ไลฟ์สไตล์

ศธ.ลุย!เรียกค่าโละ'แท็บเล็ต'เสิ่นเจิ้น800ล.

ศธ.ลุย!เรียกค่าโละ'แท็บเล็ต'เสิ่นเจิ้น800ล.

06 ก.พ. 2557

'บอร์ดแท็บเล็ต'เตรียมฟันธง 7 ก.พ.นี้ เรียกค่าเสียหาย'บ.เสิ่นเจื้น' 800 ล้านบาท ด้าน'ครูขอนแก่น'หนุนยกเลิกแท็บเล็ต ขณะที่'เชียงใหม่'ไร้ปัญหา

 
                    6 ก.พ.57 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการรมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า ตามที่มีการยกเลิกสัญญาการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ต ปีการศึกษา 2556 ของบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถัง อินเทลลิเจ้นท์ คอนโทรล จำกัด ที่ชนะการประมูลจัดซื้อแท็บเล็ตชั้น ป.1 และ ม.1 โซน 1 ภาคกลางและภาคใต้ จำนวน 431,105 เครื่อง มูลค่า 842 ล้านบาท และโซน 2 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 373,637 เครื่อง เป็นเงิน 786 ล้านบาท จนทำให้ไม่สามารถจัดส่งแท็บเล็ตได้นั้น เรื่องนี้แม้จะเป็นปัญหาแต่ยืนยันว่า จะเดินหน้าการจัดซื้อแท็บเล็ตให้กับนักเรียนต่อไป เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างมาก แต่เมื่อปัญหาเกิดจากกระบวนการจัดซื้อก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหากันต่อไป ซึ่งจะมีการประชุมหาข้อยุติทั้งหมดในวันที่ 7 ก.พ. ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่านโยบายการจัดซื้อแท็บเล็ตของรัฐบาลไม่มีการทุจริตอย่างแน่นอน 
 
                    แหล่งข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน วันที่ 7 ก.พ. นี้ จะมีการหารือถึงประเด็นการยกเลิกสัญญาการจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 1 และ 2 ที่ บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถัง อินเทลลิเจ้นท์ คอนโทรล จำกัด ชนะการประมูลในโซนดังกล่าว แต่ไม่สามารถจัดส่งเครื่องแท็บเล็ตได้ทันตามสัญญาที่วางไว้ ดังนั้น ที่ประชุมจะมีการเรียกเงินมัดจำคืนจำนวน 120 ล้านบาท พร้อมให้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับบริษัท เสิ่นเจิ้นฯ ประมาณ 800 ล้านบาทด้วย 
 
                    ส่วนการแก้ปัญหาการจัดซื้อแท็บเล็ตปี 2556 ในโซนที่มีปัญหานั้น คาดว่า จะจัดสรรเงินให้กับเขตพื้นที่การศึกษาไปจัดซื้อเอง หรือเปิดซองประมูลกันใหม่ สำหรับโซน 3 (ภาคกลางและภาคใต้) ที่บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ทำหนังสือยื่นอุทธรณ์มายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยขณะนี้ สพฐ. ได้นำหนังสืออุทธรณ์ของบริษัทสุพรีมฯมาให้นายจาตุรนต์ พิจารณาแล้ว และทราบว่า จะให้บริษัทสุพรีมฯ ได้ดำเนินการต่อตามขั้นตอนโดยไม่มีการยกเลิกประมูล ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 4 (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จำนวน 402,889 เครื่อง ไม่ได้มีปัญหาและจะมีการหารือถึงการจัดส่งแท็บเล็ตในโซนนี้ต่อไป 
 
                    แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา บ.จัสมินฯ ได้ส่งหนังสือแจ้งมายัง สพฐ.โดยระบุว่า ทางบริษัทพร้อมจะจัดส่งเครื่องแท็บเล็ต ให้สพฐ.เบื้องต้นจำนวนกว่า 18,000 เครื่อง ซึ่งขณะนี้แท็บเล็ตจำนวนดังกล่าวอยู่ในโกดังของ บ.จัสมินฯ แล้ว รอแค่ทาง สพฐ.เข้าไปตรวจรับและก่อนหน้านี้ บ.จัสมินฯ ได้จัดส่งให้เครื่องแท็บเล็ตให้กับสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ไปแล้ว
 
