ไลฟ์สไตล์

เร่งพลักดันผลิตกระเทียมคุณภาพรับเออีซี

เร่งพลักดันผลิตกระเทียมคุณภาพรับเออีซี

06 ม.ค. 2557

เร่งพลักดันผลิตกระเทียมคุณภาพ หวังสู้ 'จีน-พม่า-เวียดนาม' รับเออีซี : โดย...ดลมนัส กาเจ

 

                          หากดูข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดการณ์ว่า พื้นที่ปลูกกระเทียม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 93,044 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 90,711 ตัน โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และแม่ฮ่องสอน ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ติดตามสถานการณ์กระเทียม ระบุว่า เมื่อต้นปี 2556 หรือปีที่แล้วมีผลผลิต 80,020 ตันเท่ากับเพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นตัน

                          แม้ผลผลิตกระเทียมฤดูกาลเพาะปลูกปี 2556/2557 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2555/25556 กว่า 1 หมื่นตันก็ตาม แต่ราคาหากเปรียบเทียบในเดือนมีนาคม 2556 ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า กระเทียมสดมีราคากิโลกรัมละ 15-18 บาทนั้น ถือว่าปีนี้ราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว จะเห็นได้จากราคากระเทียมในตลาดไทครั้งสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2557 กระเทียมจีนชนิดต่างๆ ราคาอยู่ที่ กก.ละ 22-40 บาท  ขณะที่กระเทียมไทย-มัดจุก กก.ละ 120-130 บาท กระเทียมไทยใหญ่ แกะกลีบ กก.ละ 125-130 และกระเทียมไทยเล็ก  แกะกลีบ กก.ละ 120-130 บาท (ดูตารางเปรียบเทียบ) ใกล้เคียงกับราคากระเทียมในตลาดสี่มุมเมืองตั้งแต่ต้นปี 2557 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 100 บาท

                          กระนั้นก็ตามแม้ช่วงนี้ราคากระเทียมจะสูงขึ้น แต่อย่าลืมว่าฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตกระเทียมราวเดือนมีนาคม ราคาอาจจะลดลงได้เนื่องจากกระเทียมจากประเทศจีนที่จะทะลักเข้ามาโดยผ่านชายแดนทางภาคเหนือ เนื่องจากไทยกับจีนได้ลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน มาตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่การปลูกกระเทียมในประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด อาทิ โรคเหี่ยวจากเชื้อรา โรครากเน่าและโคนเน่า โรคแอนแทรคโนส และโรคใบจุดสีม่วงอีกด้วย ปัญหาเหล่านี้ทำให้กรมวิชาการเกษตรได้ทำการวิจัย “การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพโดยลดการใช้สารเคมีในเขตภาคเหนือตอนบน” เพื่อเป็นทางออกและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต

                          ทั้งนี้ นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า หลังจากที่ประเทศไทยเปิดตลาดตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน เมื่อปี 2550 การนำเข้าสินค้ากระเทียมจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี และส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคากระเทียมภายในประเทศ ที่สำคัญปลูกกระเทียมในประเทศไทยมีต้นทุนสูงอยู่ที่ประมาณ 10 บาทต่อกก. แต่จีนมีต้นทุนเพียง กก.ละ 5 บาทเท่านั้น 

                          ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรไทยมีต้นทุนการผลิตกระเทียมสูงขึ้นนั้น เกิดจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีในการผลิตกระเทียมเพิ่มมากขึ้น แต่ใช้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น อาทิ การใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้กระเทียมหัวใหญ่ แต่เกษตรกรใส่ปุ๋ยผิดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แถมยังทำให้ต้นกระเทียมอ่อนแอต่อโรคเพิ่มขึ้น และมีผลต่อคุณภาพผลผลิตคือหัวฝ่อ เก็บไว้ได้ไม่นานและถูกกดราคาด้วย

                          ด้วยเหตุดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ศึกษาวิจัยการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียม เพื่อให้ได้เทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพดี ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีและต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมแก่เกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดตลาดภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเริ่มมีผลในปี 2558 ซึ่งจะช่วยให้กระเทียมของไทยสามารถแข่งขันได้กับสินค้าที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และพม่า ได้

                          ด้าน นายมณเทียน แสนดะหมื่น นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน  กล่าวว่า ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งผลิตกระเทียมที่มีศักยภาพสูง โดยมีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 1.5 หมื่นไร่ ได้ผลผลิตปีละกว่า 4 หมื่นตัน แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของกระเทียม ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นและยังเกิดปัญหาเรื่องโรคระบาดด้วย ศูนย์ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพในพื้นที่แบบเกษตรกรมีส่วนร่วม ด้วยการจัดทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับกระเทียม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการวิจัยนำร่อง 12 ราย

                          "การทดลองผลการวิจัยของเราพบว่า การสำรวจดินและตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก แล้วจัดการธาตุอาหารอย่างถูกต้องโดยใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน และใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อย่างเหมาะสม จะสามารถช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีให้เกษตรกรได้ถึง 50% ทีเดียว ทั้งยังทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นจากไร่ละ 800 กก.เป็น 1,000 กก.ตรงนี้แหล่งปลูกกระเทียมอื่นก็สามารถนำเทคโนโลยีตัวนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ครับ" นายมณเทียน กล่าว

                          นายมณเทียน กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดโรคกระเทียม โดยการจัดการหัวพันธุ์ก่อนปลูก เพื่อป้องกันโรคระบาด และช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในพื้นที่รวมกลุ่มผลิตหัวพันธุ์กระเทียมคุณภาพดี เป้าหมายต้องไม่น้อยกว่า 1 หมื่นตัน เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะใช้พันธุ์คุณภาพไปปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิตกระเทียมในพื้นที่ เพราะทุกวันนี้พันธุ์มีราคาแพง ตกประมาณกิโลกรัมละ 100-120 บาท นอกจากนี้กำลังส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตกระเทียมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น และนำแปลงเข้าสู่ระบบเกษตรที่เหมาะสม หรือจีเอพี เพื่อให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยป้อนเข้าสู่ตลาดด้วย

                          เทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพของกรมวิชาการเกษตร ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมได้ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น หากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรสนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน โทร.0-5368-4377 หรือ e-mail : [email protected] ได้

 

 

---------------------

(เร่งพลักดันผลิตกระเทียมคุณภาพ หวังสู้ 'จีน-พม่า-เวียดนาม' รับเออีซี : โดย...ดลมนัส กาเจ)