ไลฟ์สไตล์

การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

31 ธ.ค. 2556

การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย : โดย...ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช.

                          แม้ว่าหลายๆ ฝ่ายจะเห็นพ้องต้องกันว่า ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคของโลกความรู้ การวิจัยและพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญในการค้นหาและสร้างความรู้ แม้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2551-2555) และฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ก็ยังระบุไว้ว่า จะอาศัยการวิจัยและพัฒนาเป็นกลไกและเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม การนำผลจากการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์กลับไม่ใช่เรื่องง่าย ผลงานจำนวนมากยังถูกมองว่าเป็นเพียง "รายงาน" ที่เป็นลายลักษณ์อักษร "อยู่บนหิ้ง" ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
 
                          หากมองย้อนกลับไปในอดีตเมื่อราว 20-30 ปีที่แล้ว เรากังวลกันมากว่า ในอนาคต ซึ่งก็คือปัจจุบันนั้นประชากรของไทยจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตการเกษตรมีน้อย เกรงกันถึงขั้นว่าจะไม่สามารถผลิตข้าวเลี้ยงคนในประเทศไทยได้ แต่ในความเป็นจริง ทุกวันนี้เราสามารถปลูกข้าวที่ไม่เพียงแต่สามารถเลี้ยงคนไทยได้ แต่ยังมีเหลือมากเพียงพอส่งออกไปเลี้ยงคนในโลกอีกนับร้อยล้านคน เหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจากการทุ่มเทศึกษาวิจัยในเรื่องข้าวอย่างมากมาย ทำให้ได้พันธุ์ที่ดี ผลผลิตสูงขึ้นจากระบบชลประทาน อีกทั้งยังมีข้าวคุณภาพสูง คือ ข้าวหอมมะลิ (ซึ่งก็คือพันธุ์ดอกมะลิ 105) จำหน่ายได้ในราคาสูง
 
                          แม้จะมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างดี แต่ประเด็นเรื่องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องการการดูแลและพัฒนาอีกมาก ทั้งการนำไปใช้ประโยชน์เชิงสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิต รวมไปถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ และได้วางรูปแบบในการแก้ปัญหาไว้เป็นขั้นเป็นตอน
 
                          ทว่าการนำงานวิจัยจากภาควิชาการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และชุมชน ต้องก้าวข้ามปัญหาอุปสรรคไม่น้อย จนคนเรียกขานว่าเป็นหุบเหวแห่งความตาย หรือ Valley of Death ซึ่งยากนักที่จะก้าวข้ามไปได้ แต่เมื่อประเทศพัฒนาขึ้น มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงองค์กรทำให้องค์กรใหญ่ขึ้น แบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งนับว่าดีที่จะทำให้เกิดพัฒนาในเชิงลึก
 
                           แต่ก็ส่งผลเสีย คือ ต่างคนต่างทำงาน แยกส่วน ทำให้ขาดความเชื่อมโยง บุคลากรก็เริ่มพัฒนาในเชิงลึกมากขึ้น ขาดการประสานงานระหว่างกันและกัน ตัวอย่างเช่น นักวิชาการด้านการเกษตรในมหาวิทยาลัยได้ศึกษาวิจัยจนได้ผลงานที่ดี แต่ยากที่จะส่งต่อผลงานนั้นให้กอง/กรม/กระทรวง ผลงานวิจัยไม่ถูกใช้เพราะหน่วยปฏิบัติอาจมีความสนใจไม่ตรงกัน ภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชย์ก็อยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน มองเห็นผลงานที่ฝ่ายวิจัย คือ อาจารย์ บุคลากรวิจัยว่าทำขึ้นมาแล้วไม่ตอบสนองความต้องการของภาคผู้ใช้ประโยชน์
 
                          ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา วช.จึงได้ร่วมมือกับหน่วยบริหารจัดการงานวิจัย ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ปฏิรูประบบวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์เป็นมิติที่ให้ความสำคัญ โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน การร่วมระบุปัญหาและแนวทางพัฒนา รวมไปถึงการส่งต่อผลงานวิจัยให้แก่หน่วยปฏิบัติ มีการยกร่างมาตรการเพื่อส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ในหลากหลายรูปแบบ
 
                          จึงทำให้การวิจัยกลายเป็นพลังที่สำคัญในการได้มาซึ่งข้อมูลความรู้อันสามารถนำไปแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างถูกต้อง และการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้ไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีการเจริญเติบโตอย่างทั่วถึง ประชาชน และชุมชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประเทศและของโลก
 
                          และเพื่อให้เกิดการสร้างปัญญาแก่คนในชาติ วช.ยังได้ใช้วิธีในการถ่ายทอดความรู้อย่างง่ายผ่านห้องสมุดวิจัยสาธารณะ ที่มีการสรุปผลงานวิจัยโดยใช้ภาษาง่ายต่อความเข้าใจ สั้น กระชับ โดยศึกษาได้ที่ www.thai-explore.net (Explore ย่อมาจาก EXtraordinary simple Public Library Of REsearch result หรือห้องสมุดสาธารณะที่มีข้อมูลที่ง่ายต่อการศึกษา)
 
 
 
......................
 
(การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย : โดย...ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช.)