ไลฟ์สไตล์

ม.พะเยา...เดินหน้า'1คณะ1โมเดล'

ม.พะเยา...เดินหน้า'1คณะ1โมเดล'

02 ก.พ. 2557

ม.พะเยา เดินหน้า1 คณะ1 โมเดล วิจัยพัฒนาชุมชน : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย...ชุลีพร อร่ามเนตร

 
                       หน้าที่ของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงผลิตบัณฑิตที่คิดเป็น ทำงานเป็น แต่ต้องรู้จักนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวม และพร้อมรับใช้สังคม "ศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี" อธิการบดี มพ. ได้จัดโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ให้ทุกคณะลงพื้นที่ในแต่ละอำเภอ หมู่บ้าน เพื่อนำองค์ความรู้ถ่ายทอดให้ชุมชน แลกเปลี่ยนภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ผ่านกระบวนการเรียนการสอน ที่ต้องปรับหลักสูตรให้เกิดการเรียนรู้ตามตำราที่เปลี่ยนแปลงไป มีความทันสมัยควบคู่ไปกับการเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน มา 4 ปีแล้ว ทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของการเติมการสอนให้คนในหมู่บ้านทำเป็น พึ่งพาตนเองได้ ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเอาเงินไปให้ ดังนั้น ในปีหนึ่งงบประมาณที่ใช้น้อย ประมาณ 10-20 ล้านบาท 
 
                       "3 ปี ในการดำเนินโครงการ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของนิสิต พวกเขามีความตื่นตัวที่จะทำงานรับใช้สังคม และค้นหาตัวเองเจอ รู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้ สอนในห้องเรียน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนอาจารย์ โครงการนี้เป็นตัวชี้วัดศักยภาพของอาจารย์ ที่ทำให้เห็นทั้งความคิด การทำงานวิจัย เพราะอาจารย์ที่กำลังทำวิจัยส่วนใหญ่จะเน้นทำงานวิจัยในห้องแล็บ แต่อาจารย์ของ มพ. พวกเขาได้ลงพื้นที่ทำงานวิจัยร่วมกับคนในชุมชน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม"
 
                       อธิการบดี มพ. บอกว่า มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาให้เป็นแหล่งน่าอยู่เป็นที่พึ่งพาของชุมชน เพราะมหาวิทยาลัยมีทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย ก้าวต่อไปของ มพ.จะทำหน้าที่บริการสินค้า และผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยจะเปิดร้านค้าในสถาบันการศึกษา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้าน อำเภอต่างๆ ของ จ.พะเยา มาขาย ช่วยกระจายสินค้า ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน อีกทั้งพยายามใช้องค์ความรู้ของคนในท้องถิ่นผสมผสานกับอาจารย์ มหาวิทยาลัย พัฒนาชุมชนต่อไป 
 
                       ขณะที่ สันติภาพ  ตุลาพันธุ์ ที่ปรึกษากลุ่มทอผ้าไทลื้อทุ่งมอก ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า โดย 2 ใน 3 ของหมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อ แต่มีประมาณ 70 กว่าคน จากประชากรประมาณ 700 กว่าคนใน 300 ครัวเรือน ที่ยังประกอบอาชีพทอผ้าไทลื้อทั้งเป็นอาชีพหลักและเสริม ซึ่งทำตั้งแต่กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ จัดหา ย้อมสี ทอ แปรรูป จนถึงจำหน่าย แต่เป็นการย้อมสีด้วยเคมี จนเมื่อปี 2553 คณะวิทยาศาสตร์ มพ.ได้เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติโดยผ่านกระบวนการย้อมเย็น รวมไปถึงการออกแบบลวดลาย เป็นการสร้างมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดสารพิษ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะคำนึงถึงธรรมชาติ และยังทำให้มีราคาดีขณะที่ต้นทุนก็ต่ำลง ซึ่งเพิ่มมูลค่าราคาขายถึง 50-80% โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจมากกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันปัจจุบันคนไทยก็หันมาใส่ใจเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจมากขึ้น 
 
                       "ประโยชน์ทางตรงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ ลดช่องว่างระหว่างนักวิชาการนักวิจัยกับชาวบ้าน ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านมักจะคิดว่าระดับอาจารย์ ดร.ชาวบ้านซึ่งบางคนไม่ได้เรียนมามากมายคงเอื้อมเข้าไม่ถึง อีกทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ ที่บางครั้งเข้ามาก็ไม่ได้ให้ในสิ่งที่เราต้องการหรือจำเป็นจริงๆ แต่เมื่อคณะวิทยาศาสตร์ ม.พะเยา ได้เข้ามาศึกษาวิจัยถึงความต้องการที่แท้จริงว่าชาวบ้านต้องการอะไร จากนั้นก็มาเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้ชาวบ้านได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง ขณะที่ผลทางอ้อม ทำให้ชาวบ้านเกิดวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความเป็นกันเองมากขึ้น"
 
                       "มิ้ว" นรีรัตน์ ลียะทา และ"ฝน" สายฝน กันทะวงศ์ นิสิตปี 4  สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ ที่ได้ลงพื้นที่ทำงานวิจัยกับชุมชน เล่าว่า การจัดการเรียนการสอนของคณะวิทย์ มพ. นอกจากเรียนในห้องเรียน ในแล็บแล้ว อาจารย์จะให้ลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับชุมชน นำกระบวนการที่จะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น ไปช่วยให้เกิดการพัฒนาขึ้นเท่านั้น การที่มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้นิสิตได้ลงพื้นที่ใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านที่มีความหลากหลาย ทั้งเพศ อายุ ประสบการณ์ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่นิสิตสามารถนำไปใช้เมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง จึงให้ทุกคนลองมาเยี่ยมชม ม.พะเยา สนใจติดต่อได้ที่ โทร.0-5446-6666 หรือ http://www.up.ac.th
 
 
 
...........................
 
(ม.พะเยา เดินหน้า1 คณะ1 โมเดล วิจัยพัฒนาชุมชน : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย...ชุลีพร  อร่ามเนตร)