ไลฟ์สไตล์

คลินิกคนรักบ้าน:'ต้องรู้จักหน้าที่'

คลินิกคนรักบ้าน:'ต้องรู้จักหน้าที่'

01 ก.พ. 2557

'ต้องรู้จักหน้าที่' : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย.. ดร.ภัทรพล





          ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพียงแค่บรรดาสมาชิกใน “บ้านหลังใหญ่” ที่มีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างก็ลุกขึ้นมาทำร้ายกันและกันจนเลยเถิด ไปถึงขั้นเสียชีวิตและทรัพย์สิน เป็นที่น่าอเนจอนาถ ซึ่งครั้งหนึ่ง “บ้านหลังใหญ่” นี้ ได้รับการยอมรับกันไปทั่วโลกว่า เป็น “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” จนเป็นที่กล่าวขานว่าเป็น “Land of Smile” ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันกัน เป็นสังคมที่มีความพร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งจุดยืนอันเป็น “รากเหง้า” ที่เป็นคุณสมบัติเด่นของสังคมไทยมาแต่โบร่ำโบราณ
    
          พร้อมยอมรับสิ่งใหม่ๆ และไม่ดูแคลน ไม่ละทิ้งของเก่า อันเป็น “ของดี มีอยู่” สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งศิลปวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ทั้ง “จีน”, “อินเดีย” และ “ตะวันตก” ตั้งแต่ยุคก่อร่างสร้าง “สยาม” ประเทศ ซึ่งสิ่งนี้เป็น “ของดีมีอยู่” คู่กับสังคมไทยมานานนับพันปี มีคนไม่กี่ประเทศในโลกนี้ครับที่พร้อมที่จะพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ความหมายลึกๆ แล้วถึงการ “ให้อภัย” และ “ให้โอกาส” แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่  
    
          ผมเองเคยอยู่เมืองนอกเมืองนามานานนับสิบปี ก็มีแต่คนไทยนี่แหละครับ ที่พอพูดถึงคำว่า “ไม่เป็นไร” จะมีความหมายกินใจลึกซึ้งกว่าคำว่า “Never Mind” ในภาษา “อังกฤษ” เพราะความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ไม่เป็นไร” คือ “การให้อภัย” และ “ให้โอกาส” แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันคุณสมบัติของคนไทยที่สำคัญที่สุด   คือ การ “ให้อภัย”  และ “ให้โอกาส”  ดูเหมือนจะถูกหลงลืม
    
          คงมีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ครับ ที่คนใน “บ้านหลังใหญ่” มีความผูกพันกันเหมือนญาติพี่น้อง ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็มักจะมีการเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และที่น่าสนใจกว่านั้น คนไทยเวลาพบปะเจอหน้ากันมักจะแทนคำเรียกของกันและกันว่า ลุง ป้า น้า อา พ่อ แม่ พี่ น้องเหมือนกับเคยรู้จักมักคุ้นกันมานาน ขอเพียงแต่พูดภาษาเดียวกันก็นับว่าเป็นญาติกันแล้วครับ ยิ่งเวลาเกิดภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็น สึนามิ, น้ำท่วม ฯลฯ ก็พร้อมจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน นี่แหละครับคือ “หัวใจ” ในการสานพัฒนาเป็นสายใยให้ก่อร่างสร้างเป็นชนชาติไทย เป็นพื้นฐานสำคัญของศิลปวัฒนธรรมทั้งปวง เกิดเป็นประเพณีการ “ลงขันลงแขก” ตั้งแต่งานบุญ งานบวช ตลอดจนกิจกรรมที่ทำร่วมกันในการเกี่ยวข้าว ดำนา จับปลา เลี้ยงปศุสัตว์ ฯลฯ ก่อเกิดเป็น ศิลปะวัฒนธรรมการกิน + การอยู่ ที่เป็นเอกลักษณ์และงดงามที่สุดครับ
    
          มีพัฒนาการที่น่าสนใจที่สุด จนเกิดเป็นภาษาของตัวเอง มีรูปแบบอาคารบ้านเรือนของตัวเอง มีรูปแบบอาหาร, เครื่องใช้ไม้สอย ผ้าไหม ฯลฯ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนชาติใดในโลก ซึ่งได้เปรียบชนชาติอื่นมากมาย ไม่ต้องมองไกลหรอกครับ เอาแค่ประเทศเพื่อนบ้านใน “อาเซียน” เช่น “มาเลเซีย” หรือ “สิงคโปร์”  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ (ในช่วง 1950-1960) ซึ่งแทบจะไม่มีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์แท้ๆ ของตัวเอง เพราะต่างก็เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศล่าอาณานิคมมายาวนานนับร้อยปี ไม่ได้ “มีดี” อย่างเราหรอกครับ  
    
          แต่น่าเสียดายครับ บรรดา “ของดีมีอยู่” ที่ตกทอดทับถมกันมายาวนานนี้ถูกทำให้ด้อยค่าโดยบรรดา “นักการเมือง” ที่ฉ้อฉลและไร้ “จริยธรรม” ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนไปฉับพลันจาก “หน้ามือ” เป็น “หลังมือ” ก็เพราะถูกมอมเมาแบบกรอกหูอยู่ทุกวัน จนยากที่จะแยกแยะว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ เป็นการฟังความเพียงด้านเดียวแล้วแตกประเด็นออกมา เพราะแท้จริงแล้วไม่มีใครถูกหรือผิดร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เราเป็นคนไทยเหมือนกันอยู่ “บ้านหลังใหญ่” หลังเดียวกันมี “พ่อหลวง” พระองค์เดียวกัน หากยิ่งปล่อยให้ถลำลึกลงไปกว่านี้ สุดท้ายแล้วก็จะต้องแพ้กันทั้งสองฝ่าย ยิ่งต่างบาดเจ็บล้มตายมากเท่าไร ยิ่งทำให้เกิดเป็นแผลบาดลึกและทิ้งให้เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น  
    
          แต่ในความมืดมิดย่อมมี “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” เสมอครับ ผมสารภาพตามตรงครับว่าทุกวันนี้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความหวัง เพราะน้อมนำเอากระแสพระราชดำรัสของ “พ่อหลวง” ที่ได้พระราชทานไว้ให้กับปวงชนชาวไทยในวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา ว่า “บ้านเมืองของเราเป็นสุขสืบมาช้านาน เพราะเรามีความปึกแผ่นในชาติ และต่างบำเพ็ญกรณียกิจตามหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ คนไทยทุกคนจึงควรจะตระหนักในข้อนี้ให้มาก และตั้งใจประพฤติตัวปฏิบัติงานให้สมฐานะและหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม คือ ความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมืองไทย”
    
          อยากให้ชาว “คนรักบ้าน” ท่องจำกระแสพระราชดำรัสที่ผมได้เชิญมานี้ให้ขึ้นใจ และ “ต้องรู้จักหน้าที่” หากทำได้เช่นนี้รับรองว่า “บ้านหลังใหญ่” ก็จะอยู่รอดปลอดภัยและผ่านวิกฤติทางการเมือง ไปสู่การเปิดศักราชใหม่กับการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยแท้จริงครับ

.......................................
(หมายเหตุ  'ต้องรู้จักหน้าที่' : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย.. ดร.ภัทรพล)