ไลฟ์สไตล์

นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้'

นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้'

16 ก.พ. 2557

นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้' : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : วรวรรณ วงษ์สุวรรณ

 
                     แม้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า จังหวัดแพร่ หรือเมืองแพร่นั้นสร้างขึ้นมาเมื่อใด หากแต่หลายสถานที่สำคัญในเมืองแพร่ล้วนชี้ให้เห็นได้ชัดว่า เมืองล้านนาแห่งนี้มีความเก่าแก่ไม่แพ้เมืองล้านนาในกลุ่มเดียวกันเลย ทั้งยังพร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้ที่ชื่นชอบการค้นหาอดีตด้วยวิถีการเดินทางแบบ Slow Life ปัจจุบันที่นี่มีวิธีพาคุณไปสัมผัสกับอดีตโดยใช้อดีตพาไปก็ว่าได้กับการนั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า ซึ่งนอกจากจะได้ท่องเที่ยวกันแบบเนิบช้า สบายๆ แล้ว ยังได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ของเมืองแพร่จากสารถีเจ้าของชุมชนตัวจริงอีกด้วย
 
                     ถึงแม้อยากจะใช้ชีวิตเนิบช้าแค่ไหน แต่สำหรับทริปนี้ผู้เขียนกลับมีเวลาน้อยนิดจึงต้องเน้นไปที่เฮือนเก่า 3 หลังที่สำคัญ โดยเริ่มออกตัวจากโรงแรมที่พักบนถนนศศิบุตรกับการเริ่มวันใหม่อะไรจะดีไปกว่าการได้สัมผัสความสงบเงียบ และไม่รีบเร่งในยามเช้าของเมืองน่ารักแห่งนี้
 
 
นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้'
 
 
                     "แต่ก่อนมี 300 กว่าคัน เดี๋ยวนี้เหลือ 40-50 คัน เพราะบางคนก็ล้มหายตายจากไป คนรุ่นใหม่ๆ เขาก็ไม่ปั่นกันแล้ว" บทสนทนาสั้นๆ จากชายสูงวัยบนอาน ในเส้นทางเที่ยวชมเฮือนเก่า ยิ่งสะท้อนให้เห็นคุณค่าของอดีตได้อย่างแท้จริงเพียงไม่กี่อึดใจสารถีสามล้อก็พาผู้เขียนมาหยุดอยู่ที่ศาลหลักเมือง
 
                     ศาลหลักเมือง ตั้งอยู่บนถนนคุ้มเดิม ย่านเกลางเมือง เยื้องกับจวนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เป็นหลักใหม่ที่สร้างตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย ปี 2535 ตั้งอยู่คู่กับหลักศิลาจารึกเก่าที่กล่าวถึงการสร้างวัดศรีบุญเริงในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่ปัจจุบันไม่มีวัดนี้อยู่แล้ว กราบสักการะขอพรเรียบร้อย จากหน้าศาลหลักเมืองนี้เพียงยืนหันหน้าไปอีกฝั่งถนนก็จะเห็นเฮือนเก่าหลังแรกที่จะเข้าไปชมแล้วนั่นคือ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ตั้งอยู่ด้านหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในปัจจุบัน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2435 โดยเจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย แม้จะผ่านมาร่วม 122 ปีแล้ว ทว่าอาคารสีขาวแห่งนี้ยังคงสง่า ดูน่าเกรงขามไม่น้อย
 
                     คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือทรงขนมปังขิง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ตัวอาคารก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนทั้ง 2 ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงรองรับฐานเสาทั้งหลัง มีประตู หน้าต่าง มากถึง 72 บาน งดงามด้วยไม้แกะฉลุรอบตัวอาคาร ปั้นลม และชายคาน้ำ และได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ที่สำคัญเมื่อปี 2501 คุ้มแห่งนี้ยังเคยใช้เป็นประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวที่เสด็จฯ มาเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่อีกด้วย 
 
                     ที่คุ้มเจ้าหลวงเปิดให้เดินชมได้ทั้ง 2 ชั้น ทว่ายังมีอีก 1 ชั้นที่ไม่ควรพลาด คือชั้นใต้ถุนอาคารที่มีความสูงไม่ถึง 2 เมตร ซึ่งแต่ก่อนใช้เป็นที่คุมขังข้าทาสบริวารที่กระทำความผิด มีทั้งหมด 3 ห้อง ห้องที่พอมีแสงสว่างลอดเข้าได้ใช้สำหรับคุมขังผู้ที่ทำผิดขั้นลหุโทษ ส่วนห้องทึบแสงที่อยู่ตรงกลางใช้สำหรับขังผู้กระทำความผิดร้ายแรง ซึ่งในห้องนี้ จะมีศาลเพียงตาตั้งอยู่ เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าผู้ว่าราชการจังหวัดฝันว่ายังคงมีวิญญาณวนเวียนอยู่ที่นี่ จึงต้องตั้งศาลเพียงตาให้ แต่ละห้องยังคงแฝงไปด้วยความน่าสะเทือนใจและชวนขนลุกไม่น้อย
 
 
นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้'
 
 
 
                     คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานคุ้มเจ้าหลวง โทร.0-5452-4158 องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ โทร. 0-5453-2485-8 
 
