ไลฟ์สไตล์

สารพันเรื่องราว - บาหลี...เกาะสวรรค์บนแดนอิเหนา

สารพันเรื่องราว - บาหลี...เกาะสวรรค์บนแดนอิเหนา

29 ม.ค. 2552

การเดินทางสู่บาหลีครั้งแรกของฉัน เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินแอร์เอเชีย บินตรงสู่บาหลี คณะของเราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ ด้วยเที่ยวบิน FD 3677 หลังจากอิ่มท้องกับอาหารเช้ากันบนฟ้าแล้ว ทุกคนต่างพากันพักผ่อนสายตาโดยไม่ได้นัดหมาย ผ่านไ

ย่างก้าวแรกบนดินแดนแห่งนี้ สาวบาหลีในชุดพื้นเมืองมอบความประทับใจด้วยพวงมาลัยดอกไม้ หลังจากเสร็จพิธีการตรวจคนเข้าเมือง คณะของเรามุ่งตรงสู่โรงแรมฮาร์ดร็อค บาหลี บริเวณชายหาดคูตาร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหน้าเป็นตาของบาหลีเขาล่ะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราใช้พักผ่อนหย่อนกายกันตลอด 3 คืน 4 วัน ที่นี่ต้อนรับเราด้วยอาหารกลางวันพร้อมการแสดงพื้นเมืองเรียกว่า บารอง ที่สวยงามอ่อนช้อย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร เช้าวันใหม่ ไกด์หนุ่มนาม "ซูซี่" ภูมิใจนำเสนอ หมู่บ้านบาตูบุหลัน ในเขตอูบุด ที่นี่พวกเรามีโอกาสได้ชมการสาธิตการทำผ้าบาติกสไตล์บาหลีที่บรรจงเขียนลายอย่างประณีตงดงาม และใช้เวลาทำกันนานนับเดือนทีเดียว ผ้าบาติกของที่นี่จึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอีกด้วย ไอเดียของฉันบรรเจิดขึ้นมาในทันใดว่าผ้าบาติกนี่แหละเหมาะจะเป็นของฝากเพื่อนๆ ที่สุด แต่เมื่อเหลือบไปเห็นป้ายราคาแล้ว ก็ต้องหยุดชะงักทันที ด้วยสนนราคาที่สูงลิบสูสีกับความสวยนั่นแหละ เฮ้อ! "ภูเขาไฟคินตามณี" คือจุดหมายต่อไปในช่วงบ่ายวันนี้ ไกด์หนุ่มคนเดิมเกริ่นนำให้พวกเราฟังว่า ภูเขาลูกนี้นอกจากจะมีความสูงถึง 5,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล มีหมอกปกคลุมและอากาศเย็นตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีชื่อที่แปลแล้วได้ความหมายซาบซึ้งชวนเคลิบเคลิ้มอีกซะด้วย นั่นคือ "คินตา" แปลว่า "รัก" ส่วน "มณี" หมายถึง "สิ่งที่อยู่สูงสุด" ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาให้คู่แต่งงานนิยมขึ้นมาฮันนีมูนและกราบไหว้ขอพรจากเทพเจ้า จากจุดนี้เมื่อมองไปเบื้องหน้าเราจะเห็น ภูเขาไฟกุนุงบาตูร์ และ ทะเลสาบบาตูร์ ซึ่งเป็นทะเลสาบใหญ่กลางหุบเขาท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี และแม้ว่าจะได้อิ่มเอมกับธรรมชาติที่สวยงามในช่วงกลางวันมาแล้ว มื้อค่ำพวกเรายังได้เอมอิ่มกับดินเนอร์ใต้แสงจันทร์ เคล้าสายลมเย็นๆ กลางท้องทะเลที่เงียบสงบ บนเรือสำราญขนาดใหญ่ บอนด์ตี้ ครุยส์ (Bounty Cruises) ที่จุคนได้นับร้อยทีเดียว ซึ่งคืนนี้ไม่ได้มีเพียงกรุ๊ปทัวร์จากไทยแลนด์ ภายในเรือสุดหรูลำนี้ ยังมีลูกทัวร์หลากชนชาติจากทั้งเกาหลี อินเดีย และออสเตรเลีย มาร่วมหัวจมท้ายลงเรือลำเดียวกับพวกเราด้วย บาหลี เมืองที่ได้ชื่อว่ามีประชากรนับถือศาสนาฮินดูมากถึง 90% ดังนั้นพวกเราจึงไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะมุ่งหน้ายังวัดทามาอายุนหรือวัดเม็งวี ซึ่ง ซูซี่เล่าว่าเป็นวัดเก่าแก่สร้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์เม็งวี ที่นี่มีสถาปัตยกรรมโบราณอายุกว่าร้อยปี และมีน้ำล้อมรอบเป็นที่เก็บวิญญาณของ 3 ภพ 3 โลก แต่เราไม่มีโอกาสได้เข้าชมอย่างใกล้ชิดมากนัก ด้วยวัดแห่งนี้ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมบริเวณด้านใน สงวนไว้ให้เฉพาะชาวฮินดูเท่านั้น ช่วงบ่ายดูจากโปรแกรมแล้ว ซูซี่จะพาเราไปเที่ยว วัดอูรูดานู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาปเบราตาน ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดและลัดเลาะไปตามไหล่เขา ฉันจึงออกอาการมึนงงอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อไปถึงยังจุดหมาย ความมึนงงก็ถูกสลัดทิ้งไปในบัดดล ที่นี่สวยงามจนทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจจนอดใจไม่ไหวที่จะเก็บภาพสวยๆ มาฝากกัน แต่ก็เป็นธรรมดาสถานที่สวยงามก็มักจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทำให้รูปถ่ายที่เก็บได้เต็มไปด้วยแบล็กกราวนด์ที่ไม่ได้รับเชิญ และก็มาถึงสถานที่สุดท้ายในวันนี้ ถือเป็นไฮไลท์ของบาหลีก็ว่าได้ นั่นคือ "ทานาล็อท" วิหารโบราณที่สร้างขึ้นในคริส์ตศตวรรษที่ 11 เพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งมหาสมุทร ตั้งตระหง่านริมมหาสมุทรอินเดีย ที่นี่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่สวยงามอีกแห่งบนเกาะแห่งนี้ ว่ากันว่า "ถ้ามาบาหลีแต่ไม่มาทานาล็อท ถือว่ายังมาไม่ถึงบาหลี" ก็น่าจะเป็นจริงดังว่าแหละ แต่ในวันที่เราไปนั้น ท้องฟ้าไม่เป็นใจซะเลย จึงได้เห็นแต่สายฝนโปรยปรายแทนที่จะเป็นพระอาทิตย์อัสดง แต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีสิ่งที่มาทดแทน อย่างการช็อปปิ้งสินค้าราคาถูกบริเวณถนนด้านหน้าทานาล็อท ที่ทุกคนในคณะของเราต่างมีของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน ทั้งผ้าบาติก งานไม้แกะสลัก กระเป๋าสาน รวมถึงของฝากที่ฉันเลือกหาไปฝากเพื่อนๆ ด้วยเช่นกัน เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ค่ำนี้ฉันจะจบทริปด้วยการลั้นลาที่ชายหาดจิมบาลัน เพื่อลิ้มรสล็อบสเตอร์ และอาหารทะเลสดๆ ใต้แสงตะเกียงสลัว ลมเย็นที่โชยมาแตะผิวพร้อมกับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ทำให้บรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติก นี่ถ้ามีหนุ่มหล่อๆ มาเคียงข้างสักคน ฉันคงมีความสุขที่สุดในโลกเชียวแหละ วันสุดท้ายที่บาหลีฉันตื่นเช้ากว่าทุกวัน เพื่อเก็บภาพความประทับใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนอำลาบาหลี ด้วยความอาลัยและความหวังที่จะได้กลับมาเยือนอีกครั้ง... เรื่อง... "วันวิสา โรจน์แสงรัตน์"