
โปรแกรมเมอร์วันธรรมดา ชาวนาวันหยุด
11 ม.ค. 2557
โปรแกรมเมอร์วันธรรมดา ชาวนาวันหยุด : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์
คนทั่วไปอาจมองว่า "ชาวนา" เป็นอาชีพที่ไม่น่าพิสมัยนัก งานหนัก ผลตอบแทนน้อย ยิ่งทำยิ่งจน พ่อแม่ที่เป็นชาวนาพยายามส่งเสียให้ลูกเรียนสูงๆ เพื่อมีงานดีๆ ทำ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่การเป็นชาวนา !
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า "คนรุ่นใหม่" จะไม่คิดสานต่องานของบรรพบุรุษ เพียงแต่ว่าขอให้เขาได้ศึกษา ทดลอง ทำประหนึ่งว่าเป็นงานอดิเรก (ระหว่างที่ยังทำงานประจำ) รวมทั้งหาช่องทางการจำหน่าย แทนที่จะฝากอนาคตไว้ในกำมือพ่อค้าโรงสี หรือรัฐบาล
ดังเช่น ภาวัต พุฒิดาวัฒน์ ที่นิยามตนเองว่าเป็น "โปรแกรมเมอร์วันธรรมดา ชาวนาวันหยุด"
ภาวัต หนุ่มวัย 32 ปี เรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวคอมพิวเตอร์ ปริญญาโทเกี่ยวกับไอที ปัจจุบันเปิดบริษัทให้บริการเกี่ยวกับไอทีที่กรุงเทพฯ เป็นอาจารย์พิเศษให้แก่หน่วยงานต่างๆ และใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ กลับไปเป็นชาวนาที่พิจิตร
ในฐานะทายาทที่อนาคตจะต้องสานต่องานของพ่อแม่ เขาคิดว่าหากไปสานต่อการทำนาแบบเดิมจะไปไม่รอด ต้องหาความรู้ใหม่ที่ถูกต้องให้ที่บ้าน โดยซื้อหนังสือ ซีดี เกี่ยวกับการทำเกษตรให้พ่อมาสามสี่ปีแล้ว
"ผมเป็นลูกชาวนา ผมเห็นว่าการทำนาแบบเก่าไม่ถูกต้อง ใช้ปุ๋ยยา สารเคมีเยอะ ผมเป็นห่วงพ่อแม่ก็พยายามค้นหาการทำนาแบบไม่ใช้สารเคมีเยอะ พอปรับใช้กับที่บ้านประสบความสำเร็จได้หลายอย่างคือ 1) ลดต้นทุน 2) ครอบครัวได้เจอกันมากขึ้น ผมต้องกลับบ้านบ่อย เดิมกลับปีละประมาณสิบวัน เราได้เจอพ่อแม่ เห็นท่านสุขภาพดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น...แต่กว่าจะยอมเปลี่ยนก็ใช้เวลาสองปีกว่า เราต้องยอมรับว่าคนต่างจังหวัดรุ่นพ่อแม่ไม่ค่อยชอบอ่าน มาได้ผลตรงที่มียูทูบ ผมดาวน์โหลดให้ดูว่าการทำนาแบบชาวนาวันหยุด มีคนทำ และได้ผลจริง"
ก่อนหน้านี้ "สุเทพ อภัยภักดิ์" บิดาของภาวัต ก็เหมือนกับเกษตรกรทั่วไป ยิ่งทำนายิ่งเป็นหนี้ จนต้องจากเมืองไทยไปทำงานที่ญี่ปุ่นร่วมสิบปี ได้ซึมซับว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพดีมาก และมีเงินเก็บกลับมาบ้านหลักล้านบาท ทว่า อยู่เมืองไทยแค่ 2-3 ปี เงินก็หมด แถมเป็นหนี้อีกหลายแสน
"ผมอยากจะช่วย ทำนาเองก็ไม่ได้ เพราะเปิดบริษัทส่วนตัวด้วย เรามีวันหยุด ผมชอบปลูกต้นไม้ ชอบธรรมชาติ เอาข้อนี้ไปช่วยที่บ้าน ได้กลับบ้าน ตอนนี้ปลอดหนี้แล้ว แต่ไม่มีเงินเก็บ ตอนที่พ่อกลับมาทำนา เจอปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้งระบาด เลยไปกันใหญ่ ถ้าเป็นชาวนาที่ไม่มีทุน ก็คงไม่สามารถใช้หนี้ได้หมด ยุคของเราเป็นยุคอุตสาหกรรม ทุนอุตสาหกรรมให้เด็กไปเรียนด้านอุตสาหกรรมจนด้านนี้เติบโต กลุ่มอุตสาหกรรมก็เอาเงินกลับมาซื้อการเกษตร ซื้อที่ดิน ขณะที่กลุ่มเกษตรไม่มีการสะสมความรู้เลย มันไม่บาลานซ์กัน"
นอกจากเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรเป็นแบบอินทรีย์แล้ว การจัดการผลผลิตและช่องทางการจำหน่าย เป็นสิ่งที่เขาต้องคำนึงด้วย โดยเน้นการขายเมล็ดพันธุ์ข้าว ดังที่ภาวัตอธิบายว่า เดิมขายข้าวให้แก่โรงสี แต่การรับซื้อไม่แน่นอน จึงพาที่บ้านหนีออกจากโรงสี ทำพันธุ์ข้าวให้ดี ปลูกเพื่อขายเมล็ดพันธุ์
"ตอนนี้พ่อเป็นเหมือนปราชญ์ชาวบ้าน มีคนมาหา ปรึกษา เขาเกิดความภูมิใจในตนเองว่าสิ่งที่เขาทำมีคนสนใจ ส่วนแม่ตอนแรกไม่เห็นด้วย ตอนหลังทำแล้วได้ผลผลิตดี ตอนนี้เขาเปิดใจ ลูกบอกอะไรมา แม่ทำหมด"
บนพื้นที่ 70 ไร่ แบ่งพื้นที่สองไร่ สำหรับปลูกข้าวปลอดสาร พื้นที่ที่เหลือปลูกข้าวเพื่อเก็บพันธุ์ขาย รวมทั้งปลูกผักผลไม้ไว้รอบๆ แปลงนา มีแรงงานสามคน ประกอบด้วย พ่อ แม่ และน้องชาย ที่ออกจากงานประจำจากโรงงานในกรุงเทพฯ แล้วกลับไปช่วยครอบครัวทำนา ซึ่งพ่อจ่ายค่าแรงให้เดือนละ 1.5 หมื่นบาท เงินดีกว่าทำงานในโรงงานซึ่งมีความเสี่ยงสูง
ปกตินา 1 ไร่ผลิตข้าวได้ 800 กิโลกรัมก็นับว่าดีมากแล้ว แต่นาของครอบครัวเขาปลูกข้าวได้ไร่ละ 1.3 ตัน
"เราทำนาปีละ 2 หน เหนื่อยน้อยลงด้วย ทำนาวิธีนี้เราสามารถเดินลงไปจัดการนาได้ง่ายขึ้น เดินไปจัดการหญ้า นาทั่วไป-ใช้น้ำแช่นาตลอด ตั้งแต่ข้าวออกรวง เกี่ยว ลงไปในนา พอจะหว่านปุ๋ยเหมือนเดินในโคลน เดินยาก เราทำแบบนาแห้ง ซึ่งใส่รองเท้าเดินลงนาได้เลย ไม่เหนื่อย ประหยัด ไม่ต้องใช้น้ำเยอะ ใช้น้ำมันน้อยลงเพราะไม่ต้องเติมน้ำมันให้รถไถสูบน้ำเข้านา เราใช้วิธีแกล้งข้าว ทำให้ข้าวแข็งแรงด้วยตัวเอง"
ความรู้เหล่านี้นอกจากได้จากการอ่านจากตำราแล้ว ยังได้รับการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อนสมาชิกเครือข่ายชาวนาวันหยุดด้วยกัน ที่ทดลองทำ เมื่อใครทำอะไรประสบความสำเร็จก็เอาความรู้มาแชร์กัน นัดพบปะกันบ้างแต่ไม่บ่อยนัก เนื่องจากทุกคนทำงานประจำ
"ล่าสุดช่วงปีใหม่ ผมเห็นว่าคนสนใจในการทำนากลับบ้านกันเยอะ และชาวนาก็ว่าง ผมเลยให้เยี่ยมชมแปลงนาที่บ้าน คนขับรถผ่านไปมาแปลกใจว่าทำไมให้คนลงไปย่ำในนา ...จริงๆ เป็นการทำนาแบบดั้งเดิมที่ไม่มีระบบชลประทาน ต้องรอน้ำฝนอย่างเดียว...เท่าที่ศึกษามาชาวนา 70 เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้มากกว่าแสนบาท จำนวนหนึ่งเป็นหนี้ชนิดที่ว่าใช้หนี้ชาตินี้ก็ไม่หมด หากเราไม่ช่วยเขาแล้วใครจะช่วย เราอยู่ในเมืองได้ข้อมูลข่าวสารเยอะกว่าเขา อย่างพ่อเวลาเปิดวิทยุหรือดูมวย ก็มีแต่โฆษณายาฆ่าแมลง สารเคมีทำเกษตร ผมอยากให้คนเห็นตรงนี้ด้วย ไม่ใช่เราทิ้งเขา หรือกลับไปเฉพาะวันหยุด"
ตอนนี้พ่อแม่ภูมิใจมาก ปกติชาวนาเจอกันไม่คุยเรื่องทำนา เพราะมีแต่เรื่องเจ็บปวด โดนค่าปุ๋ย ค่ายา ไม่ได้เงินจากองค์การ ตอนนี้เปลี่ยนไป ชาวนาคุยวิธีการทำนา ทำไงลดต้นทุน เมื่อก่อนตอนที่ชาวนาฉีดยาฆ่าแมลง จะฉีกฉลากทิ้ง ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองใช้อะไร ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว สังคมเริ่มเปลี่ยน
"พันธุ์ข้าวที่ปลูกขาย เป็นพันธุ์บริสุทธิ์จากกรมการข้าว มาเพาะพันธุ์ ซึ่งนำไปปลูกต่อได้อีก 4 รอบ ฤดูกาลนี้จะเริ่มคัดเมล็ดพันธุ์ไว้เองแล้ว เลือกรวงดีที่สุด คัดพันธุ์เก็บไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไป ชาวนาต้องการเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ทุกครั้งพ่อเกี่ยวข้าวคนก็เอาเงินสดมาซื้อพันธุ์เลย สเต็ปถัดไปอยากทำข้าวอินทรีย์ ตอนนี้ปลูก 2 ไร่ ปัญหาของคนทำข้าวปลอดสารคือ เวลาเกี่ยวข้าวเสร็จต้องรอลุ้นว่าใครจะมาซื้อ หากคนซื้อน้อยต้องตุนเยอะ"
สำหรับข้าวอินทรีย์เบื้องต้นจะทดลองทำและขายในชุมชนก่อน
"เราอยากขายที่กรุงเทพฯ มาก แต่ค่าขนส่งแพง เราไม่มีรถกระบะ จึงเริ่มง่ายๆ ขายคนในชุมชน ซึ่งปลูกข้าวขาย แต่ไม่กินข้าวที่ตัวเองปลูก มีแค่สองเปอร์เซ็นต์ที่ปลูกข้าวแล้วกินเอง ไม่มีใครทำ เขามองว่ามันยุ่งยาก ที่พอเกี่ยวข้าวเสร็จปุ๊บ ต้องมาตาก สี หากขายให้โรงสีเกี่ยวเสร็จปุ๊บขายได้เลย ผมกำลังช่วยคิดกับกลุ่มชาวนาที่บ้าน ให้ทุกคนแบ่งพื้นที่ครอบครัวละสองไร่มาปลูกข้าวอินทรีย์ เอาผลผลิตมารวมกัน ขายให้คนในชุมชนก่อน พอมีฐานลูกค้าในการซื้อ ถ้าเหลือก็ขายต่างจังหวัด ยังเป็นสิ่งยากอยู่ แต่ผมพยายามทำ"
ภาวัตบอกว่าแนวร่วมที่บ้านเกิดยังมีน้อยมาก แต่เขาเชื่อว่าเทรนด์กำลังไปทางนี้ สังคมคนเมืองอยากกินข้าวปลอดสาร โดยยกตัวอย่างว่าเขาเอาข้าวปลอดสารจากนาที่บ้านมาขายใน กทม. กิโลกรัมละ 150 บาท ยังมีคนซื้อ!
