
เปิด'ครัวบรรเลง'ให้ครื้นเครงลิ้น
เปิด'ครัวบรรเลง'ให้ครื้นเครงลิ้น : คอลัมน์ชวนชิม
บนถนนเศรษฐศิริ ย่านพระราม 6 ถึงแม้จะเป็นถนนสายสั้นและแคบ ทว่าสองฟากฝั่งเรียงรายไปด้วยร้านอาหารชื่อดังไม่ต่ำกว่า 3 ร้าน ยังไม่นับบริเวณใกล้เคียงอีกนับไม่ถ้วนราวกับดอกเห็ด...แต่สัปดาห์นี้อยากชวนผู้อ่านไปชิมอาหารไทยแท้ แม้ไม่ถึงขนาดเป็นอาหารโบราณต้นตำรับ ทว่าก็ใช่ว่าจะหาทานที่ไหนได้ง่ายๆ นั่นเป็นเพราะบางจานถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ขณะที่อีกหลายๆ จานได้รับการสร้างสรรค์จากฝีไม้ฝีมือของลูกๆ หลานๆ ทำชิมกันเองภายในครอบครัวแล้วค่อยส่งออกมาขึ้นเมนูของ "ครัวบรรเลง"
หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ที่ตรงบริเวณนี้ เคยเป็นร้านอาหาร "โชติรส" ซึ่งนับว่าเป็นร้านอาหารเจ้าแรกที่เปิดให้บริการในย่านนี้ ซึ่งเจ้าของหรือผู้ริเริ่มก็คือ "ครูบรรเลง" ทายาทของคุณย่า "โชติ" (ที่มาของชื่อร้านโชติรส) ภรรยาของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นั่นเอง ครั้นต่อมาด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้ตัดสินใจหยุดกิจการ "ครัวโชติรส" แล้วจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะขึ้นแทน เพื่อสอนดนตรีให้แก่ผู้สนใจ กระทั่งเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา "เจเนอเรชั่นใหม่" ก็ตัดสินใจเปิดร้านอาหารอีกครั้ง โดยคราวนี้เลือกใช้ชื่อว่า "ครัวบรรเลง" เน้นปรุงสดๆ เรียกว่า "เจ้าของบ้านทานยังไง ลูกค้าก็ต้องได้ทานอย่างนั้น" เมื่อผสานกับบรรยากาศภายในอาคารปูนเปือยเรียบๆ กรุกระจกใสส่งผลให้ร้านแลดูโปร่งและโล่งสบายตา ตกแต่งภายในด้วยของสะสมตามความชื่นชอบของลูกๆ หลานๆ อาทิ กระป๋องน้ำอัดลม หนังสืออ่านเล่น เครื่องสาย แผ่นเสียง ฯลฯ แม้แต่โต๊ะเก้าอี้ก็เป็นเครื่องเรือนจากของเก่าที่เจ้าของเคยใช้กันอยู่ ช่วยส่งอารมณ์ให้เหมือนนั่งอยู่ที่บ้านของตัวเอง..ตามความต้องการเจ้าของร้าน
อย่ารอช้า มาลงมือบรรเลงจานแรกในเมนู "บรรเลงอร่อยเหาะ" หมวดอาหารเรียกน้ำย่อย "ยำหัวปลี" หลายคนอาจจะเมินจานนี้โดยเฉพาะรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยคุ้นชินกับผักพื้นบ้าน แต่อยากบอกว่า สำหรับเวอร์ชั่นของร้านมีดีตรงที่ทานได้ไม่ต้องยั้งเพราะเน้นสมุนไพรในรั้วบ้านและไม่มีรสหวานนำ จึงพอสรุปได้ว่าให้พลังงานน้อยเหมาะสำหรับนักชิมที่ต้องการรักษาหุ่นอย่างยิ่ง ส่วนในหมวด "บรรเลงเรียกน้ำย่อย" ที่ต้องพูดถึงคือ "ไก่ทิวลิป" ความจริงจานนี้เป็นเมนูใหม่ได้สูตรมาจากทายาทรุ่นปัจจุบันผู้มีความรักในการปรุงอาหารจึงคิดค้นสูตรไก่ทอดกับเพื่อนๆ แล้วทำขายได้กำรี้กำไรเป็นกอบเป็นกำมาแล้ว ด้วยว่าทั้งรสชาติและคุณภาพไม่ด้อยว่าไก่ทอดแบรนด์เนมราคาแพงเลยซักนิด
ขณะที่อาหารในหมวด "บรรเลงล้อมวง" ก็มี ตัวชูโรงอย่าง "หมูเผ็ดสูตรคุณย่า" ซึ่งเจ้าของร้านเล่าว่า เป็นสูตรดั้งเดิมของครอบครัว ที่ตกทอดมาจากคุณย่าโชติแม่ของครูบรรเลง จานนี้ไม่ใช่อาหารโบราณ อีกทั้งส่วนประกอบและวิธีปรุงไม่ซับซ้อน ทว่าให้รสชาติเข้มข้น ด้วยการนำเอาเนื้อหมูหมักจนนุ่มแล้วค่อยผัดกับกระเทียม รากผักชี พริกขี้หนู จะกินคู่กับข้าวสวยหรือขนมปังก็ได้ แถมเก็บไว้ทานได้นานหลายวันอีกด้วย "แกงจืดกะเพราหมูสับ" ก็เป็นจานที่เชื่อว่าน่าจะหาซดได้แห่งเดียวที่นี่เท่านั้น เพราะเริ่มจากการทำทานกันเองในครอบครัว จนได้รับฉันทามติจากสมาชิกให้บรรจุเข้าเมนู "บรรเลงคล่องคอ" สำหรับรสชาติของแกงจืดถ้วยนี้แน่นอนว่าต้องมีกลิ่นหอมใบกะเพราเป็นตัวนำคล้ายๆ ต้มโคล้งแต่ต่างกันตรงที่กลมกล่อมไร้รสเผ็ดซดได้ซดดีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อีกหนึ่งจานที่ลูกค้ารุ่นใหญ่ไปเมื่อใดเป็นต้องเรียกหา "หมูสับปลาเค็ม" เสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียงมะนาวและพริกขี้หนูซอย ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวต้มกุ๊ย
ความจริงเมนูของ "ครัวบรรเลง" นั้นมีให้เลือกชิมหลายหมวดหมู่ด้วยกันทั้ง "บรรเลงคล่องคอ" เน้นอาหารประเภทซุป "บรรเลงล้อมวง" สั่งเป็นจานแล้วทานด้วยกัน "บรรเลงเดี่ยว" อาหารจานเดียว และ "บรรเลงกินเส้น" ประเภทก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ สำหรับผู้ที่จะไปลิ้มรส หากเป็นช่วงมื้อกลางวันและขับรถไปเองแนะนำให้โทรศัพท์สอบถามกันก่อน ประการแรกเพราะที่จอดรถค่อนข้างจำกัด ประการต่อมาร้านปิดทุกวันอังคาร ส่วนเวลาที่ให้บริการ 11.00-20.00 น.และรับได้เต็มที่ประมาณ 40-50 ท่านเท่านั้น ที่สำคัญเน้นจำหน่ายแต่อาหารเป็นหลัก สำหรับนักดื่มต้องทำใจเนื่องจากไม่มีจำหน่าย
......................
(เปิด'ครัวบรรเลง'ให้ครื้นเครงลิ้น : คอลัมน์ชวนชิม)



