ไลฟ์สไตล์

ช่วย'ชาวนา'ยกเลิก'จำนำข้าว'

ช่วย'ชาวนา'ยกเลิก'จำนำข้าว'

03 ก.พ. 2557

เอกซเรย์แนวทาง 'ช่วยชาวนาในอนาคต' ถึงเวลาต้องยกเลิก 'รับจำนำข้าว' : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                         การที่เกษตรกรชาวนาไทยเกือบทั้งประเทศที่กำลังประสบปัญหาที่ไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลมากว่า 4 เดือนแล้วนั้น เป็นพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โครงการประชานิยมว่าด้วย "โครงการรับจำนำข้าวเปลือก" ประสบความล้มเหลว และสร้างความหายนะโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐต้องเสียเงินภาษีของประชาชนอย่างมหาศาล แล้วยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวนา รวมภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ในต่างจังหวัดที่เริ่มขาดสภาพคล่องอันเกิดมาจากไม่มีกำลังซื้อในพื้นที่นั่นเอง จึงทำให้หลายภาคส่วนต่างเห็นพ้องกันว่า "โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล" ต้องยกเลิก

                         บทวิเคราะห์ของ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจสาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ ที่วิเคราะห์ถึงโครงการรับจำนำข้าวในรายการสถานีทีดีอาร์ไอ บางตอน ระบุว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาการดำเนินการในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลกลับมาเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อีกครั้ง จากการชาวนาที่เข้าร่วมโครงการยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต 2556/57 อะไรคือสาเหตุสำคัญของปัญหาในครั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาให้แก่ชาวนาควรเป็นอย่างไร อนาคตของอุตสาหกรรมข้าวจะไปในทิศทางไหน

                         ดร.วิโรจน์ ระบุว่า ปัญหามาจากแนวคิดที่มีวัตถุประสงค์ต้องการช่วยชาวนา ตั้งใจที่จะสร้างประวัติศาสตร์โดยการใช้คำว่า รับจำนำทุกเมล็ด แม้ข้าวไม่ได้เข้ามาทุกเมล็ดจริง แต่ก็เป็นการรับจำนำแบบเกือบจะไม่จำกัดปริมาณซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้มีผลดีตรงที่ว่า ชาวนาไม่ได้ถูกกดราคาเหมือนกับการรับจำนำหรือการแทรกแซงในอดีต และคิดว่า ในช่วง 2 ปีแรกก็ได้ผลอย่างนั้นจริง เพราะมีโรงสีที่ให้บริการจำนวนมาก ทำให้ชาวนามีทางเลือก เลยเป็นความสำเร็จในประวัติศาสตร์ของโครงการนี้

                         ทว่า โครงการนี้เริ่มมาจากแนวคิดและความเชื่อที่ผิด โดยเฉพาะความคิดที่เชื่อว่า เมื่อรัฐบาลผูกขาดตลาดข้าวแล้วจะทำให้สามารถควบคุมราคาในตลาดโลกได้ โดยอ้างว่าจะใช้เงินน้อยกว่าโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์ทำในอดีต และเชื่อว่าจะใช้เงินไม่เกินแสนล้านต่อปี แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทีดีอาร์ไอเคยเตือนมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า ความเชื่ออย่างนี้เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะทีดีอาร์ไอประมาณการไว้แต่แรกว่า โครงการนี้จะขาดทุนมากกว่าแสนล้านบาท จากการซื้อข้าวมาแล้วขายไปในราคาตลาดโลก เพราะเราไม่สามารถควบคุมราคาในตลาดโลกได้

                         นอกจากไม่สามารถขายข้าวได้ในราคาตลาดแล้ว ยังขายข้าวได้ในราคาที่แย่กว่าตลาดโลก และในปริมาณที่น้อยกว่าปกติมาก จึงนำมาสู่การขาดทุนมากกว่าที่ประมาณการไว้ และส่วนที่สองคือ นำมาสู่ปัญหาสภาพคล่องของโครงการ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถขายข้าวได้ในปริมาณที่คาดหมายไว้ จึงทำให้เงินไปจมกับสต็อกข้าวจำนวนมาก ในที่สุดแล้วเงินสำรอง 5 แสนล้านก็หมด สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ หนึ่งต้องเร่งระบายข้าว มีสัญญาณฟ้องว่ารัฐบาลไม่สามารถทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ได้ แต่ที่น่าสนใจคือ พรรคเพื่อไทยยังคงใส่นโยบายจำนำข้าวไว้ในนโยบายหาเสียง ทั้งที่รู้ว่ามีปัญหาแล้วยังดันทุรังทำต่อไป

                         "สำหรับโครงการรับจำนำข้าวพิสูจน์แล้วว่า แม้จะทำให้ชาวนาได้ราคาข้าวเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดการกับสต็อกที่เหลืออย่างมีประสิทธิภาพได้ และเป็นความล้มเหลวที่นำมาสู่การขาดทุนย่อยยับของโครงการ และจนมาถึงทำให้รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินชาวนาได้อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ โครงการรับจำนำจึงควรหยุดได้แล้ว" ดร.วิโรจน์ กล่าว

