
'ชัตดาวน์'กระทบ!ปิด207สถานศึกษา
'จาตุรนต์' มั่นใจ อีก 2 วันย้ายไปทำงานตามที่ตั้งเดิมได้ เผยสถานศึกษาได้รับผลกระทบ 'ชัตดาวน์กรุงเทพฯ' ปิด 207 แห่ง
13 ม.ค. 57 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการรมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมองค์กรหลัก ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการทำงานในภาวะวิกฤติ ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดที่ทำงานนอกสถานที่ชั่วคราวไว้แล้ว โดยจะกำหนดประเมินสถานกาณ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตัดสินใจว่า จะย้ายกลับไปที่ทำงานปกติขององค์กรได้หรือไม่ ซึ่งประเมินจากสถานการณ์ โดยเฉพาะสภาพการจราจรในวันนี้แล้ว มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า จะสามารถกลับที่ทำงานเดิมได้ในเร็ววัน
ทั้งนี้ ศธ.ให้องค์กรหลักติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานมายัง สน.ปลัดกระทรวงฯ วันละ 2 ครั้ง ในเวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ของทุกๆ วัน จากนั้นจะมีการตัดสินใจสำหรับวันต่อไปหลังการรายงานรอบสอง และสื่อสารให้ผู้ปกครอง นักเรียน ข้าราชการทราบ
"ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะพยายามให้ทำงานตามปกติในสถานที่ปกติ ส่วนสถานศึกษา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เมื่อพ้นช่วง 2-3 วันนี้ไปแล้ว จะพยายามให้เปิดเรียน ซึ่งหวังว่าการชุมนุม การปิดถนน จะไม่สร้างความเสียหายมากขึ้น จะยุติ หรือคลี่คลายโดยเร็ว มิฉะนั้น จะส่งผลกระทบต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะใกล้ช่วงสอบแล้ว การต้องหยุดเรียนหลายๆ วันจะส่งผลกระทบต่อนักเรียน"
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบมีทั้งหมด 207 แห่ง เป็นสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 52 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 9 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 117 แห่ง และมีนักเรียน ครู ได้รับผลกระทบจำนวนมาก เฉพาะสังกัด สพฐ. มีครูได้รับผลกระทบ 6,139 คน นักเรียน 83,537 คน ส่วนมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบทั้งหมด 49 แห่ง ประกาศปิด 20 แห่ง นักศึกษาได้รับผลกระทบ จำนวน 668,836 คน
เล็งแก้ปัญหาจำนวนนักเรียนต่อห้อง
นายจาตุรนต์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการรับนักเรียนปี 2557 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกประกาศรับนักเรียนและประกาศแนวปฏิบัติไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2556 แต่ ศธ.เป็นห่วงเรื่องจำนวนนักเรียนต่อห้อง จึงได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาหารืออีกครั้ง แม้ว่าในประกาศรับนักเรียนของ สพฐ.จะระบุจำนวนนักเรียนต่อห้องไว้เรียบร้อย โดยกำหนดขนาดห้องเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ไม่เกิน 40 คน ขยายเพิ่มได้อีก 10 คน รวม 50 คนต่อห้อง แต่ศธ.เห็นว่า จำนวนนักเรียนที่เหมาะสมต่อห้องควรอยู่ที่ 40 คน จึงมาหารือกันว่า สพฐ.ยังพอจะทำอะไรได้หรือไม่ เพื่อควบคุมจำนวนนักเรียนต่อห้องให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สพฐ.ไม่มีข้อมูลจำนวนนักเรียนต่อห้องที่ละเอียดพอสำหรับการตัดสินใจกำหนดมาตรการใดๆ ได้ มีแต่ข้อมูลในภาพรวมเป็นค่าเฉลี่ย เช่น ค่าเฉลี่ยของห้องเรียนชั้น ม.4 ในโรงเรียนแข่งขันสูง 293 โรง จำนวน 3,403 ห้อง ระหว่างปี 53-56 อยู่ที่ 43 คน ข้อมูลที่เป็นค่าเฉลี่ยนี้ไม่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง และไม่สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนนักเรียนต่อห้องที่มากเกินไปส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างไร จึงขอ สพฐ.ไปรวบรวมและจัดทำข้อมูลมาอีกครั้ง เพื่อใช้วางแผนแก้ปัญหาในระยะต่อไปและระยะยาว
"เราได้แต่สันนิษฐานว่า ห้องเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมากๆ จะกระจุกตัวอยู่ใน ร.ร.ที่มีการแข่งขันสูง แต่ไม่มีข้อมูลที่แท้จริงว่า ห้องเรียนส่วนใหญ่ของ สพฐ.มีจำนวนนักเรียนเท่าใด และห้องเรียนที่มีจำนวนนร.มากๆ นั้น กระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนจำนวนเท่าใด ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนอย่างไร จึงให้ สพฐ.ไปทำข้อมูลมาใหม่ เพื่อจะได้เห็นว่า ปัญหาหนักหนาแค่ไหน และยังจะสามารถทำอะไรอีกได้บ้าง เพราะขณะนี้ สพฐ.ได้ประกาศใช้ประกาศรับนักเรียนปี 57 ไปแล้ว คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ก็ต้องหาทางทำอย่างอื่น เพราะถ้าปล่อยให้ห้องเรียนมีจำนวนนักเรียนอย่างที่เป็นอยู่ต่อไป ก็ยากมากที่เราจะจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้"
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อวา นอกจากนั้น ที่ประชุมต้องการให้ สพฐ.ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอส.) อย่างใกล้ชิดขึ้น เพื่อหาทางสนองนโยบายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนต่อสายอาชีพด้วย โดย ศธ.ต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนต่อสายอาชีวะอีก 9% อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า การเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพจะมีแนวโน้มดีขึ้น ดูจากการแนะแนวในหลายพื้นที่ พบว่า มีผู้ปกครองและนักเรียนจะเรียนต่อสายอาชีพมากขึ้น แต่บอกไม่ได้ว่าจะได้ตามเป้า 9% หรือไม่
ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อว่า ปีการศึกษา 2556 นี้ จะมีผู้จบชั้น ม.3 จำนวน 745,053 คน ซึ่งถ้าจะปรับให้สัดส่วนผู้เรียนต่อสายสามัญและสายอาชีพอยู่ที่ 55 : 45 นั้น สายอาชีพต้องรับผู้เรียนให้ได้ 335,200 คน สายสามัญรับ 409,853 คน เฉพาะวิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐ ต้องรับเพิ่มให้ได้ 48,539 รวมอาชีวศึกษาทุกประเภทต้องรับเพิ่มให้ได้ประมาณ 80,000 คน



