ไลฟ์สไตล์

เปิดโลกทัศน์3เยาวชนไทยจุดประกายต้นแบบนักอนุรักษ์

เปิดโลกทัศน์3เยาวชนไทยจุดประกายต้นแบบนักอนุรักษ์

04 ม.ค. 2557

เปิดโลกทัศน์3เยาวชนไทยจุดประกายต้นแบบนักอนุรักษ์ : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน

              "ปิง" ยศพล หาญวณิชย์เวช นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ "น้ำตาล" วรรณิดา แซ่ตั้ง นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ "น้ำผึ้ง" สโรชา เท่งฮะ นึกศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการบัญชี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คือ 3 ตัวแทนเยาวชนไทยที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการ "ทูตเยาวชนสิ่งแวดล้อม" (BAYER Young Environment Envoy) ร่วมกับ UNEP (United Nations Environment Programme) โดยการคัดเลือกนั้นเป็นการแข่งขันจากการประกวดโครงงาน

              โครงการที่ว่านี้ "ไบเออร์" ได้จัดโดยนำเยาวชนจากประเทศต่างๆ ที่บริษัทไปตั้งสาขามาใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อดูงานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของเมืองเลเวอร์คูเซน พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องดิน น้ำ อากาศ การจัดการขยะ ฯลฯ และที่สำคัญปีนี้ยังมีประเด็นพิเศษเรื่อง "อาหารเหลือทิ้ง" หรือ "Food Waste" ที่ทั้งเป็นภาระต่อการกำจัด และถือเป็นความสิ้นเปลืองพลังงานในสร้างขึ้นมา

              "ปิง" หนุ่มนักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่มีพลังล้นเหลือพูดจาแคล่วคล่อง เป็นผู้มีโอกาสนำเสนอโครงงานของเขาต่อคณะกรรมการชาวต่างชาติ เขาเล่าว่า โครงการวิจัยของเขาเป็นการรักษาคุณภาพของสับปะรด เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนขึ้น แดดที่จัดขึ้นทำให้สับปะรดไม่สมบูรณ์ ชาวสวนจึงต้องนำกระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อผลสับปะรด

              แต่การใช้กระดาษหนังสิอพิมพ์นั้น เปลืองทั้งเงิน ทั้งเวลา และทรัพยากร อีกทั้งยังทิ้งสารตกค้างในดิน เขาจึงคิดค้นสิ่งทดแทนคือ การนำ "ดินขาว" เกรดต่ำเหลือจากการผลิตทางอุตสาหกรรม มาผสมน้ำ และฉีดพ่นเพื่อเคลือบผลสับปะรด เพื่อให้สับปะรดมีสีขาวสะท้อนความร้อนออกไป ผลคืออุณหภูมิสับปะรดที่ได้รับการเคลือบลดลง ผลผลิตสมบูรณ์ขึ้น

              ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียเวลาในการห่อสับปะรดทีละผล แถมยังราคาถูกกว่ากันแบบเห็นๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ทิ้งสารตกค้าง เพราะดินขาวเป็นวัตถุดิบตามธรรมชาติ

              "น้ำตาล" ภายใต้กรอบแว่นสาวน้อยตัวเล็ก ท่าทางขี้อายนั้น เธอเป็นนักเรียนทุนของ สสวท. เช่นเดียวกับ "ปิง" โครงการที่เธอศึกษาและวิจัยนั้น เรียกได้ว่า แค่ฟังชื่อก็เป็นวิทยาศาสตร์ คือศึกษา "ประสิทธิภาพการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ของ ฟิโลเดนดอน" แค่ได้ยินชื่อก็เล่นเอาปวดหัวไปแปดตลบ

              จนเราต้องสอบถามว่าคืออะไรกันแน่ "น้ำตาล" อธิบายให้ฟังว่า "ฟิโลเดนดอน" เป็นพืชที่กำลังได้รับความนิยม เพราะเป็นพืชขนาดเล็ก ไม่ต้องการแสงมากนัก จึงเหมาะกับการปลูกในคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวกรุงผู้ที่ซึ่งถูกจำกัดพื้นที่

              นอกจากนี้สภาพในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยมลภาวะ เธอจึงศึกษาต้นไม้ที่จะปลูกในคอนโดมิเนียมหรือห้องพักอาศัยขนาดเล็ก เพื่อใช้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และมาลงตัวด้วยพืชชนิดนี้นี่เอง แม้งานวิจัยจะยังไม่สมบูรณ์แต่หากสำเร็จเชื่อว่าจะช่วยให้คนกรุงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน

              และเมื่อเราไปหาข้อมูลเพิ่มเติมยังพบว่า พืชชนิดนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสวยงามของใบแล้วยังมีหลากหลายสายพันธุ์อีกด้วย

