ไลฟ์สไตล์

แปลงวัฒนธรรมเป็นทุนพัฒนาเวียงกุมกาม

แปลงวัฒนธรรมเป็นทุนพัฒนาเวียงกุมกาม

16 ม.ค. 2557

ศิลปวัฒนธรรม : แปลงวัฒนธรรมเป็นทุนพัฒนาเวียงกุมกาม

 

                        "เวียงกุมกาม" เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ทว่าล่มสลายลงเมื่อครั้งถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า (พ.ศ.2101-2317) ผลจากครั้งนั้น "เวียงกุมกาม" ถูกฝังจมใต้ตะกอนดินจนยากฟื้นฟู ในขณะเดียวกันแม่น้ำปิงได้เปลี่ยนร่องน้ำไม่ไหลผ่านเวียงกุมกามอีกเลย และนี่จึงเป็นเหตุให้นครแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานับร้อยปี เหลือเพียงเสียงเล่าขานถึงเมืองในตำนานของชาวล้านนา จวบจนถึงปัจจุบัน "เวียงกุมกาม" ถูกพลิกฟื้นให้กลับมาเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ มีชุมชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเวียงกุมกามและพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนวังตาล ท่าวังตาล หนองผึ้ง หนองหอย  แต่การให้จะเป็นเมืองวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน จำต้องมีหลายฝ่ายให้ความร่วมไม้ร่วมมือ

                        ดำรงค์ ทองสม รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า ด้วยพันธกิจของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีค่านิยมและพฤติกรรมที่เหมาะสม มีความภาคภูมิใจ และสืบทอดวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองและชุมชน สามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรมภายใต้นโยบายรัฐบาล จึงได้รับมอบหมายให้เพิ่มขีดความสามารถแก่ชุมชนโดยการเข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว พัฒนาเมืองวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว อีกทั้งต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นสู่ประชาคมอาเซียน และนี่คือที่มาของโครงการ "ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพชุมชนเวียงกุมกาม ในการนำทุนทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ"

                        "ศักยภาพของเวียงกุมกาม อ.สารภี จ.เชียงใหม่ นอกจากงานสถาปัตยกรรมใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ศิลปะยุคสมัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ยังมีมรดกภูมิปัญญาโดดเด่น ถ่ายทอดกันมาในชุมชนและยังคงทำในปัจจุบัน เรื่องของวัฒนธรรมอาหาร การทำโคมล้านนา ตุง การวาดลวดลายล้านนา การนวดแผนไทยแบบเวียงกุมกาม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเวียงกุมกาม รักษาวิถีชุมชนเก่าแก่เป็นเมืองเก่าที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่ารกร้าง มีแต่โบราณสถาน มีผู้คนทำมาค้าขาย สำหรับ โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนเวียงกุมกามฯ นั้น เกิดจากการผนึกกำลังของ สวธ. และผู้คนในชุมชนเวียงกุมกาม โดยร่วมกันจัด "กาดหมั้ว" ขึ้นและเพื่อให้เกิดความยั่งยืน สวธ.จึงอบรมให้แก่ผู้ประกอบการกาดหมั้ว 30 คน ด้วยการพาไปดูงานในพื้นที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้ได้กาดหมั้วต้นแบบ ขณะที่ด้านการพัฒนาสินค้าและบริการ ก็พาไปดูงานที่วัดปงสนุก จ.ลำปาง และชุมชนบ้านแม่กำปอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งทั้ง 2 แห่งนี้มีจุดเด่นเรื่องความเสียสละของชาวบ้าน ดำเนินการได้โดยไม่ต้องพึ่งหน่วยงานราชการ" ดำรงค์ กล่าว

                        ขณะที่ พระอธิการวีรเดช สนติกาโล เจ้าอาวาสวัดช้างค้ำ กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชุมชนเวียงกุมกามมีบทเรียนที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่ยั่งยืน เนื่องจากภาครัฐลงโครงการ/กิจกรรมที่ชาวบ้านไม่ต้องการ ให้แต่ของใหม่ๆ ต่างจากครั้งนี้ที่รับฟังเสียงของชุมชน เน้นนำทุนทางวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่า เพราะเรามีของดีเยอะ ทั้งโบราณสถานและประเพณี วัฒนธรรม แต่ขาดการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ทั่วถึง ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการชุมชนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมรถม้า รถรางนำชม กาดหมั้ว มัคคุเทศก์ ฯลฯ เพื่อให้เกิดระบบการบริหารและจัดการโดยชุมชน รองรับกิจกรรมที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาดำเนินการ เชื่อว่าหากผู้คนในชุมชนมีความเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วความยั่งยืนย่อมรออยู่

                        ด้าน สวิง ศรีจัย เจ้าของกิจการนวดแผนไทยแบบเวียงกุมกามในวัดช้างค้ำ เปิดใจว่าเห็นด้วยกับการพัฒนาชุมชนเวียงกุมกามเป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจัดทำกาดหมั้วให้เป็นที่นิยมได้จริง เชื่อว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น ร้านนวดก็จะมีรายได้มากขึ้น และสิ่งที่ตามมาอีกข้อคือหมอนวดที่ไปทำงานนอกพื้นที่จะได้กลับคืนมาสู่ชุมชน ไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองเหมือนเช่นทุกวันนี้

                        "สำหรับปีนี้ตัวเองและหมอนวดอีก 20 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรม "การพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้นำการนวดแผนไทย" ที่สมาคมแพทย์แผนไทย จ.เชียงใหม่ และ "การศึกษาดูงานการใช้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยในการรักษาและบำบัดโรคที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต วัดทุ่งบ่อแป้น จ.ลำปาง" เพื่อต้องการความรู้ด้านการนวดใหม่ๆ อย่างหลักสูตรอบรมการนวดแผนไทยรักษาโรคกระดูกทับเส้นประสาทคอ มาเสริมสูตรการนวดเวียงกุมกามโบราณ เช่น นวดแก้เส้น เหยียบเปิดเส้นเลือดที่โคนขาและต่อมน้ำเหลือง หรือนวดเพื่อผ่อนคลาย

                        ทั้งนี้ รองอธิบดี สวธ.ย้ำถึงปัจจัยสำคัญที่เวียงกุมกามจะพัฒนาเป็นเมืองวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวที่มีชีวิตในตัวเองได้สำเร็จได้นั้น ต้องทำความเข้าใจกับหลายหน่วยงาน ทั้งจังหวัด ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันพัฒนาโดยไม่ลืมอดีต มีการแบ่งปันผลประโยชน์เท่าเทียมเพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน