ไลฟ์สไตล์

ประมาท

ประมาท

22 มิ.ย. 2552

เมื่อครั้งที่โรคหวัดชนิดใหม่ ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “หวัด ๒๐๐๙” เกิดขึ้นในเม็กซิโก แล้วเริ่มแพร่กระจายไปถึงบางประเทศ แถบทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป

ขณะนั้นประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความตื่นตัวและกระตือรือร้นยิ่งในการตระเตรียมกำลังคนและวัสดุอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบ “ผู้ติดเชื้อ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยเครื่องบินของสายการบินต่างๆ

มีการสาธิตเครื่องตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายสำหรับผู้เดินผ่านจุดตรวจสอบ คราวละหลายๆ คน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสามารถแสดงผลได้ทันทีทันใดว่า…ร่างกายใครมีอุณหภูมิสูงในระดับที่น่าเชื่อว่ามีไข้ อันเป็นตัวบ่งชี้อาการของโรคหวัด “ชนิดใหม่” ดังกล่าว

เมื่อคณะนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินทางกลับจากประเทศเม็กซิโก แม้จะตรวจสอบและวัดอุณหภูมิแล้วไม่พบไข้สูง แต่ก็มีการกักตัวเอาไว้ระยะหนึ่ง
นัยว่าเป็นความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้อง และความเอาการเอางานของเจ้าหน้าที่ ตลอดไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงในคณะทำงานของรัฐบาล
ความตื่นตัวดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์กรระดับนานาชาติด้านสาธารณสุข ว่ามีความพร้อมในการป้องกันและมีการเตรียมการที่ดี ทำเอาหลายคนในรัฐบาลยิ้มรับกันแก้มแทบปริ

แต่แล้วเพียงไม่นานนัเมื่อโรคหวัด ๒๐๐๙ เดินทางมาถึงจริงๆ ถัดมาอีกเพียงไม่กี่วัน งานแบบผักชีโรยหน้าก็เปิดเผยธาตุแท้ออกมา ว่าไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ในเมืองไทยสามารถกระจายตัวจากไม่กี่คนไปเป็นร้อย และหลายร้อยคนภายในเวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ จากจังหวัดหนึ่งขยายเป็นหลายจังหวัด และหลายภาค อย่างแทบไม่มีสิ่งใดหยุดยั้ง

จนมีคำถามตามสื่อต่างๆ ว่าเจ้าเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย เจ้าเครื่องมือทดสอบอาการป่วยไข้ ทั้งหลายประดามี รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ มัวไปทำอะไรอยู่

มิหนำซ้ำเมื่อเชื้อโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ แพร่กระจายเป็นทวีคูณก็แทบไม่มีคำแนะนำใดๆ ที่ทันท่วงที ออกมาให้ผู้คนได้ระมัดระวัง หรือเฝ้าสังเกตตนเอง ยิ่งระดับหน่วยงาน หรือองค์กร หรือสถานประกอบการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ก็แทบจะไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ ของผู้รับผิดชอบ ที่จะออกมาชี้แนะชาวบ้านร้านตลาด ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในการป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันมิให้แพร่เชื้อ ในฐานะพาหะของโรค
ปรากฏการณ์ข้างต้นนี้ ดูจะเป็นการประจานธาตุแท้ของข้าราชการ และผู้รับผิดชอบระดับนโยบาย “แบบไทยๆ” ว่าเอาเข้าจริง ก็ทำได้เพียงสร้างภาพ และขายข่าวไปวันๆ เท่านั้น
 
มิได้มีการเตรียมการ เฝ้าระวัง ป้องกันปัญหา หรือสรุปสถานการณ์ เพื่อแก้ปัญหาใดๆ ให้เป็นระบบอย่างที่ควรจะเป็น
ถ้านี่เป็นการปฏิบัติตนของผู้ใฝ่ใจในธรรม หรือเป็นนักปฏิบัติธรรม ก็อาจสรุปได้ว่าเป็นความ “ประมาท” หรือ “ปมาทะ” อย่างเหลือประมาณ

กล่าวคือ เมื่อเหตุยังไม่เกิดก็มิได้เตรียมการศึกษา ทำความเข้าใจ และระวังป้องกัน มิหนำซ้ำยังแสดงท่าทีว่า รู้แล้ว เตรียมการแล้ว ป้องกันแล้ว ฯลฯ อันเป็นโมหจริตอย่างเต็มที่

ต่อเมื่อเกิดเหตุขึ้น ยิ่งกลับตระหนกตกประหม่า ขาดสติ ปัญญา สัมปชัญญะ และสมาธิ ในการสรุปปัญหา ทำความเข้าใจ กระทั่งไม่สามารถทำอะไรให้ทันท่วงทีได้ ปล่อยให้ปัญหาลุกลาม บานปลายจนแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

กล่าวได้ว่า ประมาททั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในบั้นปลายเลยทีเดียว

เรื่องราวของปัญหาในระดับโครงสร้าง ในระดับนโยบาย หลายต่อหลายเรื่อง ล้วนแล้วแต่ชวนให้เข้าใจไปได้ว่า เรามอบอำนาจบริหารบ้านเมืองให้ไปอยู่ในมือของผู้ที่มิได้ใฝ่ใจในศาสนธรรม

แม้จะจบการศึกษาทางโลกในระดับสูง แต่ก็ปราศจากวิธีคิด หรือวิธีปฏิบัติ อันเป็นเหตุเป็นผล บนทำนองคลองธรรม

เมื่อประกอบเข้ากับความไม่สุจริต คิดแต่ในทางมิชอบไปด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะสร้างความเสียหายอย่างไม่รู้จบ

ยิ่งนับวัน การใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรมในระดับปัจเจกบุคคล ก็ดูจะยิ่งไม่เพียงพอ ต่อความอยู่เย็นเป็นสุข นอกจากการนำศีลธรรมเข้ามาแก้ปัญหาระดับโครงสร้างแล้ว คงต้อง “สร้าง” และต้อง “จัดการ” ให้คนดีมีศีลธรรมเข้าไปเป็นตัวแทน เข้าไปบริหารบ้านเมืองอีกด้วย
สังคมจึงจะมีสันติสุข และสงบเย็นอย่างที่ควรจะเป็น