ไลฟ์สไตล์

ทีมแพทย์ตั้งหน่วยบริการ26จุด

ทีมแพทย์ตั้งหน่วยบริการ26จุด

09 ม.ค. 2557

ทีมแพทย์เตรียมตั้งหน่วยบริการ 26 จุดดูแลผู้ชุมนุมชัตดาวน์กทม. ด้าน สธ.รับดูแล 5 จุด โซนเหนือตั้งแต่ห้าแยกลาดพร้าว ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแยกพญาไท

               9 ม.ค.57 เมื่อเวลา 11.00 น. นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังประชุมเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์การเมืองวันชัตดาวน์กรุงเทพฯ 13 ม.ค.2557  ว่า ที่ประชุมได้หารือเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของกทม.และภูมิภาค โดยจะดำเนินการใน 2 ภารกิจ คือ 1.การดูแลสุขภาพผู้ชุมนุม ซึ่งวันที่ 13 ม.ค.จะมีการชุมนุมอยู่หลายจุด ซึ่งการดูแลสุขภาพผู้ชุมนุมนั้น สธ.จะประสานร่วมกับกทม.ตั้งจุดบริการ 26 จุด เป็นหน่วยบริการของกรมการแพทย์ สธ.จำนวน 6 จุด คือ ถนนสีลม (บางรัก) ดูแลโดย รพ.เลิดสิน แยกราชเทวี ดูแลโดยสถาบันประสาทวิทยา ประตูน้ำ ดูแลโดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมาหราชินี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ดูแลโดย รพ.ราชวิถี แยกพญาไท ดูแลโดย รพ.สงฆ์ ดินแดง ดูแลโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และห้าแยกลาดพร้าว ดูแลโดยสถาบันโรคทรวงอก และสถาบันธัญญารักษ์

              นพ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า 2.การเตรียมสถานการณ์ฉุกเฉิน มี 2 เรื่องคือ เตรียมพร้อมหน่วยกู้ชีพ โดยเตรียมทีมกู้ชีพชั้นสูง (ALS) จำนวน 18 จังหวัด โดยเบื้องต้นในส่วนของสธ.มี 7 ทีม เป็นของ รพ.ราชวิถี 2 ทีม และภูมิภาค 5 ทีม จาก จ.กาฬสินธุ์ อุดรธานี สุรินทร์ สระแก้ว และนครสวรรค์ รับผิดชอบ กทม.ตอนเหนือ ตั้งแต่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและแยกพญาไท โดยมีทีมสำรองในที่ตั้งอีก 18 ทีม และเตรียมความพร้อมโรงพยาบาลรอบ กทม. 8 แห่ง ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี และฉะเชิงเทรา แบบเต้มอัตรากำลัง ทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ เลือด ออกซิเจน บุคลากรทางการแพทย์ เตียง ห้องไอ.ซี.ยู. ห้องผ่าตัด  เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์หากไม่สามารถส่งต่อผู้ป่วยไปตามโรงพยาบาลใน กทม.ได้ เนื่องจากการจราจรติดขัดก็จะกระจายส่งผู้ป่วยมายังปริมณฑล อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) เพื่อขอความร่วมมือในการกำหนดให้เส้นทางด่วนไว้ไปที่ส่งต่อผู้ป่วยห้ามมิให้มีการจอดรถบนทางด่วน เพื่อเคลียร์เส้นทาง นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลนอกสังกัด เช่น รพ.ชลประทาน รพ.ธรรมศาสตร์รังสิต รพ.พระปิ่นเกล้า รพ.ภูมิพล รพ.สิริกิติ์ รพ. บางปะกอก 9

            "ทั้งนี้ การดำเนินการจะใช้ศูนย์สั่งการเป็นระบบวิทยุในการประสานส่งตัวผู้บาดเจ็บ ผ่านหมายเลข 1646 1669 และ 02-354-8222 พร้อมเตรียมใช้ทางด่วนยมราช โทลเวย์เป็นจุดในการส่งต่อผู้บาดเจ็บ สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการรับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลยังสามารถรับบริการได้ตามปกติกรณีฉุกเฉิน สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้มีการเลื่อนวันนัดในการพบแพทย์ออกไปอีก 1 สัปดาห์ เพื่อความสะดวกปลอดภัยของผู้ป่วย" ปลัด สธ. กล่าว

             ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี กปปส.นนทบุรี อาจมีการชุมนุมและปิดบริเวณแยกแคราย และสะพานพระราม 7 จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการดูแลผู้ชุมนุมของ สธ.หรือไม่ นพ.ณรงค์ กล่าวว่า สธ.ได้เจรจากับ กปปส.นนทบุรีแล้วว่า บริเวณ สธ.เป็นจุดซึ่งดูแลเรื่องสภาวะฉุกเฉิน และต้องเชื่อมต่อกับภูมิภาคต่างๆ ก็ได้มีการเจรจาทำความเข้าใจกันแล้ว

             สำหรับจุดตั้งหน่วยบริการ 26 จุดในวันที่ 13 ม.ค. มีดังนี้ 1.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดย รพ.สิรินธร 2.สะพานผ่านฟ้า โดย รพ.ราชพิพัฒน์ 3.หอศิลป์ (สยามสแควร์) โดยศูนย์เอราวัณ มุลนิธิ และ รพ.กลาง 4.แยกราชประสงค์ โดย รพ.ตำรวจ 5.ชิดลม โดยศูนย์เอราวัณ มูลนิธิ และ รพ.ตากสิน 6.แยกอโศก-มนตรี โดย รพ.เจริญกรุง

             7.แยกอโศก-เพชรบุรี โดย รพ.กรุงเทพฯ 8.เยาวราช โดย รพ.กลาง มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง 9.สถานีรถไฟหัวลำโพง โดย รพ.ลาดกระบัง10.วัดหัวลำโพง โดยมูลนิธิร่วมกตัญญู

             11.สามย่าน โดยสภากาชาดไทย 12.อังรีดูนังต์ โดยสภากาชาดไทย 13.แยกเฉลิมเผ่า โดยสภากาชาดไทย 14.แยกศาลาแดง โดยสภากาชาดไทย และ รพ.จุฬาลงกรณ์

             15.ถนนสีลม (บางรัก) โดย รพ.เลิดสิน 16.คลองเตย โดย ศูนย์เอราวัณ 17.ปากซอยทองหล่อ โดย ศูนย์เอราวัณ 18.แยกอุรุพงษ์ โดย รพ.รามาธิบดี19.แยกราชเทวี โดยสถาบันประสาทวิทยา 20.ประตูน้ำ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 21.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดย รพ.ราชวิถี 22.แยกพญาไท โดย รพ.สงฆ์ 23.ดินแดง โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 24.ห้าแยกลาดพร้าว โดย สถาบันโรคทรวงอก และ สถาบันธัญญารักษ์ 25.ศูนย์ราชการ โดย รพ.ตากสิน และ 26.พื้นที่โซน 1 โดย รพ.วชิรพยาบาล

 

 

"สพฉ."เข็น4มาตรการรับมือ13ม.ค.

 

               นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการชุมนุมใหญ่ของกปปส.ในวันที่ 13 ม.ค.ว่า ทางสพฉ.จะร่วมกับสภากาชาดไทยในการผลักดันให้เกิดความปลอดภัยกับทั้งเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยเหลือผู้ชุมนุมหากเกิดการประทะขึ้น โดยในเบื้องต้นจะพยายามผลักดันใน 4 เรื่องมาตรการหลัก ได้แก่ 1.จะมีการประสานงานกับผู้ร่วมให้ความช่วยเหลือทุกหน่วย ทั้งจากศูนย์เอราวัณของกรุงเทพและโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขให้มีการจัดลงทะเบียนผู้มาร่วมช่วยเหลือเพื่อให้มีความเป็นระบบและเกิดความปลอดภัยกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน

              2.ให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนทุกสังกัดใส่สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า มาเพื่อให้ความช่วยเหลือไม่เกี่ยวกับการเมือง 3.จะมีการเตือนและประสานให้เจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นโดยยึดตามหลักสากล และ 4.ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โดยหากเห็นรถกู้ชีพฉุกเฉินหรือแอมบูแลนซ์เปิดไฟไซเรนก็ขอให้เปิดทางให้รถสามารถผ่านเพื่อลำเลียงผู้ป่วยอกจากพื้นที่ได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ได้รับบาดเจ็บ

              ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จะมีการแทรกซึมขนอาวุธมากับรถพยาบาลทางสพฉ.จะมีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นพ.อนุชา กล่าวว่า ถ้าเป็นรถพยาบาลที่เป็นไปตามระบบนั้นก็จะมีมาตรการดูแลอยู่แล้วแต่ตนไม่สามารถตอบได้หากมีรถอื่นๆ แต่งตัวคล้ายผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้ามา ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดหลักอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามในส่วนของรถกู้ชีพเวลามีการส่งเวรต่อกันในทุกๆ รอบของการขนย้ายคนเจ็บก็จะมีการตรวจสอบกันอยู่แล้ว ดังนั้น จึงอยากให้มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่มีใครเลือกข้าง และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทุกฝ่าย

              ด้านนพ.พิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สำหรับการสำรองโลหิตของสภากาชาดคาดว่า จะไม่มีปัญหาโดยเบื้องต้นทางสภากาชาดไทยจะมีการสำรองโลหิตไว้ประมาณวันละ 400 ยูนิต ส่วนปัญหาเรื่องการเดินทางมาบริจาคโลหิตนั้น ทางสภากาชาดได้มีการเตรียมรถไว้ออกไปบริการรับบริจาคโลหิตจากประชาชนตามจุดต่างๆ ของกรุงเทพอยู่แล้ว อาทิ เดอะมอลล์บางนา เซ็ลทรัลบางนา เซ็ลทรัลลาดพร้าว เป็นต้น ทั้งนี้ ในส่วนของการลำเลียงโลหิตในภาวะฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลต่างๆ นั้น ทางสภากาชาดก็จะมีการใช้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส รถมอเตอร์ไซค์ มาช่วยในการขนย้ายโลหิต ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจในการให้บริการและไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องดังกล่าว

                

 .....................................

(ขอบคุณภาพ :  ‏@Wipa_Pinkaew)