ไลฟ์สไตล์

'ผมเป็นคนมีกิเลส อยู่ไม่ได้แค่มีปัจจัยสี่'มาโนช พุฒตาล

'ผมเป็นคนมีกิเลส อยู่ไม่ได้แค่มีปัจจัยสี่'มาโนช พุฒตาล

08 ก.พ. 2557

'ผมเป็นคนมีกิเลส อยู่ไม่ได้แค่มีปัจจัยสี่'มาโนช พุฒตาล : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ เรื่อง/ภาพ

 
                     "ผมเป็นคนมีกิเลส อยู่ไม่ได้แค่มีปัจจัยสี่ ต้องหาอะไรที่ชอบทำเสมอ" นั่นเป็นคำตอบจาก มาโนช พุฒตาล เมื่อถูกถามถึงนิตยสารบันเทิงคดี ที่เขานำกลับมาทำเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำทั้งที่ไม่มีการสำรวจตลาด แต่เพราะเป็นงานที่ชอบและถนัด ซึ่งเขาบอกว่ามีสามประเภทด้วยกันคือ รายการโทรทัศน์ นิตยสาร และงานดนตรี 
 
                     งานหลักที่ทำขณะนี้คือ เขียนคอลัมน์ในนิตยสารคู่สร้างคู่สม จัดรายการวิทยุชื่อ "คนกรุงเก่าเล่าเรื่อง" ทางวิทยุเอฟเอ็ม 96.5 ซึ่งเป็นการผสมผสานการเล่าเรื่อง (สารพัด) ควบคู่ไปกับการเปิดเพลง และให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรี
 
                     ส่วนงานโทรทัศน์ (ดิจิตอล) ก็เริ่มมีติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว 
 
                     แต่ที่กำลังจริงจังมากที่สุดขณะนี้คือ โปรเจกท์หนัง "แหลม มอริสัน กีตาร์คิง" ซึ่งเขาแบ่งงานออกเป็น 3 ช่วง โดยเริ่มจากสิ่งที่คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด และใช้ทุนน้อย 
 
                     มาโนช เล่าถึงที่มาว่าประมาณสองปีก่อน ทำคอนเสิร์ต บันเทิงคดีเดอะมูฟวี่ ที่สกาล่า เนื่องจากได้ข้อเสนอจากช่องไทยพีบีเอสให้ทำรายการทีวี ทำสารคดีดนตรีมีตัวเดินเรื่องเป็นบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเขาเลือก "กนกพงศ์ สงสมพันธุ์" เป็นคนเดินเรื่อง ชื่อ “กนกพงศ์ คนฟังเสียงฝน” มีเพลงเป็นส่วนหนึ่งของสารคดี เป็นเพลงที่เขาแต่งเองบ้าง เพลงของกนกพงศ์ และวงมาลีฮวนน่า 
 
                     พอถ่ายทำเสร็จทางช่องมีปัญหาเล็กน้อย และขอเลื่อนการออกอากาศ ซึ่งเขาไม่สะดวก เลยตัดสินใจนำมาเผยแพร่ที่โรงหนังสกาล่าแทน โดยแสดงสดบนเวที ตัววิดีโอก็ฉายขึ้นจอ
 
                     การแสดงชื่อ “ฝนโปรยไพร ใจกลางเมือง” ในครั้งนั้นได้รับการตอบรับดี จึงตั้งใจว่าจะทำปีละครั้ง 
 
                     ครั้งที่สองชื่อ “เขียนเสือ” เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “สืบ นาคะเสถียร” ซึ่งเขาได้เจรจากับมูลนิธิสืบฯ เรียบร้อยแล้ว
 
                     "ทีนี้ผมอยากทำงานใหญ่กว่าเดิม ใช้ทุนสูงกว่าเดิมมาก ผมยังหาทุนไม่ได้ เลยต้องนิ่งๆ อยู่ และทำอย่างอื่นต่อไปเรื่อยๆ พอดีมาเจอนักดนตรีร็อกรุ่นเก่าคือพี่แหลม มอริสัน คุณแป๋ง นิวัฒน์ กองแก้ว หัวหน้าวงวีไอพีเก่า เป็นมือเบส วงนี้เคยโด่งดังมากยุค 70 เป็นวงฮาร์ดร็อกต้นแบบ ภายหลังแฟนๆ เติบโตมาเป็นผู้บริหารแกรมมี่กันทั้งนั้น แต่วีไอพีไม่ได้เติบโตอย่างนั้น หลังสงครามเวียดนามวีไอพีตกงาน ต้องบุกเบิกไปสแกนดิเนเวียเล่นยุโรปสิบปี สร้างชื่อเสียงในยุโรป ตามผับบาร์ และกลับมาไทย 
 
