
ยกระดับผลิต'กล้วยไม้'สู่ตลาดโลก
แนะเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรไทย ยกระดับผลิต 'กล้วยไม้' สู่ตลาดโลก : จุฬาลักษณ์ อำนาจสมบูรณ์ ... รายงาน
เหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีเศษ การเปิดเสรีทางการค้าของประชาคมอาเซียนก็จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มรูปแบบทำให้แต่ละประเทศขณะนี้ต่างเตรียมพร้อมรับมือกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรที่ประเทศไทยยังถือว่าเป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน ทำให้หลายหน่วยงานมีการวางแผนในการพัฒนาภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการ์ปัจจุบันและอนาคตและเพื่อเป็นการกระจายรายได้จากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาค ที่ถือเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ลงสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับของไทยในปัจจุบันนี้ นับเป็นหนึ่งในไม้ดอกไม้ประดับที่มียอดการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งมากกว่า 30 ประเทศ 7 ทวีป และในขณะเดียวกันกล้วยไม้ก็ยังมีมูลค่าทางการตลาดอย่างมากอีกด้วย ซึ่งไม้ดอกประเภทนี้กำลังเป็นนิยมในหมู่นักเล่นดอกไม้ จะเห็นได้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้มีองค์ต่างๆ ได้ช่วยในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทย
อย่างล่าสุด บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้เดินหน้าสานต่องานสัมมนา "เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ และกล้วยไม้" ณ สวนกล้วยไม้ไทย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี โดย ลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค มองว่าปัจจุบันมูลค่ารวมของสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ แสดงถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยที่สามารถส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นยังเชื่อว่าเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร
"ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยการถ่ายทอดความรู้เรื่องเทคโนโลยีการผลิต เครื่องมือที่ทันสมัย การแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และสนับสนุนการเข้าถึงผู้ค้าคนกลางรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการส่งออกให้แก่เกษตรกรไทย โดยการรวมกลุ่มของคนในชุมชนเอง หรือกลุ่มสมาชิกในจังหวัดก็ดี เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนา อีกทั้งยังยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรของไทยทั้งระบบ ตลอดจนเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารของอาเซียนได้อีกด้วย"
ขณะที่ วิชิต พันธ์เพียร ประธานสภาเกษตรจังหวัดราชบุรี เล่าว่า สมัยก่อนการทำเกษตรของไทยอาศัยภูมิอากาศ กระทั่งมีระบบน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน และเมื่อหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลจึงได้สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแม่กลองไว้ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิม จากการทำนามาเป็นการทำสวนในระบบชลประทานเป็นการปลูกผักเพื่อการพาณิชย์ ปัจจุบันสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การใช้สารเคมีก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภครวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรวม
"จะเห็นว่าปัจจุบันนี้มีแนวโน้มปรับทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตรทั้งระบบน้ำและการผลิตให้ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการสร้างความพร้อมให้เกษตรกรเพื่อรองรับความเปลี่ยแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้ตัวสินค้าเกษตรนั้นๆ ให้ยั่งยืน และรองรับความต้องการบริโภคสินค้าของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี"
ยอมรับว่าการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นฐานของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการผลิตของเกษตรกรอย่างยังยืนต่อไป
ด้าน เจตน์ มีญาณเยี่ยม นายกสมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)นั้น จะต้องมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในภาคการผลิตเป็นอีกปัญจัยหนึ่งที่สามารถช่วยให้เกษตรกรควบคุมการผลิตได้และสามารถกำหนดราคาการซื้อขายได้เอง เพราะหากมีระบบการจัดการการผลิตที่ทันดีสมัย ปลอดภัยจากสารเคมี ราคาก็จะสูงขึ้นตาม
"ในสวนกล้วยไม้ไทย (TOC) นี้ กำลังจะทำเป็นโรงปิดระบบเซ็นเซอร์ของโรงเรือน (Green House) จำนวน 2 ไร่ จากจำนวน 300 กว่าไร่ เพื่อเป็นแนวทางการทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อกล้วยไม้ได้ เป็นการทดลองใช้เทคโนโลยีในการลดแรงงาน ลดการใช้สารเคมี ถือเป็นการทดลองและวิจัยหาลู่ทางใหม่ให้เกษตรกรไทยมีตัวเลือกที่ดีกว่าเพื่อมุ่งเน้นสินค้าคุณภาพและต่อสู้กับประเทศอื่น"
นายกสมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทยย้ำด้วยว่า ประเทศไทยนับว่ามีโอกาสมากกว่าประเทศเมืองหนาวที่ได้รับกระทบจากวิกฤติอากาศ แม้แต่ประเทศคู่แข่งไม้ดอกอย่างประเทศจีนก็โดนเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพราะแนวโน้มกล้วยไม้ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีราคาสูงขึ้น และประเทศเพื่อนบ้านเองก็มีการพัฒนาศักยภาพด้านเครื่องมือจึงทำให้เป็นคู่แข่งที่สำคัญ
เจตน์ระบุอีกว่า แม้ปริมาณการส่งออกจากช่วงปีที่แล้วลดลงประมาณ 3% แต่ปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจของต่างประเทศน่าจะดีขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว แต่ถ้าการเมืองยังยืดเยื้อก็อาจส่งผลกระทบกับการค้าขายภายในประเทศได้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีการบริโภคสูง ทำให้เกษตรกรต้องคิดวางแผนที่จะจัดการอย่างไร ความต้องการบริโภคกับผลผลิตที่ออกมาจะเพียงพอและเหมาะสมได้
ส่วนภาคการผลิตเองก็จะดีขึ้นตามมา เพราะมีการกระตุ้นให้มีสายพันธุ์ใหม่ๆ ให้มีตัวเลือกในตลาดที่เพิ่มขึ้น จึงไม่ใช่แค่การปลูกพืช ผัก ผลไม้ และกล้วยไม้อย่างเดียวแล้ว แต่ต้องมีการต่อยอดธุรกิจ และการควบคุมให้ได้ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิและผลผลิต โดยการใช้เทคโนโลยีการเกษตรเข้ามาช่วย เพื่อสร้างความแตกต่างและหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค
อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าการผลิตสินค้าเกษตรในอนาคตนั้นจะคำนึงถึงแค่ความต้องการของผู้ผลิตอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องครอบคลุมถึงความปลอดภัยและความต้องการของผู้บริโภคต่างประเทศ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมองค์ความรู้และการลงทุนด้วย เพื่อการได้มาซึ่งสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกนั่นเอง
-----------------------
(แนะเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรไทย ยกระดับผลิต 'กล้วยไม้' สู่ตลาดโลก : จุฬาลักษณ์ อำนาจสมบูรณ์ ... รายงาน)