                    ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายฯ จะมีการเสนอแนวทางการจัดซื้อแท็บเล็ตทดแทนในโซน 1 และ 2 ใหม่ซึ่ง สพฐ.อาจจะเสนอเป็น 3แนวทาง ดังนี้  แนวทางแรก ให้จัดซื้อตามเดิมโดยไม่มีการแก้ไขสเปกและใช้วิธีประมูลผ่านระบบอี-ออกชัน ซึ่งวิธีนี้จะใช้เวลาไม่นานนักคาดว่าประมาณ 150 วัน โรงเรียนจะได้รับแท็บเล็ต อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะต้องเสนอไปยังสำนักงบประมาณขอขยายในการงบประมาณแท็บเล็ต เพราะการขอขยายเวลากันงบประมาณรอบที่ผ่านมาจะครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2557 จึงต้องขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือนซึ่งจะครบกำหนดในเดือนกันยายน 2557 แนวทางที่ 2 อาจจะมีการแก้ไขสเปก ซึ่งหากมีการแก้ไขจะต้องใช้เวลาดำเนินการและจัดซื้อทั้งหมดประมาณ 1 ปี และแนวทางที่ 3 กระจายงบประมาณโซน 1 และ 2 ที่เหลือทั้งหมดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เป็นผู้จัดซื้อ อย่างไรก็ตาม นักเรียนป.1 จะไม่ได้รับแท็บเล็ตครบทั้ง 100% ตามเดิม เพราะ บ.เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ ได้ทุบราคาการประมูลจนได้ราคาจัดซื้อที่ราคา 1,900 บาทต่อเครื่อง จากราคากลาง 2,800 บาทต่อเครื่อง ซึ่งงบประมาณที่เหลืออยู่ก็จะเป็นงบประมาณตามราคาที่ บ.เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ ประมูลไว้
 
 
 
 
 
"ครูขอนแก่น"หนุนยกเลิกแท็บเล็ต ชี้คุณภาพไม่ดีปัญหาเยอะ 
 
 
                    ผู้สื่อข่าวได้สำรวจและสอบถามครูผู้สอนระดับชั้น ป.1 และ ป.2 โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งยังคงมีการใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอน สำหรับนักเรียนชั้น ป.2 โดยนางวไลรัตน์ บุญมา ครูประจำชั้น ป.2/2 ซึ่งกำลังสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า เด็กทั้ง 400 กว่าคนของสายชั้น ป.2 จะคุ้นเคยและใช้เครื่องเป็นเข้าใจเนื้อหาสาระ เนื่องจากคุ้นเคยกับเครื่องตั้งแต่ชั้น ป.1 แต่ในการนำแท็บเล็ตมาใช้เรียนใช้สอนจะใช้แค่ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 วันเท่านั้น เนื่องจาก เนื้อหาในเครื่องไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์ ไม่ทันสมัยตรงตามหลักสูตรต้องอ้างอิง หรือใช้หนังสือมากกว่าใช้แท็บเล็ต
 
                    ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลยกเลิกแท็บเล็ตครูเห็นด้วย เพราะแท็บเล็ตที่ได้มาเป็นเครื่องที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าจะให้เด็กใช้ต้องให้มีคุณภาพมากกว่านี้ และต้องให้ครูมีความรู้มากกว่านี้ อีกอย่างหนึ่งแจกเด็กนักเรียนต้องแจกครูด้วย ตอนนี้ครูที่สอนไม่มีแท็บเล็ต ถามว่า ครูสอนได้หรือไม่สอนได้ ก็ดูเครื่องกับนักเรียนหรือใช้เครื่องของเด็กที่ไม่ได้มาเรียนมาใช้มาสอนเด็ก แต่การที่จะสอนเด็กจะต้องเรียนรู้ก่อนเด็กต้องเปิดดูแท็บเล็ตก่อนว่า จะต้องเตรียมเรื่องใด ต้องสั่งเด็กเปิดหน้าไหน ต้องพาเด็กไปได้ ถ้าต้องมีต่อไปจะต้องมีแท็บเล็ตที่มีคุณภาพให้กับครูทุกคนที่เป็นครูผู้สอน
 