                     "เขาปรารภอยากกลับสแกนดิเนเวีย หวนรำลึกความหลังกับบาร์เล็กๆ ที่เคยเล่นที่สตุ๊ดการ์ด ซูริก นอร์เวย์ เขาชวนว่าซันไปกับผมไหม ถ้าไป เอากล้องถ่ายวิดีโอไปด้วย มาทำออกรายการทีวี ผมกลับไปนึก เรื่องมันสนุกนะ เพราะตอนที่พี่เขาอยู่สแกนดิเนเวียเรื่องเยอะมาก เป็นกะเหรี่ยงจากไหนไม่รู้ อพยพมาอยู่ท่ามกลางคนผิวขาว เรื่องเยอะมาก มือคีย์บอร์ดอยู่ที่นั่นไม่นานรู้สึกกดดัน ผูกคอตาย บางคนเลิกเล่นดนตรีมาทำการค้า กลายเป็นเศรษฐีมีร้านสาขาหลายแห่ง บางคนบวชพระ ปัจจุบันยังไม่สึกเลย...
 
                     "มันดราม่า ผมนึกไปเรื่อยๆ สนุกดี ผมไม่อยากทำทีวีแล้ว สร้างหนังดีกว่า ผมก็นึกว่าเราสร้างสารคดียาว 2-2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นเรื่องที่เมืองไทยควรมีไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะทุกวันนี้อุตสาหกรรมดนตรีเติบโตมีเงินหมุนเวียนเป็นพันเป็นหมื่นล้าน แต่คนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนเหล่านี้คือต้นธาร คือพี่แหลม พี่แป๋ง..ในเมื่อเรามีชีวิตอยู่ตรงนี้ ควรรู้จักรากเหง้า เมืองไทยไม่ค่อยทำบันทึกเก็บไว้ ต้องทำหนังสักเรื่อง ก็เลยเอาเรื่องนี้มาปรึกษาคนที่เคยทำสารคดีกนกพงศ์กับผม...เขาก็สนใจและไปตามรุ่นพี่อีกคนประจิตพล (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นนักโฆษณารุ่นเก่า คุยกันไปมาเขาบอกว่าคุณเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง"
 
                     "ตอนนี้เริ่มเขียนบทไว้ เสร็จแล้วติดขัดไม่มีนายทุน อยู่ระหว่างหาทุน เดี๋ยวผมก็เสียฟอร์มเหมือนคอนเสิร์ตเขียนเสือที่ตั้งค้างไว้ ก็เลยตัดสินใจว่าไม่ยอม (เสียฟอร์ม) จึงแบ่งงานออกเป็นสามสเต็ป"
 
                     สเต็ปแรก-ถ่ายทำไว้ในเว็บไซต์ Manoch Puttal คาดวาจะเปิดให้ได้ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยใช้ทีมงานขนาดเล็ก 
 
                     "ผมเป็นคนเล่าเรื่อง มีช่างภาพ และผู้ช่วย คุณวรพจน์ นิ่มเจริญ ดูแลลิขสิทธิ์เพลง สิ่งที่ผมจะทำคือเล่าเรื่องร็อกแอนด์โรลไทยทั้งหมด ถอยไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 มาถึงปัจจุบัน"
                     
