ปัดฝุ่นท่องเที่ยวเชิงเกษตร(อีก)
ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตร (อีก) คงไม่ใช่เรื่องเล่าที่ไร้รูปธรรม ? : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน
ล่าสุด นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกครั้ง จากก่อนนี้เคยมีการส่งเสริมพอสมควร แต่ผลที่เป็นรูปธรรมของหน่วยงานดูไม่ชัดเจนนัก แต่สำหรับโครงการล่าสุดเน้นเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวหลักต่างๆ ของแต่ละจังหวัดนั้น ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แล้วเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นองค์ความรู้ การให้บริการ ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พร้อมจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวด้วย
ที่จริงหากย้อนไปกว่า 10 ปีก่อน เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤติราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผลผลิตตกต่ำ ภาคเอกชน และเกษตรกรรายใหญ่ ได้มีการพัฒนาสวนเกษตรเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้คนทั่วไปสามารถไปซื้อผลไม้ถึงสวนในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เริ่มจากท่องสวนผลไม้ และขยายไปยังภาคต่างๆ ทั้งในรูปแบบของสวนผลไม้ ปศุสัตว์ และการประมง เช่นเดียวกันกับโครงการหลวงทั้ง 38 แห่งทั่วประเทศ ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวไปชมกิจการเช่นกัน
ส่วนในภาครัฐนั้น เมื่อครั้งที่ นายธงชาติ รักษากุล ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไปบ้างแล้ว เพราะเห็นว่า นอกจากจะทำให้เจ้าของสวนสามารถขายผลผลิตให้แก่นักท่องเที่ยวได้โดยตรง ที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภายในประเทศด้วย
จะเห็นได้หลังจากเมื่อครั้งที่มีการจัด "งานแสดงพืชสวนนานาชาติ แปซิฟิก ฟลอรา 2004" ที่เมืองฮามามัตสึ จ.ชิสึโอกะ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2547 นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรฯ สมัยนั้น พร้อมด้วยนายธงชาติ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ ไปดูงานสวนเกษตรที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดบนเกาะฮอนชู ที่สวน "ฟรุต ปาร์ค" ย่านมิยาโกดะ-โชะ เมืองฮามามัตสึ จ.ชิสึโอกะ เพื่อเป็นแบบอย่างในการที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในประเทศไทย
แม้ช่วงนั้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของภาครัฐไม่ชัดเจนนัก แต่ในปี 2550 สมัยที่ นายทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รัฐบาลกำหนดนโยบายในการที่จะสร้างรายได้เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของประเทศ และสนับสนุนให้มีกระบวนการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนทุกระดับ รวมทั้งปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและการบริการ เพราะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก กรมส่งเสริมการเกษตรสมัยนั้น จึงมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและศูนย์ปฏิบัติการที่ได้รับงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้ง 76 จังหวัดเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน
แต่กระนั้นจากการติดตามและไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ได้รับการส่งเสริมมีเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่หลังจากนั้นเปลี่ยนอธิบดี เปลี่ยนรัฐมนตรี ทำให้สภาพของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งเสื่อมโทรม ที่เกิดจากขาดงบประมาณในการส่งเสริมนั่นเอง เว้นแต่โครงการหลวง และของเอกชนบางราย ที่พัฒนามากขึ้น .
สำหรับการจัดทำโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรครั้งล่าสุดนั้น นายวราเทพ ระบุว่า เพื่อเป็นทางเลือกในการพักผ่อนหย่อนใจ ที่จะได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมกิจกรรม "อันซีน อิน ไทยแลนด์" เพราะภาพรวมของการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยปีละกว่า 1.2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีรายได้ปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท
"รูปแบบของการท่องเที่ยวที่เราวางไว้ ประกอบด้วย อาชีพทางการเกษตร พืช ประมง ปศุสัตว์ ป่าไม้ หรือวิถีการดำรงชีวิตของเกษตรกรที่มีลักษณะพิเศษต่างๆ ซึ่งปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตร มีทั้งที่เป็นหน่วยงานราชการ เอกชน และเกษตรกร ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการกิจการทางการเกษตรและมีกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จเด่นชัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ฉะนั้นเราต้องการผลักดันให้เป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นองค์ความรู้ การให้บริการ ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พร้อมจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวด้วย" นายวราเทพ กล่าว
ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกว่า 882 แห่งทั่วประเทศ ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเรียกดูข้อมูลสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่างๆ จากทั่วประเทศ และในปี 2557 เน้นการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลให้มีความทันสมัย รวมถึงจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการให้มีความรู้ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและการสร้างเครือข่าย อันจะทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นจำนวนมาก และยังมีแผนจะขยายความร่วมมือกับภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายที่จะเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย เมื่อถึงเวลาที่ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558
"การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นการท่องเที่ยวทางเลือกอีกรูปแบบหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมีความชื่นชอบและประทับใจ เพราะนอกจากจะได้รับความรู้ความเพลิดเพลินจากประสบการณ์ตรงของเกษตรกรแล้ว ยังได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมท้องถิ่น และเทคโนโลยีการเกษตรต่างๆ อีกทั้งเป็นการกระจายรายได้โดยตรงสู่เกษตรกร ช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าการท่องเที่ยวเชิงเกษตรยังช่วยให้คนไทยหันกลับมาเที่ยวเมืองไทยให้มากขึ้น" นายโอฬาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากติดตามโครงการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเพียงเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ แต่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมนั้นเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว พอเปลี่ยนอธิบดีและเปลี่ยนรัฐมนตรีทุกอย่างเหมือนเดิม จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ฉบับ "วราเทพ รัตนากร" จะเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ผ่านมา
-----------------------
(ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตร (อีก) คงไม่ใช่เรื่องเล่าที่ไร้รูปธรรม ? : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน )



