ไลฟ์สไตล์

คิดถึง เอี้ยว ณ ปานนั้น

คิดถึง เอี้ยว ณ ปานนั้น

09 ก.พ. 2557

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คิดถึง เอี้ยว ณ ปานนั้น : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

 
                       เอ่ยนาม “ชัยพร  นำประทีป” ใครๆ คงไม่คุ้น แต่ถ้าพูดถึง “เอี้ยว ณ ปานนั้น” ผู้คนจำนวนหนึ่งยังจดจำเขาได้ หลายคนดื่มซับประทับไว้ในความทรงจำ บทเพลงอย่าง “ธรรมชาติในใจ” สำหรับผมนี่คือ “มาสเตอร์พีซ” ของเขาเพลงหนึ่ง ภาคดนตรี งดงาม อบอุ่น ละมุนใจ เบิกบาน สมบูรณ์แบบ เนื้อหาคมคำคมคิด บอกความหมายชีวิต...ธรรมชาติภายในให้ผู้คนตระหนัก
 
                       เพลงในชุด “ทางผ่านความฝัน” มีเพลงโรแมนติกลึกซึ้ง อย่าง “นับดาวทะเล” ที่มีประโยคคมๆ “ก็เคยฟังมามากมาย แม้ตายก็ยังใฝ่หา...”
 
                       เพลงของ เอี้ยว ณ ปานนั้น จัดอยู่ในประเภทเพลง “ละเลียดฟัง” ด้วยถ้อยคำที่ซ่อนความหมายให้ขบคิด เรื่องชีวิต อุดมคติ ธรรมะ ธรรมชาติภายใน บางเพลงมาแบบ “ปฏิบัติธรรม" เช่นเพลง “ปลาไม่เห็นน้ำ”
 
                       “ทำบุญทำทานที่นั่นที่นี่ พระวัดไหนดีจะไปกราบ
 
                       ทำบุญแล้วไม่ยอมละบาป เหมือนเอาผ้าขี้ริ้วไปย้อมสี
 
                       อ่านหนังสือกองเท่าภูเขา อ่านใจของเราได้เท่าไหร่
 
                       ทำเป็นรู้ทันโลกเรื่อยไป แต่ไม่เคยรู้ทันใจของตัวเอง”
 
                       แล้วเพลง ก็ย้ำความหมาย “ปลาอยู่ในน้ำแต่ไม่เคยเห็นน้ำ”  มีเพลงท่นำนิทาน"เซ็น"มาปรุงคำใส่ทำนอง
 
                       ชัยพร นำประทีป... นามสกุลของเขา มีความหมายว่าผู้ส่องสว่าง อยู่ในวัยหนุ่มใหญ่กลางคนแล้ว ผ่านร้อนหนาวมาพอควร ตกผลึกทางความคิดมาพอตัว ทำเพลงมาพอมีบารมี(งาน)
 
                       เริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่ พ.ศ.2529 ในนามวง “ปานนั้น” ผ่านวิถีนักดนตรีเปิดหมวก ปี พ.ศ.2535 มีผลงานชุดแรก “เพลงบทน้อย” ตามด้วยชุดที่ 2 “ให้รักนำทางเราไป” ในปี 2536, ปี 2538 ชุด “แม่เงา”, 2543 “วายร้ายตัวน้อย ” 2549 “ตะวันทอแสง”, 2553 “ทางผ่านความฝัน”
 
                       นำประวัติเขามาให้รำลึกถึงคืนวันที่ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเดินมาบนถนนคนทำเพลง
 
                       เขายังมีผลงานเพลงที่ทำขึ้นเฉพาะกิจ เฉพาะกาล เช่น เพลงประกอบหนังสือ “อินเดียจาริกด้านใน” ที่เขียนโดย ประมวล เพ็งจันทร์เป็นต้น
 
                       เขาทำเพลงตามอุดมคติที่ว่าเพลงเป็นสื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยหวังว่าผุ้ฟังจะได้รับความสุข ความหวัง กำลังใจ สามารถนำไปปรับใช้ในวิถีชีวิต ซึ่งแฟนเพลงจำนวนหนึ่งของเขาย่อมประจักษ์ได้ดี ถึงความตั้งใจ แรงปรารถนาภายในที่ขับเคลื่อนให้เขาผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับนับถือใจ และฝีมือกันในหมู่คนรักเสียงเพลง
 
                       เขาโลดแล่นบนถนนสายเพลง มาก่อนที่ผมจะทำเพลงชุดแรก “เกี่ยวก้อย” ในปี พ.ศ.2535 ผมได้พบเจอเขาบ้างตามกาละ และเทศะ และจังหวะชีวิต ได้รับรู้ตัวตนของเขาจากงานผ่านเพลงบางเพลงจากคำบอกกล่าวเล่าขานของผู้คนในแวดวง
 
                       เพลงอย่าง “ความรักความฝัน” ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักความหวัง ความเศร้า ของปัจเจกชนในเมืองใหญ่
 
                       เพลง “วาง” ที่สื่อสารถึงผู้แบกหนักให้รู้ละวางอัตตา และทิฐิ(นำนิทานเซ็นมาปรุงเป็นคำร้อง)
 
                       เพลง “หยุดคิด” ที่เป็นเหมือนประโยคต่อเนื่อง ทำให้คนหยุดเต้น ... และปล่อยวางชีวิตให้อยู่กับความจริง
 
                       น่ายินดีที่มีข่าวว่า เอี้ยว ณ ปานนั้น กำลังทำเพลงชุดใหม่อยู่ น่าสนใจ คือท่วงก้าวของเขาจะกระฉับกระเฉง กระชุ่มกระชวยเพียงไร ความลึกซึ้งของเนื้อหาจะคลี่คลายไปทางไหน และเขาจะสื่อสารอะไรต่อจากท่วงก้าวที่ผ่านมา ความเข้มข้นจริงจังของเนื้อหาจะอยู่ในท่วงทำนองที่ผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิมไหม
 
                       เขาคงรู้ว่า มีคนจำนวนหนึ่งรอคอยอยู่ เขาคงไม่ทำให้ตนเองผิดหวังต่อการที่จะหวนกลับมาบอกเล่าเรื่องราวในใจ ในคิด ในรู้สึก สื่อสารกับผู้คน อย่างน้อยก็แฟนเพลงจำนวนหนึ่งของเขา แม้จะมีจำนวนไม่มากมายมหาศาล แต่ในจำนวนหนึ่งนั้น คือ คนที่ฟังเพลงด้วยชีวิตจิตใจ มิใช่สักแต่ฟัง ชั่วสายลมผ่านผิวเผิน เพลงของ “เอี้ยว ณ ปานนั้น” นั้นเองที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องรอคอย รวมทั้งผมด้วย
 
 
 
-------------------------
 
(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คิดถึง เอี้ยว ณ ปานนั้น : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)