                         นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด รัฐบาลไหนก็ตามไม่ควรดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวอีกต่อไป เพราะมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน เม็ดเงินที่ถึงมือชาวนาในแต่ละปีที่รัฐบาลใช้เงินถึง 2 แสนล้านบาท มาถึงมือชาวนาจริงเพียง 8.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือรั่วไหลและเป็นการแจกผลประโยชน์ให้พวกพ้องที่มีการโกงสารพัด

                         "มีอย่างที่ไหน จำนำข้าวที่ให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงตันละ 5,000 บาท หลักการจำนำคือ เมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตมาช่วงราคาข้าวเปลือกตกต่ำให้จำนำรัฐบาลก่อน พอราคาขยับต้องไถ่คืน ต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่นี่เป็นการขายขาด ที่ทำลายระบบกลไกของตลาด สุดท้ายเมื่อเงินหมุนไม่ทัน ข้าวระบายออกไม่ได้ ผู้ที่เดือดร้อนคือเกษตรกรอย่างที่เห็น ต่อไปการแก้ปัญหาควรตั้งคณะกรรมการที่ชาวนาเป็นตัวแทนด้วย แต่นี่เน้นในเรื่องของผลประโยชน์ของพวกพ้อง เพื่อสร้างฐานทางการเมืองมากกว่า" นายประสิทธิ์ กล่าว

                         นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวอีกว่า ทางออกที่ดีที่สุดรัฐบาลต้องประกันราคาข้าว หากเกษตรกรลงทุนไปตันละ 8,000 บาท ในขณะที่ราคาในท้องตลาดอยู่ที่ 7,000 เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ รัฐบาลชดเชยส่วนต่าง เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้คือ เพิ่มให้ตัน 3,000 บาท หากราคาข้าวอยู่ที่ตันละ 1 หมื่นบาท เกษตรกรอยู่ได้แล้ว ส่วนกรรมวิธีให้สถาบันการเงินของรัฐโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร โดยไม่ต้องผ่านหลายขั้น เกษตรกรจึงจะได้เป็นเม็ดเป็นหน่วย รัฐบาลใช้งบประมาณปีละไม่ถึง 1 แสนล้านบาท ก็สามารถช่วยชาวนาได้ ไม่ใช่เสียหาย 4-5 แสนล้านบาท    

                         "ต่อไปเกษตรกรต้องทบทวนตัวเองบ้าง คือต้องเน้นลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นคือเลือกพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เหมาะกับพื้นที่เพาะปลูก ลดปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเกษตรกรเองใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ต้องมีการตรวจดินใช้ปุ๋ยเท่าที่พืชต้องการธาตุอาหารนั้น ทุกวันนี้มีการรณรงค์ใช้ปุ๋ยสั่งตัด ตรงนี้สามารถลดต้นทุนได้ นี่ผมไม่ได้พูดลอยๆ มีตัวอย่างมากมายที่เกษตรกรทำนาลงทุนเพียงตันละ 4,000 บาทเท่านั้น หากข้าวราคาตันละ 1 หมื่นบาท เกษตรกรสามารถอยู่ได้แล้ว" นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าว

                         สอดคล้องแนวคิดของ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ระบุว่า ปัญหาของชาวนาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นคนหมู่มากของประเทศ ที่จะต้องแก้แบบยั่งยืน ซึ่งทางสภาเกษตรกรฯ กำลังร่างโครงสร้างในการแก้ปัญหาอยู่ โดยเน้นโครงสร้างหลักในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ไม่เอาโครงการรับจำนำข้าวอย่างที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ แต่จะเน้นไปที่การลดต้นทุนด้วยการใช้ปุ๋ยให้ถูกวิธี ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ใช้ปุ๋ยที่ทำเอง เน้นการพัฒนาวิจัยพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพ มีแหล่งพันธุ์ข้าวคุณภาพในชุมชน ส่วนกรณีราคาข้าวตกต่ำให้ชดเชยค่าส่วนต่างในรูปแบบประกันราคาเป็นเพียงครั้งคราว ช่วงที่มีปัญหาเท่านั้น จะไม่ดำเนินตลอดไป แต่ทั้งหมดจะต้องรอเสนอให้รัฐบาลสมัยหน้า แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคใดก็ตาม

                         นี่เป็นเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งให้เห็นถึงปัญหาของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และได้ชี้ถึงแนวทางแก้ปัญหาในอนาคตภาคเกษตรกรต้องการอย่างแท้จริง

 

 

-----------------------

(เอกซเรย์แนวทาง 'ช่วยชาวนาในอนาคต' ถึงเวลาต้องยกเลิก 'รับจำนำข้าว' : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)