                     ทั้งหมดที่กล่าวมาจะทำเป็นคลิปขนาดยาว และนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ ซึ่งจะเล่าตั้งแต่ความคิดเริ่มต้นที่จะทำหนังเรื่องนี้ "ตอนไปหาสปอนเซอร์ก็เอากล้องไปถ่ายว่า กำลังคุยกับสปอนเซอร์ ตั้งว่า The Guitar King Rock and Roll Never Die ผมเดินทางไปหาพี่แหลมๆ เล่นคอนเสิร์ต ระหว่างทางเจอร้านอาหาร วันนั้นพี่แหลมไปเล่นที่หัวหิน แถวนั้นมีร้านอาหารอร่อย ผมก็จะแวะร้านอาหารและถ่ายไปด้วย ตะโกนถามกลางร้านว่าในร้านใครรู้จักแหลม มอริสันบ้าง ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จัก เดินเข้าไปถามในครัวมีใครรู้จักไหม ไม่มี ถามว่ารู้จักใคร “หนูรู้จักเสก โลโซ” ผมก็ไปถาม เสก โลโซ ว่ารู้จัก แหลม มอริสัน ไหม เสกจะยกมือไหว้และบอกผมเคารพพี่แหลม นี่คือปรมาจารย์ของผม"
 
                     ทำเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อน?
 
                     "ไม่ใช่ครับ แต่เป็นการเล่าเรื่องโดยละเอียด อย่างน้อยสุดหากสเต็ปอื่นไม่เกิดขึ้น แต่ส่วนนี้คือสิ่งที่ผมได้ทำ พอไปถึงจุดหนึ่งอาจตะโกนถามอีก รู้จักร็อกแอนด์โรลไหม ไม่รู้จัก ผมจะย้อนเล่าไปตั้งแต่ร็อกแอนด์โรลมีที่มาจากบลู บลูมีที่มาจากไหน เริ่มย้อนไปแต่ยุคล่าอาณานิคม คนยุโรปจัดทาสแอฟริกันมา คนแอฟริกันใช้กลองสื่อสารเป็นพันปี เล่าตั้งแต่แอฟริกันมาอยู่อเมริกา ยุโรป พัฒนาดนตรีเป็นบลู อันไหนไม่มีภาพผมก็นั่งเล่า เพราะเป็นเว็บไซต์ไง ทุนต่ำ เอาตัวเองเข้าแลกเป็นหลัก 
 
                     "ถึงจุดหนึ่งก็ไปถ่ายพี่แหลมเล่นคอนเสิร์ตกับพวกฮาร์เลย์ มอเตอร์ไซค์ เพลงประจำของพวกขี่ฮาร์เลย์คือ Born to be wild มันจะมีเสียงบรื้นๆ ในเพลง ถ่ายพี่แหลมเสร็จ ต้องใช้เพลงนี้ให้ผู้ช่วยที่ทำงานด้านลิขสิทธิ์จัดการ เว็บไซต์ของเขาจะเป็นตัวอย่างของการทำอะไรที่ถูกต้องตามกฎหมาย"
 
                     สเต็ปสอง-ทำรายการโทรทัศน์ โดยดูว่าคลิปไหนที่คนเข้าไปชมกันมาก ก็นำมาขยายทำรายการโทรทัศน์ประมาณเมษายน ซึ่งตอนนี้ได้ติดต่อทีวีดิจิตอลไว้สองแห่ง สเต็ปนี้จะค่าใช้จ่ายสูง ต้องทำเป็นธุรกิจแล้ว
 
                     หลังทำสเต็ปสองไปเรื่อยๆ ก็ขยับเป็นสเต็ปสามคือการสร้างหนัง ซึ่งมาโนชออกตัวว่าทั้งหมดนี้เขายังไม่รู้เช่นกันว่าสเต็ปสองจะเกิดไหม เพราะมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมาก 
 
                     องค์ประกอบที่ว่าไม่เกี่ยวกับยอดผู้ชมในสเต็ปสอง หากแต่ขึ้นกับว่าเขาหาสปอนเซอร์ได้หรือไม่ต่างหาก 
 
                     "แต่ผมดำเนินการด้านสปอนเซอร์หลายขั้นตอนแล้ว หนังที่จะสร้างชื่อ เดอะ กีตาร์ คิง แหลม มอริสัน คนตั้งชื่อคือคุณประจิตพล เพราะคุณแหลมไปบุกเบิกที่สตุ๊ดการ์ด เยอรมัน และได้รางวัล กีตาร์คิงมา เขาเลยเรียกตัวเองว่า “แหลม กีตาร์คิง”..."
 
