
เร่งสร้าง'ศูนย์กลางเมืองยาง'ที่สงขลา
เร่งสร้าง 'ศูนย์กลางเมืองยาง' ที่สงขลา วอนรัฐอย่าให้แค่ฝันที่(ใกล้)เป็นจริง : สุพิชฌาย์ รัตนะ ... รายงาน
ราคายางพาราตกต่ำเป็นเหมือนปัญหาเรื้อรัง เพราะระยะหลังอาการนี้มักปรากฏขึ้นบ่อยครั้งกับชาวสวน โดยเฉพาะปี 2556 ที่สร้างปรากฏการณ์ชาวสวนยางลุกฮือพร้อมกันทั่วประเทศ จากสถิติสูงสุด 200 บาทต่อกิโลกรัมเหลือแค่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ท่ามกลางความสงสัยในฐานะที่ไทยเป็นแหล่งผลิตยางอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับพบว่าผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นแค่ยางแผ่นดิบ และแทบไม่มีการแปรรูปเท่าที่ควรทั้งที่เป็นการเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
หนทางการหันมาแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางด้วยการยกฐานะเป็นศูนย์กลางเมืองยาง หรือ "รับเบอร์ ซีตี้" ฐานที่มั่นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราระดับกลางน้ำและปลายน้ำ จึงปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังจากเปิดประเด็นนี้ทิ้งไว้นานกว่า 2 ทศวรรษ โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤติราคายางรอบล่าสุด พร้อมกับความชัดเจนมากขึ้นที่จะผลักดันให้สงขลาเป็นเมืองยาง โดยใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื้อที่ประมาณ 755 ไร่เป็นแหล่งผลิต พร้อมคาดหวังว่า "สงขลาเมืองยาง" จะเป็นศูนย์กลางที่ขับเคลื่อนให้มีสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติในสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น รวมถึงดันให้ยอดการใช้ในประเทศจาก 5 แสนตันเพิ่มเป็น 7-8 แสนตัน จากจำนวนผลิตยางทั้งหมด 3.8 ล้านตันต่อปี
โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คาดหวังว่า การตั้งรับเบอร์ ซิตี้ จะก่อให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 4,300 ล้านบาท ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นคิดเป็นปริมาณ 20,000 ตันต่อปี ขณะที่มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปยางเพิ่มขึ้นประมาณ 3,200 ล้านบาทต่อปีและเกิดการจ้างงานในพื้นที่ทั้งในพื้นที่อุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกประมาณ 15,000 คน หรือคิดเป็นมูลค่า 2,700 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้จะสร้างอุปสงค์และความต้องการใช้ยางดิบและยางขั้นต้นซึ่งจะกระตุ้นในมีการปรับตัวของราคายางได้ด้วย
ประเด็นนี้ นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา ผู้บริหารบริษัท ทักษิณปาล์ม 2521 จำกัด ในฐานะรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ดีหากสามารถสร้างศูนย์กลางการผลิตและแปรรูปยางพาราขึ้นมาในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ภาคใต้เป็นฐานการผลิตแต่ปัญหาที่ต้องคำนึงคือจะสามารถตอบโจทย์ของการเป็นเมืองอุตสาหกรรมยางได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะปัจจัยด้านการขนส่งโลจิสติกส์ที่จะลดต้นทุนได้ ระบบสาธารณูปโภคและองค์ความรู้ที่ต้องพร้อมจริงๆ
นายธนารักษ์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า ไม่ว่าพื้นที่ดำเนินการจะเป็นด่านบ้านประกอบ อ.นาทวี หรือนิคมอุตสาหกรรมฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่เล็งไว้ทั้งคู่อาจไม่สำคัญเท่ากับความชัดเจนเชิงโครงสร้าง รวมถึงปัจจัยพื้นฐาน เช่น ระบบสาธาณูปโภค การคมนาคมและระบบโลจิสต์ติก หรือแม้แต่การร่วมทุนระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยเฉพาะในปี 2558 จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไทยพร้อมหรือยังที่จะพัฒนาศักยภาพการส่งออกยางพาราให้มีความแข็งแกร่ง