              "น้ำผึ้ง" สาวน้อยร่างใหญ่ ผู้อารมณ์ดี ซึ่งเธอต่างจากสองคนข้างต้น เพราะแม้มาจากมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเกษตรอย่าง "แม่โจ้" แต่เธอมิได้เรียนสายวิทยาศาสตร์ หรือสายทางการเกษตร แต่เธอเป็นผู้เดียวที่เรียนบัญชี สร้างความแปลกใจให้แก่เราไม่น้อย

              โครงการของผึ้งที่เป็นเหมือนใบผ่านทางนำเธอมายังประเทศเยอรมนี คือการที่ไปสอนให้โรงเรียนในพื้นที่ที่เธอศึกษาอยู่เพาะเห็ด โดยนำซังข้าวโพด ที่เหลือจากการเพาะปลูกปกติไปเป็นอุปกรณ์ในการเพาะ

              ฟังดูไม่น่ามีอะไรพิเศษ หากปัญหาของเชียงใหม่ไม่อยู่ที่หมอกควัน ซึ่งเกิดจากการที่ชาวบ้านเผาฟางข้าว ซังข้าวโพด จากโครงการนี้สามารถลดการเผาซังข้าวโพดได้ถึง 1 แสนกิโลกรัม

              ไม่เพียงเท่านั้น การทำเช่นนี้ไม่ได้อยู่ในวิชาเรียนของเธอ หากแต่ "น้ำผึ้ง" ขวนขวายที่จะทำขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยการตั้ง "ชมรมรากแก้ว" โดยเข้าไปหาอาจารย์ในโรงเรียนเป้าหมาย เพื่อขอไปสอนในลักษณะอาสาสมัคร ซึ่งโรงเรียนก็ให้โอกาส และในที่สุดโครงการก็ประสบความสำเร็จ จนถึงขนาดลดค่าอาหารของโรงเรียนได้ และล่าสุดมีการรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแล้ว เริ่มทำงานเมื่อธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีชาวบ้าน 100 กว่าครัวเรือนเข้าร่วม

              เมื่อถามว่า ทำไมเธอถึงเลือกทำตรงนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องทำก็ได้ คำตอบที่เราได้อยู่ที่ว่า "อาจจะดูเกินไปนะ แต่ผึ้งมีไอดอลเป็นในหลวง"

เรียนรู้สู่ยั่งยืนกับไบเออร์


              คงไม่มีใครปฏิเสธว่าปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของโลกในขณะนี้ และนำมาซึ่งสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเป็นปัญหา ซึ่งแม้ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็คงรู้สึกได้ด้วยประสาทสัมผัสของตัวเอง

              แน่นอนว่าบริษัทอุตสาหกรรมขนาดยักษ์จำเป็นต้องช่วยเหลือและเยียวยาในทุกๆ ทาง เพราะพูดถึงเรื่องนี้ทีไรพวกเขามักจะตกเป็นจำเลยร่วมอันดับต้นๆ ดังนั้น โครงการต่างๆ จึงถูกผลักดันออกมา ทั้งการบำบัด การเสริมสร้าง และสร้างจิตสำนึกร่วมให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่

              บริษัท "BAYER" ก็เป็นหนึ่งในนั้น "ไบเออร์" เป็นบริษัทอุตสาหกรรมข้ามชาติ ที่มีไลน์ธุรกิจมหาศาลไม่ว่าจะเป็นที่รู้จักกันอย่าง "ยา" หรือ "อาหาร" ยังไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต่างๆ ทั้งยังตั้งอยู่ในเมืองอุตสาหกรรมของเยอรมนีอย่าง "เลเวอร์คูเซน" หนึ่งในเมืองที่เคยเต็มไปด้วยมลพิษจากอุตสาหกรรม "ไบเออร์" จึงจัดโครงการ "ทูตเยาวชนสิ่งแวดล้อม" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

              เมื่อ "ทูตเยาวชนสิ่งแวดล้อม" พร้อมคณะ ลัดฟ้าไปถึงประเทศเยอรมนี เราก็ได้พบเห็นในหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้บทเรียนเริ่มต้นที่สนาม "Bay Arena" สนามของทีม BAYER Leverkusen ทีมฟุตบอลในบุนเดสลีกา ซึ่งไบเออร์มิใช่เป็นเพียงสปอนเซอร์เหมือนกับที่อื่น แต่ที่นี่ไบเออร์คือเจ้าของ เพราะจุดเริ่มต้นของสโมสรก็มาจากการก่อตั้งโดยคนที่ทำงานในบริษัทนั่นเอง

              สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับทริปนี้คือ รถ "Lumbricus" ซึ่งเป็นรถบรรทุกดัดแปลงขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีไว้เพื่อตระเวนสอนและให้ความรู้แก่เด็กจากชุมชนต่างๆ โดยในรถอัดแน่นไว้ด้วยอุปกรณ์ทดสอบและทดลองวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดระดับเสียง เครื่องจัดเก็บตัวอย่างน้ำ อุปกรณ์ทดสอบดิน ฯลฯ ที่สำคัญคือเยาวชนที่ผ่านการเรียนรู้จากรถนี้จะรักและเข้าใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมขึ้นอีกโข

              เช่นเดียวกับ "โรงเรียนน้ำ" ซึ่งอยู่ในโรงบำบัดน้ำเสีย "Villa Olki" ซึ่งสร้างความรู้ว่าเมื่อก่อนเมืองแห่งนี้มีสภาพน้ำเช่นไร และเราจะบำบัดอย่างไร อุปกรณ์ทดลองเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และวิทยากรที่สร้างสีสัน สำหรับโรงบำบัดน้ำเสีย เจ้าหน้าที่ระบุว่าความปรารถนาสูงสุดคือจะบำบัดแม่น้ำไรน์ ช่วงที่ไหลผ่านเมืองทั้ง 100% แต่นาทีนี้ยังทำได้แค่ 50% แต่สำหรับเราแค่นี้ก็ถือว่ามหัศจรรย์แล้ว เพราะน้ำที่ไหลผ่านเมืองครึ่งหนึ่งจะถูกนำมาบำบัด

              โรงกำจัดขยะของเมืองเลเวอร์คูเซน สามารถกำจัดขยะอุตสาหกรรมได้อย่างมีคุณภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนแทบไม่เหลือมลพิษหลุดรอดออกมา ด้วยทั้งเทคโนโลยีและขนาดของโรงกำจัดขยะแห่งนี้เราไพล่จินตนาการไปว่า นี่คือโรงงานสร้างหุ่นยนต์ในหนังเรื่อง Pacific Rim กันเลยทีเดียว !!!

              สุดท้าย สำหรับแล็บของทางบริษัท ที่นี่เป็นที่พัฒนาพันธุ์พืช เจ้าภาพได้เปิดโอกาสให้ทูตเยาวชนได้ร่วมเรียนรู้ทดลองเกี่ยวกับพันธุ์พืช การทำเอทานอล จากแล็บระดับโลก

              แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดโครงการทูตเยาวชนสิ่งแวดล้อมนี้ อยู่ที่การให้เยาวชนของแต่ละชาติมาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น หลายคนไม่ได้มาจากสายวิทยาศาสตร์ หากแต่ทำโครงการที่น่าสนใจ อาทิ คาร์พูล การผลิตเฟอร์นิเจอร์จากหลอดยาสีฟัน หรือการให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมกับคนในชุมชน หรืออย่างโครงการที่ชนะเลิศจากประเทศเคนยา คือ นำขยะถุงพลาสติกมาหมักเป็นขยะอินทรีย์

              หลายคนมีความเห็นต่างและนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ เช่นช่วงบรรยายเรื่อง "อาหารที่ถูกทิ้ง" ซึ่งพยายามบอกกับผู้ฟังว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญของโลก เพราะการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย การเลือกบริโภคเฉพาะของดีที่สุด ทำให้เกิดปัญหาขยะ ปัญหาการสิ้นเปลืองในขั้นตอนการผลิต แต่กลับถูกโต้แย้งจากเยาวชนแอฟริกาว่า ประเทศของเขาไม่มีปัญหานี้ เพราะปัญหาของเขาคือทำอย่างไรจึงจะพอกิน ทำเอาคนที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้วและเลือกมากในการบริโภค ต้องหันกลับมามองตัวเองว่ากำลังเป็นปัญหากับผู้อื่นหรือไม่

              แม้แต่เด็กไทยเองก็ยอมรับว่าการเข้าค่ายครั้งนี้ทำให้มองอะไรได้กว้างขึ้นและมองทั้งระบบ

              เสียดายโครงการนี้จะสิ้นสุดลงปีนี้เป็นปีสุดท้าย เพราะบริษัทเน้นนโยบายเรื่องวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต แต่ก็ยังจะมีโครงการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอยู่ ต้องมาลุ้นว่าจะมีโครงการดีๆในลักษณะนี้อีกหรือไม่

              เพราะการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้างอนาคตพร้อมจะไม่ทำลาย


...................................

(หมายเหตุ : เปิดโลกทัศน์3เยาวชนไทยจุดประกายต้นแบบนักอนุรักษ์ : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)