                     ออกจากคุ้มเจ้าหลวง เดินทางต่ออีกราว 10 นาที สารถีก็ปั่นมาถึง บ้านวงศ์บุรี  ซึ่งตั้งอยู่ถนนคำลือ (ถนนหลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัด สี่แยกพระนอนเหนือ) เป็นบ้านของแม่เจ้าบัวถา ชายาองค์แรกของเจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย จึงไม่ต้องแปลกใจหากเห็นภาพบุคคลเดียวกันทั้งที่บ้านวงศ์บุรี และที่คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ 
 
                     บ้านวงศ์บุรีสร้างเมื่อปี 2440 โดยให้ช่างชาวจีนกวางตุ้งเป็นผู้ออกแบบ และให้ช่างชาวไทยพื้นบ้านเป็นผู้สร้าง เป็นบ้านไม้สักแบบยุโรปประยุกต์ หลังคาสูง ทรงปั้นหยา สองชั้น โดดเด่นด้วยลวดลายไม้แกะสลักที่หน้าจั่ว ชายคาระเบียง ช่องลม ชายน้ำ หน้าต่างและประตู ทั้งยังงดงามด้วยสีชมพู-ขาว ที่ใช้มาร่วม 115 ปีแล้ว ภายในบ้านตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่ของตระกูลที่ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ที่สำคัญยังจะได้เห็นเอกสารซื้อขายทาส ซึ่งหาชมได้ยากอีกด้วย บ้านวงศ์บุรียังได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นปี 2536 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังใช้ถ่ายทำละคร ภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่ติดตาผู้คนคงหนีไม่พ้นละครเรื่อง "รอยไหม" 
 
                     ผู้เขียนยังมีโอกาสได้พบ คุณแม่วันนีย์ วงศ์บุรี ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งบ้านวงศ์บุรี ปัจจุบันท่านอายุเกือบ 80 ปี แล้วที่นี่ยังมีวิทยากรคอยให้ความรู้ ส่งต่อเรื่องราว เรื่องเล่า และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยภายในบ้านวงศ์บุรี รับรองได้เลยว่าทั้งเพลิดเพลินและได้เก็บความรู้กลับไปแน่นกระเป๋ากันอย่างแน่นอน บ้านวงศ์บุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม คนละ 30 บาท (สอบถามเพิ่มเติมโทร.0-5462-0153)
 
 
นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้'
 
 
                     ถัดจากบ้านวงศ์บุรีไม่ไกลนัก ก็ถึง คุ้มวิชัยราชา ตั้งอยู่ที่ถนนวิชัยราชา ต.ในเวียง อ.เมือง เป็นของพระวิชัยราชา ซึ่งสันนิษฐานว่าสืบทอดมาตั้งแต่สมัยของพญาแสนศรีขวา เรือนไม้สักทรงมะนิลาแห่งนี้ที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี แต่ปัจจุบันยังมั่นคงแข็งแรง ลวดลายฉลุไม้ที่จั่ว บังลม ระเบียง ช่องลมเหนือบานประตูและหน้าต่างล้วนสวยงามไม่แพ้บ้านวงศ์บุรี หรือคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ 
 
                     แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าคุ้มวิชัยราชาสร้างขึ้นเมื่อใด ทว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวอันเป็นที่กล่าวขานที่เกี่ยวกับการใช้ที่แห่งนี้เป็นที่หลบซ่อนตัวของข้าราชบริพารจนรอดพ้นจากการถูกไล่สังหารจากกลุ่มกบฏเงี้ยว หรือการใช้เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการเสรีไทย คุ้มวิชัยราชาแห่งนี้จึงเหมือนคงอยู่เพื่อรอการค้นหาอดีตจากเหล่าคนรุ่นหลังคุ้มวิชัยราชา สามารถแวะชมได้ทุกวันสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 08-1562-4425
 
                     นี่เป็นเพียงสถานที่ส่วนหนึ่งในเส้นทางนั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า ซึ่งแต่ละแห่งล้วนเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะของตัวเอง ทั้งยังชวนค้นหาด้วยเรื่องราวที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน ระยะเวลาในการเที่ยวชมไม่มากนัก แต่เชื่อเถอะ มันเพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนเกิดความรู้สึกว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาค้นหาอดีตที่นี่อีกครั้ง และให้เวลากับตัวเองกับแต่ละสถานที่มากกว่านี้ 
 
                     แล้วจะรู้ว่าเมืองแพร่ไม่ใช่แค่เมืองผ่านอีกต่อไป รับรองจะติดใจกับบรรยากาศอันสงบเงียบ เนิบช้า ทั้งยังเต็มไปด้วยหลักฐานแสดงการมีอยู่ของอดีตที่ชวนค้นหาเป็นอย่างยิ่ง ไม่แน่วันหนึ่ง คุณอาจอยากมาเป็นสารถีปั่นสามล้อพาใครๆ ผ่อเมืองแป้เองก็เป็นได้
 
 
นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้'
 
 
 
หมายเหตุ : ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่
 
 
 
........................
 
(นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า'เมืองแป้' : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : วรวรรณ วงษ์สุวรรณ)