรื่องแผนธุรกิจ แต่แชร์ประสบการณ์ เอาพวกเข้าคลาสมาด้วยกันคุยกัน ผู้หญิงคนนี้มีรายได้ปีละกว่า 8 แสนปอนด์ และช่วยเด็กยากจนเข้ามหาวิทยาลัยปีละไม่น้อย ทำให้เกิด win-win-win situation ดังนี้
"ถ้าไปสอนเด็กยากจนเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ได้ตังค์ ส่วนจันทร์-ศุกร์ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ การทำความดีทำได้น้อย ถ้าทำความดีทั้งเจ็ดวันโดยลาออกจากงาน ส่วนรวมมีความสุข ส่วนตัวตาย ไม่มีเงิน ถ้างั้นเก็บตังค์ถูกๆ เช่น เก็บ 80 ปอนด์ต่อปี ก็ไม่พอกิน...ในมหาวิทยาลัยมีนิสิตที่มีแรงบันดาลใจเหมือนเขาหลายคน พร้อมมาสอนฟรีวันเสาร์อาทิตย์ ตอนเย็น เธอก็รวบรวมคนเหล่านี้มาสอนฟรี เก็บค่าแอดมินครอบครัวละ 80 ปอนด์ สำหรับการจัดการและให้เธอทำงานได้ทั้งเจ็ดวัน"
วินที่หนึ่ง-ได้ทำความดีเพิ่มขึ้น วินที่สอง-มีเงินใช้ วินที่สาม-นักศึกษามีโปรไฟล์ดีเพราะมีจิตสาธารณะ สุดท้ายยิ่งใหญ่มากคือทำให้เด็กที่ยากจนมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยได้มากขึ้น เงินที่เก็บมาก็เอาไปรันระบบให้อยู่ได้และใหญ่ขึ้น มีเงินเดือนฟูลไทม์ซึ่งทำได้จนอายุ 60 ปี อันนี้คือโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ ที่ไม่จ่ายเงินปันผล ไม่มีผู้ถือหุ้น แต่รันทุกอย่างเป็นธุรกิจหมด
มศว จะใช้ต้นแบบจากอังกฤษ?
"ผมไปเจรจาเอาไลเซนส์ SSE มา มศว ระหว่างยังไม่เรียบร้อย ก็เปิดของเราเอง เดี๋ยวดูว่าสไตล์เรากับเขาแมทช์กันไหม ถ้าไม่แมทช์ก็ทำคู่ขนานไปด้วยกัน..ถ้าแมทช์ก็หลอมรวมไปด้วยกัน สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ก็ร่วมมือกับเรา ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคม หัวหน้าภาค คณบดี ก็เริ่มแล้ว...ภาควิชาบริหารธุรกิจท่านช่วยเอาเรื่องโรงเรียนกิจการเพื่อสังคมไปทำ และขอให้ อ.อำนาจ เย็นสบาย ช่วยทำโพธิวิชชาลัย เป็นกิจการเพื่อสังคม...ช่วยจัดตั้งโซเชียล อินโนเวชั่น แลบอราทอรี่ เป็นที่มาของโรงเรียนกิจการเพื่อสังคม หรือ SSE"
โพธิวิชชาลัย เป็นวิทยาลัยที่ใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินการเรียนการสอน และให้โอกาสเยาวชนผู้ด้อยโอกาส โดยให้เยาวชนเผ่าต่างๆ และเยาวชนในชุมชน จ.สระแก้ว จ.ตาก ได้เรียนต่อ ถือเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ผ่านมาโพธิวิชชาลัยเหมือนมูลนิธิ เลี้ยงตัวเองไม่ได้ แต่เอาท์พุท-เอาท์คัมดีมาก ช่วยเหลือเด็กปกากะญอ เด็กชายขอบ แต่ไม่มีเงินจึงช่วยได้น้อย
"ผมบอกอาจารย์อำนาจต้องยืนบนลำแข้งตัวเองให้ได้...เราเจอน้ำแร่ ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก บอก อ.อำนาจว่า ต้องไปขึ้น อย.ว่า "เชวา" แปลว่า "บริสุทธิ์" ทำน้ำแร่บรรจุขวด ผมไปคุยกับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น จะวางในแค็ตตาล็อก เซเว่นอีเลฟเว่น และบอกว่าซื้อน้ำแร่นี้คุณกำลังอิ่มบุญ เพราะช่วยเด็กปกากะญอรักประเทศไทย...น่าจะใช้เวลาสักปี ขึ้นกับกระบวนการของ อย."
ส่วนที่สาม-โซเชียล อินโนเวชั่น สำหรับแก้ปัญหาสังคมยากๆ
ทั้งสามส่วนประกอบด้วย โซเชียล อินโนเวชั่น แล็บบรารอทารี่, โพธิวิชชาลัย และโรงเรียน เป็นโครงการนำร่อง เพื่อขายไอเดียให้สังคมไทยถึงแนวทางการทำกิจการเพื่อสังคม
สำหรับ โรงเรียนเพื่อผู้ประกอบการทางสังคม ซึ่งอยู่ในช่วงโครงการนำร่อง ดำเนินการมา 4-6 เดือนแล้ว อีกไม่กี่เดือนรุ่นแรกจะจบ ซึ่งจะประเมินผลอีกครั้ง และว่าตอนนี้รอไลเซนส์ทางอังกฤษ ถ้าปลายปียังไม่ได้ ก็เอาโครงการนำร่องมาปรับปรุงเป็นโครงการรุ่น 1 ใช้ชื่อว่า โรงเรียนเพื่อสังคม (School for Social Enterprise) เป็นโปรแกรมย่อยของภาควิชาบริหารธุรกิจเพื่อสังคม กำลังยกระดับเป็นคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม ทำเป็นหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท จะเปิดในปีการศึกษาหน้า
ข้อสังเกตที่ว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นไปได้ในไทยจริงหรือ? เนื่องจากลักษณะต่างกัน เช่น เรามักเรียกร้องสิทธิ์แต่ไม่รู้จักหน้าที่ ตั้งแผงลอยริมถนนละเมิดสิทธิ์คนเดินถนน พอเทศกิจจับก็บอกว่าทำร้ายคนจน ทั้งที่ความจริงคุณทำผิดกฎหมาย?