ทำไมถึงชื่อชาวนาวันหยุด?
"ผมเคยสอบถามคุณสุภชัย ปิติวุฒิ ผู้ริเริ่มกลุ่ม เหมือนกับเริ่มจากในญี่ปุ่น เป็นสังคมคนแก่เยอะ เกษตรกรน้อยลง คนทำงานในเมืองอย่างเรา เบื่อสังคมเมืองอยากกลับไปบาลานซ์อยู่ต่างจังหวัด เป็นฟาร์มเมอร์วีคเอนด์ ก็เลยลองทำ หากมีผลตอบรับน่าจะดี สงสารพ่อกับแม่ด้วย อยากลดค่าใช้จ่ายด้วย พ่อแม่ทำนาที่บ้านมี 70 ไร่เยอะครับ ถึงทิ้งไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าทำนาลดต้นทุนเป็น เป็นรายได้ที่ดีมาก ผมก็เตรียมพร้อม ตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ เอาตัวรอดแล้ว แต่ให้พ่อแม่มาอยู่ด้วยเขาคงไม่มา เราทำยังไงให้เขาอยู่ที่บ้านรอดและมีความสุขด้วย"
นั่นเป็นสาเหตุที่โปรแกรมเมอร์หนุ่ม ศึกษาค้นคว้า หาทางเลือกใหม่ๆ ในการทำนาให้แก่พ่อแม่
"ผมติดอินเทอร์เน็ตให้ที่บ้าน พ่อมีเฟซบุ๊ก และอัพรูปเองได้ ผมเอาไอแพดให้พ่อใช้ด้วย วันก่อนเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรไปชมแปลงนา พ่อเปิดไอแพดให้ดูนี่รูปเป็นอย่างนี้ ก่อนแกล้งข้าว หลังแกล้งข้าว เจ้าหน้าที่เขายังใช้ไม่เป็นเลย ที่บ้านอยู่กันสามคน เรามีสวนผลไม้ ปลูกผักรอบแปลงนาด้วย สามคนอาทิตย์หนึ่งใช้เงิน 500 บาท หากอยู่ในเมืองทำไม่ได้ เพราะต้องซื้อทุกอย่าง"
"กำลังสร้างระบบว่า หากใครต้องการกินข้าวของผม ให้ลงทะเบียนสมาชิกไว้ ผมการันตีว่าคุณจะได้กินข้าวสีสดใหม่ทั้งปี คำนวณว่าบ้านคุณมี่กี่คน กินข้าวปีละเท่าไร ทำเป็นโปรแกรมง่ายๆ คอยเตือนว่าเดือนนี้ข้าวคุณหมดแล้วนะ แล้วเอาข้าวไปให้ แต่เรียกเก็บเงินก่อน กำลังทำระบบนี้อยู่ อนาคตและเทรนด์เป็นอย่างนี้ จะเริ่มทำในหมู่บ้านที่พิจิตรก่อน" ก่อนปิดท้ายว่า
"ผมสนใจทำนาเพราะมีที่ดินอยู่แล้ว หากวันหนึ่งเบื่อและกลับไปทำอยู่ต่างจังหวัด ก็มีวิธีทำนาที่ถูกต้อง มีลูกค้าอยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง...ความรู้เกี่ยวกับไอทีคนมีเงินก็ซื้อได้ แต่อาหาร-ไม่ใช่ แล้วเราจะทิ้งทำไม"
....................................
(โปรแกรมเมอร์วันธรรมดา ชาวนาวันหยุด : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์)