ขณะที่นายสมบูรณ์ พฤกษานุศักดิ์ ผู้จัดการโรงงาน บริษัท อันวาพาราวูด จำกัด บริษัทในเครือศรีตรัง อินดัสตรี จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยหากจะมีการเร่งสร้างเมืองยางที่สงขลาให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากพูดกันมานานถึงแนวทางและความสำคัญแต่กลับไม่มีผลเป็นรูปธรรม ดังนั้นเมื่อกำหนดให้นิคมฉลุงเป็นพื้นที่ดำเนินการจึงเป็นการเริ่มต้นที่มีความหวังมากขึ้น
หากพิจารณาจากข้อมูล กนอ.ที่ให้ความมั่นใจว่านิคมฉลุงมีความพร้อม เช่น พื้นที่รองรับการลงทุน 755 ไร่ เส้นทางขนส่งโลจิกติสก์ที่ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย ระบบสาธารณูปโภคภายในมีอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ความจุประมาณ 2,350,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตและสูบจ่ายน้ำประปาแบบ Conventional มีกำลังการผลิต 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ภายในพื้นที่มีสถานีไฟฟ้าย่อยของ กฟภ. สามารถจ่ายไฟได้ไม่น้อยกว่า 60 KVA/ไร่ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ประมาณ 19 ราย แบ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมทั่วไป 12 รายและเขตประกอบการเสรี 7 ราย ส่วนใหญ่เป็นทุนไทย-มาเลเซีย
"วันนี้ถึงเวลาที่ไทยต้องปรับตัวหันมาให้ความสำคัญการแปรรูปผลิตภัณฑ์ระดับกลางและปลายน้ำมากขึ้น เพราะสภาพที่เป็นอยู่คือพอราคายางร่วงผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ภาคเกษตรแต่อุตสาหกรรมก็กระทบด้วย ทั้งๆ ที่ปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามจำนวนประชากรโลกแต่ในฐานะผู้ผลิตอันดับต้นๆของโลกกลับไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็น"
ขณะที่เสียงสะท้อนจากนายเนรมิตร น้อยสำลี เกษตรกรชาวสวนยางพารา จ.สงขลา กล่าวว่า ด้วยความสามารถของเกษตรกรชาวสวนยางคงไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ไปถึงขึ้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับกลางหรือระดับปลายน้ำเพราะทุกขั้นตอนต้องลงทุนสูง ประกอบชาวสวนยังขาดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิต แต่เชื่อและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งทำเป็นอุตสาหกรรมอยู่แล้วเร่งยกระดับและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศ เพราะเชื่อว่าจะส่งผลดีให้ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเน้นส่งออกเฉพาะยางแผ่นหรือยางแท่นเหมือนที่ผ่านมา
เนื่องจากทุกวันนี้การกำหนดราคายางในประเทศยังทำไม่ได้ต้องอาศัยกลไกราคาจากประเทศผู้นำเข้ายางเป็นตัวกำหนด ซึ่งโอกาสที่จะกดราคาหรือปั่นราคานั้นก็เกิดขึ้นได้ โดยอ้างภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งจริงเท็จอย่างไรนั้นตรวจสอบได้ยาก ดังนั้นหากเมืองยางเกิดขึ้นที่สงขลาจริงก็น่าจะเป็นเรื่องดียิ่งขึ้นเพราะใกล้แหล่งผลิตทำให้สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายซึ่งเท่ากับกำลังซื้อและความต้องการจะมีมากขึ้นตามไปด้วย
---------------------
(เร่งสร้าง 'ศูนย์กลางเมืองยาง' ที่สงขลา วอนรัฐอย่าให้แค่ฝันที่(ใกล้)เป็นจริง : สุพิชฌาย์ รัตนะ ... รายงาน)



