
ทิศทางเกษตรไทยในทศวรรษหน้า
30 ธ.ค. 2556
ทิศทางเกษตรไทยในทศวรรษหน้า เน้นคุณภาพตามตลาดโลกต้องการ : โดย...ดลมนัส กาเจ
ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรอันเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญที่นำไปเลี้ยงคนทั้งโลก ประกอบกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) คาดคะเนว่า ในปี ค.ศ.2050 หรืออีก 36 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มจาก 6,000 ล้านคน เป็น 9,000 ล้านคนนั้น หากภาคการเกษตรมีปัญหา สิ่งที่จะตามมาคือ ความบั่นทอนต่อความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากพื้นที่การเกษตรลดลง แต่ประชากรโลกเพิ่มขึ้น ทำให้หลายประเทศทั่วโลกมีการวางแผนในการพัฒนาภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต
ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกสิกรรม ก็มีการตื่นตัวต่อการพัฒนาภาคการเกษตรเช่นกัน จะเห็นได้ว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมามีองค์กรต่างๆ ช่วยกันขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทย อย่างล่าสุดสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มีการระดมมันสมองของนักวิชาการ ตัวแทนหน่วยงานของรัฐระดับอธิบดีกรม และตัวแทนของสถาบันการเงินที่ส่งเสริมภาคการเกษตรมาแสดงวิสัยทัศน์และสะท้อนถึงแนวทางในการพัฒนาภาคการเกษตรบนเวทีเสวนาหัวข้อ "ทิศทางเกษตรไทยในทศวรรษหน้า" ที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จ.นนทบุรี
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารเลี้ยงประชากรโลกเป็นเวลานาน อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสำคัญของโลก ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมรับความแปรเปลี่ยนของพลวัตที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่กำลังจะมีขึ้น ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการอุปสงค์ และอุปทานของสินค้าเกษตรของประเทศไทยจะคำนึงถึงแค่ความต้องการภายในประเทศไม่ได้แล้ว แต่ต้องครอบคลุมถึงความเหมาะสมและความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ด้วย ซึ่งขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านก็อยู่ระหว่างการเริ่มภาคการเกษตรตามหลังประเทศไทย คือ ทำนามากขึ้น, ทำปศุสัตว์มากขึ้น และพัฒนาสู่เกษตรอุตสาหกรรม ฉะนั้นประเทศไทยต้องมองว่าควรปรับตัวอย่างไร และจะเตรียมพร้อมช่วงชิงโอกาสทั้งผลดีและผลลบอย่างไร เพราะปัจจุบันทรัพยากรที่ดินของไทยมีจำกัด
ด้าน นายมนตรี คงตระกูลเทียน คณบดีคณะนวัตกรรมการจัดการ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่ารวมของสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งอาเซียน แสดงถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยที่สามารถส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เป็นจำนวนมาก แม้ที่ผ่านมาอาจจะกระทบจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่จากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นยังเชื่อว่าเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ขณะเดียวกันประเทศไทยควรเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยการถ่ายทอดความรู้เรื่องเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม และสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรไทย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรของกลุ่มประเทศอาเซียน ตลอดจนเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารของอาเซียนได้อีกด้วย
ในมุมมองของ นายอภิชาติ จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เห็นว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีศาสตร์หนึ่งคือ หมอดิน เพื่อทำหน้าที่รักษาและให้คำแนะนำในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สูงสุด ส่วนทิศทางการเกษตรไทยในทศวรรษหน้าเป็นอย่างไรนั้น เริ่มจากในอดีตเป็นสังคมเกษตร ซึ่งทำให้ประเทศไทยอยู่รอด จนมาสู่ปฏิบัติเขียว หรือแม้จะเปลี่ยนสู่โลกไอที แต่เชื่อมั่นว่าเกษตรเป็นพื้นฐานความมั่นคงของสังคมจึงเชื่อมั่นว่าไทยต้องกลับสู่การเป็นสังคมเกษตรกร ดังนั้นในทศวรรษหน้าเชื่อว่า ภาคเกษตรจะเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน แต่การทำการเกษตรต้องพิจารณาจากสภาพดินด้วย เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ได้พูดถึงเรื่องของโซนนิ่งบ้างแล้ว เพื่อเป็นความเหมาะสมในการผลิตและความเหมาะสมของพืชเป็นต้น
ขณะที่ นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ปรับทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตรโดยเน้นการสร้างความพร้อมให้แก่เกษตรกรไทยรองรับความเปลี่ยแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้แก่สินค้าเกษตร ในเบื้องต้นจึงมีนโยบายเรื่องพัฒนาเกษตรกรไทยสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (smart farmer)หมายถึง เกษตรกรที่มีความพร้อมและสามารถอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขัน โดยมีสมาร์ท ออฟฟิศ (smart officer) หรือผู้จัดการเกษตรในพื้นที่เป็นเพื่อนคู่คิดให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เพราะภาคการเกษตรมีความหลากหลาย ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นฐานของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการผลิตอย่างยั่งยืน
ขณะที่ นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า ปัจจุบันการพัฒนาภาคการเกษตรของทุกประเทศ นอกจากจะต้องพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จะต้องมีการต่อยอดเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรต่อไป ในส่วนของ ธ.ก.ส.จะร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อนำองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านมาถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพการผลิตควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพราะทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตรไทยต้องเน้นการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานและขยายช่องทางการส่งออก ดังนั้นประเทศไทยจึงควรเน้นผลิตสินค้าคุณภาพสูงรองรับความต้องการของตลาดที่มีกำลังซื้อ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่สินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
สรุปได้ว่า ทิศทางการเกษตรไทยในทศวรรษหน้า จะคำนึงถึงแค่ความต้องการภายในประเทศไม่ได้แล้ว ต้องครอบคลุมถึงความเหมาะสมและความต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน ฉะนั้นจะต้องมีการผลิตที่มีคุณภาพ ตามความต้องการของตลาดโลก ด้วยการเน้นใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย
..........................
(ทิศทางเกษตรไทยในทศวรรษหน้า เน้นคุณภาพตามตลาดโลกต้องการ : โดย...ดลมนัส กาเจ)



