ไลฟ์สไตล์

นำระบบ'โค-คัลเจอร์'เลี้ยงสัตว์น้ำ

นำระบบ'โค-คัลเจอร์'เลี้ยงสัตว์น้ำ

14 ก.พ. 2557

ทำมาหากิน : นำระบบ 'โค-คัลเจอร์' เลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อเดียวกันปล่อยกุ้ง-ปลาได้3ชนิด : โดย...ดลมนัส กาเจ

 

                      จากประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมายาวนาน ในที่สุด ชวลิต สอนไข่ เจ้าของ “ชวลิตฟาร์ม” ที่ ต.โพหัก อ.บางแพ จ.ราชบุรี ตัดสินใจเลือกเลี้ยงกุ้งด้วยระบบโค-คัลเจอร์ ที่สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อเดียวกันถึง 3 ชนิด ทำให้เพิ่มรายได้มากขึ้น พื้นที่บ่อเลี้ยงเพียง 1 ไร่สามารถสร้างรายได้รุ่นละ 4-6 หมื่นบาท

                      ชวลิต บอกว่า เดิมทีมีอาชีพทำนาในพื้นที่กว่า 70 ไร่ แต่ต้องพบกับปัญหาหลายอย่างทำให้ไม่คุ้มต่อการลงทุน ต่อมาหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในพื้นที่ 10 ไร่ โดยใช้สายพันธุ์กุ้งดั้งเดิม ผสมอาหารกุ้งเอง แต่พบว่ากุ้งโตช้า จนปี 2543 มีผู้ชำนาญการด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  มาแนะนำและส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สายพันธุ์ซีพีเอฟ ที่ปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงในบ่อ

                      ในที่สุดตัดสินใจเลี้ยงกุ้งตามคำแนะของเจ้าหน้าที่จากซีพีเอฟในบ่อ 20 ไร่ โดยมีซีพีเอฟช่วยดูแลและให้คำแนะนำในการเลี้ยงที่ถูกต้อง พร้อมเปลี่ยนสูตรอาหารจากเดิมที่ผสมเองมาเป็นอาหารสำเร็จรูป หลังจากเลี้ยงแล้ว พบว่า กุ้งโตเร็ว ทนโรค และสามารถจับกุ้งขายได้ 100% และหลังจากที่ชุดแรกประสบความสำเร็จ จึงขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2555 ซีพีเอฟได้แนะนำเทคโนโลยีใหม่การเลี้ยงระบบ "โค-คัลเจอร์" (Co-Culture) ที่ซีพีเอฟคิดค้นขึ้นมา ที่สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำ 3 ชนิดคือกุ้งก้ามกราม กุ้งขาวแวนนาไม และปลาทับทิม ในบ่อเดียวกัน เพื่อให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

                      "พอได้รับคำแนะผมรู้สึกสนใจในทันที เพราะคิดว่าหากทำได้จริง เท่ากับเป็นการใช้พื้นที่และการใช้พลังงานที่คุ้มค่า จากนั้นเริ่มต้นเลี้ยงปลาทับทิม 4 กระชัง ปรากฏว่ามีกำไรที่เพิ่มขึ้นชัดเจน คือในบ่อเลี้ยงขนาด 4 ไร่ ผมจะปล่อยกุ้งก้ามกรามจำนวน 10,500 ตัว และกุ้งขาว 2 แสนตัว กระชังเลี้ยงปลาทับทิม 6 กระชังในบ่อกุ้ง สามารถเลี้ยงปลาได้ 4,000 ตัว ปรากฏว่าทุกวันนี้การเลี้ยงระบบนี้มีรายได้สม่ำเสมอ เฉลี่ยแล้วในพื้นที่ 1 ไร่มีรายได้ 4-6 หมื่นบาทต่อรุ่น เพราะการเลี้ยงแบบระบบโค-คัลเจอร์ สัตว์แต่ละประเภทเอื้อประโยชน์กัน ผลผลิตที่ได้จึงดีขึ้น ผมจึงตัดสินใจขยายฟาร์มจนถึงปัจจุบันผมซื้อที่ดินทำฟาร์มเพิ่มรวมทั้งหมด 171 ไร่ มีบ่อเลี้ยงทั้งหมด 22 บ่อ มีกระชังปลาทับทิมทั้งหมด 32 กระชัง" ชวลิต กล่าว

                      ด้าน อดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เล่าถึงระบบโค-คัลเจอร์ ว่า เป็นระบบที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังเป็นการนำธรรมชาติของสัตว์น้ำเหล่านี้ ทั้งปลาทับทิม กุ้งก้ามกราม และกุ้งขาวมาเลี้ยงร่วมกัน เพื่อให้สัตว์น้ำแต่ละชนิดช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน อย่างการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังจะมีการใช้เครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ช่วยให้คุณภาพน้ำในบ่อดีขึ้น และกุ้งทั้ง 2 ชนิด ซึ่งอาศัยอยู่ใต้บ่อ ก็ได้ประโยชน์จากเครื่องเพิ่มออกซิเจน ทำให้กุ้งมีสุขภาพดี การเจริญเติบโตดียิ่งขึ้นด้วย

                      “ข้อดีสำหรับการเลี้ยงแบบนี้คือ ปกติเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องคอยตรวจสอบการกินอาหารของกุ้งด้วยวิธีการยกยอ เพื่อดูว่ากุ้งกินอาหารมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบการกินของกุ้ง เพราะหากมีอาหารเหลือที่พื้นบ่อ จะทำให้แอมโมเนียสูง แพลงก์ตอนจะเติบโตเร็วและปลาจะกินอาหารน้อยลง แต่เมื่อเลี้ยงร่วมกับปลาทับทิมซึ่งกินอาหารประเภทอาหารเม็ดลอยน้ำ เกษตรกรสามารถพิจารณาได้ว่ากุ้งกินอาหารหรือไม่ โดยดูจากการอัตราการกินอาหารของปลา ควบคู่กับการเช็กยอ ทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดการให้อาหารที่เหมาะสมได้มากขึ้น” อดิศร์ กล่าว

                      ก็นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรที่สนใจในการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน

 

 

-------------------------

(ทำมาหากิน : นำระบบ 'โค-คัลเจอร์' เลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อเดียวกันปล่อยกุ้ง-ปลาได้3ชนิด : โดย...ดลมนัส กาเจ)