                     หากสเต็ปที่สามเกิด นั่นหมายความว่า แหลม มอริสัน จะได้กลับไปรำลึกความหลังที่สแกนดิเนเวีย และยุโรป เพื่อถ่ายทำเป็นสารคดี คาดว่าใช้เวลาถ่ายทำ 3 สัปดาห์ 
 
                     "โปรเจกท์นี้ผมเป็นคนคิดเรื่อง เล่าเรื่อง โปรดิวเซอร์คือคุณภาสกร คุณภาสกรกับคุณประจิตพล ไปคิดกันว่าทำไงให้คนดูสนใจ เพื่อหาสปอนเซอร์ได้..."
 
                     มาโนชเล่าให้ฟังอย่างต่อเนื่อง ด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่เขาจัดรายการทางคลื่นวิทยุ นั่นคือเป็นมิตรกับคนฟัง มีลีลาการเล่าที่ชวนให้ติดตามต่อ 
 
                     ที่น่าทึ่งมากกว่านั้นคือการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ ได้ครบถ้วนทุกสื่อ !
 
                     "ทุกวันนี้เอาอันนั้นมาผสมอันนี้ ช่วยอันนั้น เช่น สัมภาษณ์คุณวิทยา ศุภพรโอภาส เขียนบทสัมภาษณ์ลงในนิตยสารคู่สร้างคู่สม เสียงสัมภาษณ์ออกทางวิทยุ เนื้อหาที่คุณวิทยาพูดบางส่วนเกี่ยวกับพี่แหลม ผมก็เอาไปใส่ไว้ในเว็บไซต์...คล้ายๆ เรียลิตี้โชว์ชนิดหนึ่ง เล่าเรื่องต่างๆ ผ่านตัวผม จากสิ่งที่ผมเจอ เช่น เจอนักดนตรีที่รู้จักก็เล่าเรื่องพวกเขา ทุกเรื่องผ่านชีวิตคนคนหนึ่งคือตัวผม แต่สโคปอยู่ที่ดนตรี"
 
                     ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ รอบรู้ในศาสตร์หลายแขนง ความจำดี และคุณลักษณะที่มาโนชบอกว่า "มีความไวที่จะเห็นว่าอะไรน่าสนใจ เล่าแล้วสนุก คนอยากติดตาม" 
 
 
 
...................................................
 
 
                     สารคดีปูพื้นด้วยการเมือง เพราะมาโนชเห็นว่าการเมือง สังคม คือตัวกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการในเพลง เช่น ความขัดแย้งระหว่าง ประชาธิปไตยทุนนิยมอเมริกา และสังคมนิยมรัสเซีย 
 
                     การที่เวียดนามเหนือรบกับเวียดนามใต้ สหรัฐมาตั้งฐานทัพในไทย ทำให้เกิดการตั้งแคมป์ในภาคอีสาน ส่งให้เกิดดนตรีเฮฟวีเมทัลเติบโตในไทย เราจะเห็นว่าปัญหาการเมืองส่งผลมาถึงดนตรี ยุคนั้นดนตรีเฮฟวีอะไรของอเมริกาที่ดัง จะมาดังในแคมป์ วงดนตรีไทยเรียนรู้ดนตรีเหล่านี้มาจากค่ายทหาร 
 
                     พอยุค 14 ตุลา 16 สังคมไทยต้องการผลักดันค่ายทหารออกจากไทย ฐานทัพถูกถอนออก นักดนตรีเฮฟวีตกงานเพราะไม่มีใครคนดู นักดนตรีกลุ่มนี้จึงเดินทางไปเล่นที่สแกนดิเนเวีย ไปตายเอาดาบหน้า  
 
                     "ผมก็เล่าเรื่องแบบนี้ ปูพื้นสถานการณ์การเมือง ดนตรีร็อกของไทย ผมคิดว่าใครจะดำเนินเรื่องสนุกต้องพี่แหลม เพราะมีสีสัน พี่แหลมอายุ 70 ปีแล้ว ยังนุ่งยีน และซ่าบนเวที"
 
                     นั่นเป็นที่มาของหนังสารคดีที่เล่าเรื่องการเมือง สังคม ดนตรี ผ่านชีวิตของ "แหลม มอริสัน" ซึ่งเป็นโปรเจกท์ภาพยนตร์เรื่องยาว
 
 
 
.......................
 
('ผมเป็นคนมีกิเลส อยู่ไม่ได้แค่มีปัจจัยสี่'มาโนช พุฒตาล : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ เรื่อง/ภาพ)