"ที่คุณพูดมาคนอังกฤษเป็นแบบนี้หมด แล้วทำไมเขาทำได้ 7 หมื่นกว่าแห่ง ทำมาเกือบสิบปีแล้ว คือมีคนคิดอย่างนี้สิบล้านคน แต่ไม่คิดอย่างนี้ 7 หมื่นคน เป็นคนส่วนน้อย เขาจ้างแรงงานอีกเป็นล้าน มาทำงานกิจการเพื่อสังคม แล้วเป้าหมายคือคุณก็ทำงาน กินเงินเดือนแล้วกลับไปเลี้ยงลูก พอคุณทำงานในกิจการเพื่อสังคมไปนานๆ จะเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากย้ายไปทำที่อื่นซึ่งเงินเดือนเท่ากัน จริงอยู่ว่าคุณไม่ได้มีจิตสาธารณะมากพอจะออกไปตั้งบริษัทเพื่อช่วยผู้อื่น แต่ยังทำงานเป็นลูกจ้างในเซกเตอร์ทำเพื่อคนอื่น นี่คือสาระสำคัญว่าทำไมกิจการเพื่อสังคมอยู่รอด เพราะคนทำงานตรงนี้ได้เงินเดือนเท่ากับทำที่อื่น"
ธุรกิจเพื่อสังคมถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ และคนมักด่วนตัดสินใจว่า "เป็นไปไม่ได้" ก่อนสรุปปิดท้ายว่า
"ผมทำงานยากๆ ด้วยแรงบันดาลใจ"
"เพื่อสังคม" ทุกที่ ทุกเวลา
ก่อนเริ่มบทสนทนา คุณหมอเฉลิมชัยเริ่มด้วยคำถาม ให้ทายว่าเวลาไปคุมสอบที่เมืองทองธานี เพื่อคัดนักศึกษาเข้าเรียน มศว ในกระเป๋าเสื้อสูทมีของสองอย่าง ให้ทายว่าอะไร? คำตอบอย่างแรกคือยาแก้ปวดหัว แต่อย่างที่สองให้เดาอย่างไรก็ไม่ถูก คำเฉลยคือ "ผ้าอนามัยครับ" เราทำหน้างงๆ ก่อนเปรยว่า "ใครจะนึก" ผศ.นพ.เฉลิมชัย จึงอธิบายต่อ
"ผมเป็นหมอไง ในจำนวนนักเรียนที่เข้าสอบ 45,000 คนที่เป็นผู้หญิง จะมีคนนั่งมีประจำเดือน 1,500 คน แยกแยะว่า มีประจำเดือนมาห้าวันที่แล้วกำลังจะหมด ใส่ผ้าอนามัยมาไหม มีสี่วันที่แล้ว สามวัน สองวัน เมื่อวานใส่ไหม เพิ่งมีเมื่อเช้า กำลังจะมีบ่ายวันนี้ใส่ไหม แล้วนั่งสอบอยู่จะใส่ไหม จะมีมหาวิทยาลัยไหนเตรียมไว้ให้ แล้วถ้ามันเปื้อน (กระโปรง) คุณจะมีสมาธิทำข้อสอบได้ไหม แทนที่จะสอบติดกลายเป็นไม่ติด มันยุติธรรมกับเด็กไหม ผมเลยพกผ้าอนามัย"
ทำทุกปีเมื่อต้องไปสนามสอบ? "ทุกปี เป็นอธิการบดีย่างเข้าปีที่สาม แต่ตอนหลังผมไม่ได้พกแล้ว เอาไว้ที่หน่วยแพทย์ หน่วยแพทย์ถามว่าทำไมต้องมี ผมบอกคุณเป็นหมอมีหน้าที่ทำให้คนพ้นทุกข์ ปวดหัวก็ให้ยาแก้ปวด ไอก็ต้องกินยาแก้ไอ แล้วมีประจำเดือนทำให้เขาพ้นทุกข์ด้วยการกินยาได้ไหม? มีเรื่องตลกกว่านั้นคือ วันรุ่งขึ้นมีประชุมที่ชะอำ ผมนอนกับผู้บริหารอีกคน ก็ถอดสูทแล้วแขวนไว้
ผ้าอนามัยหล่น?
"ไม่หล่น แต่เขาหยิบสูทให้ผม เขาบอกท่านอธิการฯถามนิดนึงเถอะ ทำไมต้องมีผ้าอนามัยติดตัว (พูดด้วยเสียงกระซิบเบาๆ แบบเกรงใจ) ผมบอกตายแล้วลืมเอาออก ผมไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศมานะ ผมเป็นผู้ชาย (หัวเราะ) แต่เกิดจากการคุมสอบวันก่อน แล้วไม่ได้เอาออก นี่ถ้าเราเอากลับบ้านภรรยาต้องสงสัยว่าผมมีผ้าอนามัยไว้ทำอะไร กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน"
.............................
('มศว'กับพันธกิจ (ใหม่) สร้างผู้ประกอบการเพื่อสังคม : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์)