                    "การใช้แท็บเล็ต เด็กต้องจ้องหน้าจอสู้หนังสือไม่ได้ ที่ครูสามารถบูรณาการสอนได้เต็มที่ แท็บเล็ตมีประโยชน์บ้าง แต่ไม่สามารถนำมาเป็นหลักได้ หนังสือคุ้มค่ากว่า มันอาจจะช่วยให้ผ่อนคลายได้ทั้งครูและนักเรียน แต่ไม่สามารถทิ้งหนังสือหันไปยึดเอาแท็บเล็ตเป็นคู่มือแทนได้ ตอนได้รับแจกแท็บเล็ตเด็กๆ ตื่นเต้นดีใจแค่ระยะแรก ๆ หรือวันสองวันเท่านั้น จากนั้นก็จะลดความสนใจลง" ครูประจำชั้น ป.2/2 กล่าว
 
                    เมื่อถามว่า เครื่องแท็บเล็ตปัจจุบันยังสามารถใช้ได้หรือไม่ นางวไลรัตน์ กล่าวว่า เครื่องแท็บเล็ตส่วนใหญ่ยังใช้ได้ แต่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก ที่เสียบชาร์ตแบตเตอรี่พังง่าย ต้องส่งซ่อมศูนย์หลายเครื่องและต้องใช้เวลานาน 2-3 เดือน ทำให้เด็กหลายคนไม่มีเครื่อง นอกจากนี้ มีการย้ายเข้าย้ายออกจำนวนเด็กเกินเครื่องเกือบ 10 คน ที่ไม่มีเครื่องมาใช้ด้วย เช่นเดียวกับครูที่ไม่มีแท็บเล็ตใช้ในการสอนต้องดูกับเด็กนักเรียน และแท็บเล็ตตัวนี้จะต้องส่งต่อขึ้นไป ป.3 ตามเด็กกลุ่มนี้ไปด้วย เมื่อครบ 3 ปีจบ ป.3 แท็บเล็ตเครื่องนี้จะเป็นของเขาไปเลยซึ่งก็คงจะได้เฉพาะรุ่นนี้รุ่นเดียว เพราะเด็กป.1 ปีนี้ (2556 ) ไม่ได้เครื่องก็ไม่มีเครื่องติดตัวตามขึ้นมาด้วย
 
                    ด้านนางวาสนา โพธิลุขา หัวหน้าสายชั้น ป.1 โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น เปิดเผยว่า การใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอนตั้งแต่ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ ให้เด็กได้เรียนรู้กว้างเป็นช่องทางหนึ่งให้เด็กได้ค้นคว้าสิ่งใหม่ จากโลกออนไลน์ ซึ่งมีไวไฟ (Wifi) ให้ในช่วงเรียนได้ใช้เต็มที่ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบ ซึ่งก็เสียดายที่ปีนี้เด็กเสียโอกาสที่จะได้เครื่องมาใช้ ประกอบการเรียนการสอน เด็กและผู้ปกครองก็ถามเข้ามามาก เพราะบางคนมีเครื่องเล่น แต่น้องไม่มี การเรียนการสอนยังคงต้องมีหนังสือแต่แท็บเล็ตก็เป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัยกระตุ้นให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินในการเรียนได้ไม่น้อย  
 
                    นอกจากนี้ ครูผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอน้ำพอง จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ได้รับเครื่องแท็บเล็ตจำนวน 10 กว่าเครื่องให้กับเด็กชั้น ป.1 เมื่อปีการศึกษาที่แล้ว (2555 )  แต่ใช้งานได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งมีเงื่อนไขในการดูแลรักษา การใช้จนเยอะเกินไป โดยเฉพาะความรับผิดชอบของผู้ปกครอง ในการซ่อมการดูแล ถ้าเครื่องพังหรือเสียหาย นอกจากนี้ เครื่องที่ได้มาไม่ค่อยดีมีคุณภาพ เครื่องที่มีคุณภาพเท่ากันผลิตจากประเทศจีนเหมือนกัน ราคาถูกว่าที่รัฐบาลซื้อมาเท่าตัว
 
                    "การซื้อจำนวนมากๆ ทำให้ได้แท็บเล็ตล่าช้า ผลิตไม่ทัน จนเกิดปัญหาทำให้เด็กไม่ได้รับแท็บเล็ต เกิดคำถามว่า ทำไมไม่ได้ผู้ปกครองก็ถามถ้าจะมีโครงการนี้ต่อไปควรจะให้งบประมาณมาให้ทางโรงเรียนหรือท้องถิ่นซื้อเอง จะได้เลือกซื้อของที่มีคุณภาพ เพราะตอนนี้เทคโนโลยีเปิดกว้าง หรือถ้าผู้ปกครองคนใดมีกำลังซื้อก็ซื้อเองได้ แต่ที่สำคัญต้องสามารถลงโปรแกรมให้กับทุกเครื่องที่เด็กนำมาใช้เรียนได้ เพราะขณะนี้มีข้อจำกัดถ้าเครื่องพังอยากใช้เครื่องที่ซื้อเองก็ไม่สามารถลงโปรแกรมได้ อ้างว่า ผิดเงื่อนไขไม่ใช่เครื่องของบริษัท"ครูอำเภอน้ำพอง กล่าว 
 
 
 
 
 
"แท็บเล็ตเชียงใหม่"ไร้ปัญหายังสามารถใช้งานได้ดี
 
 
                    น.ส.สุวิมล มายุพัน ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดพวกช้าง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า แท็บเล็ตตามโครงการที่ทางรัฐบาลส่งมอบให้เด็กนักเรียนใช้ตั้งแต่เมื่อปี 2555 ซึ่งให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีระยะเวลาต่อเนื่องใช้ 3 ปี ทางโรงเรียนได้รับมอบมาทั้งสิ้น 33 เครื่อง ซึ่งยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาการใช้งาน หากเครื่องเสียทางโรงเรียนสามารถส่งซ่อมที่ศูนย์บริการได้ตามปกติ ส่วนปีการศึกษานี้ แท็บเล็ตของนักเรียนในระดับป.1 ที่จะต้องได้รับกำลังอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงาน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่า จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งหากไม่ได้รับแท็บเล็ต ทางโรงเรียนก็สามารถดำเนินการเรียนการสอนได้ตามปกติไม่มีปัญหาแต่อย่างไร
 
                    ด้านนายดณุพล จิตประสงค์ อาจารย์ระดับประถม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการแท็บเล็ตที่ทางรัฐบาลแจกให้กับนักเรียนระดับชั้น ป.1 ในปีการศึกษา 2555/2556 ทางโรงเรียนได้รับทั้ง 62 เครื่อง ทุกเครื่องยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ อาจมีบางเครื่องที่แบตเตอรี่เสื่อมทางโรงเรียนจะส่งไปที่ศูนย์บริการโดยศูนย์จะทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ และนำกลับมาใช้ได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องเสียและใช้งานไม่ได้ ซึ่งเครื่องล็อตแรกนี้เมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ป.2 ก็ยังต้องใช้เครื่องดังกล่าวอยู่จนกระทั่งจบชั้น ป.3 เครื่องจึงถูกวนกลับมาให้นักเรียนชั้น ป. 1 ใช้ต่อไป 
 
                    สำหรับแท็บเล็ตที่จะต้องใช้ในปีการศึกษา 2556/2557 นี้ ได้ตั้งเบิกไว้ที่ 83 เครื่อง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทาง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งเป็นต้นสังกัดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป