ไลฟ์สไตล์

ชู'ยะลาสไตล์'ผนึกท้องถิ่น

ชู'ยะลาสไตล์'ผนึกท้องถิ่น

25 ธ.ค. 2556

ชู'ยะลาสไตล์'ผนึกท้องถิ่น ปิดช่องว่างเด็กหลุดการศึกษา : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

               "ดีใจจริงๆ ดีใจมากค่ะ (ยิ้ม) ลูกเขียนชื่อตัวเองได้ เขียนชื่อพ่อแม่ได้ พ่อแม่ก็มีเวลาไปกรีดยาง ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ" คุณแม่วัย 35 ปี ของน้องลีลี่ เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ผู้พิการในความดูแลของศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้พิการประจำอำเภอเบตง กล่าวหลังจาก"เดชรัฐ สิมศิริ" ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้พิการ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ที่โรงเรียนบ้านใหม่ (วันครู) 2503 กม.39 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556

               เดชรัฐ เปิดเผยว่า หากวัดกันที่คุณภาพการศึกษายอมรับว่า จ.ยะลา เหมือน จ.ปัตตานี และนราธิวาส ที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ เด็กอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดแก้ปัญหาไม่เป็น แต่ปัญหาที่สำคัญเด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือเด็กด้อยโอกาสมีมากถึง 12,000 คน ทั้งเด็กแม่วัยรุ่น เด็กก่ออาชญากรรม การใช้สารเสพติด โดดเรียน ติดเกม เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กพิการ เด็กยากจน ฯลฯ ในจำนวนนี้มี 6,000 คน หลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยเหตุผลพ่อแม่ยากจน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นจริง

               "จ.ยะลา ก็เหมือนกับการศึกษาทุกระบบในไทย ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเด็กในระบบหน้าห้อง เด็กเรียนดี ส่วนผมจะขอดูแลเด็กหลังห้อง เด็กด้อยโอกาสที่กำลังจะหลุดจากระบบ กลายเป็นว่าขณะนี้ผลการศึกษาของไทยอยู่ลำดับ 8 ในอาเซียน ดังนั้น ในปี 2557 นี้จะเร่งแก้ไขปัญหาภายใต้แนวคิด  ยะลาสไตล์" ผู้ว่าฯยะลา กล่าว

               "ยะลาสไตล์" คือการระดมพลังจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ เทศบาลเมือง องค์การบริหารส่วนตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดยะลา ศูนย์พัฒนาเด็ก สถานีตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ตลอดจนชาวจังหวัดยะลา มาทำงานร่วมกัน โดยแก้ไขปัญหา 2 ส่วน คือ 1.แก้ความยากจนของพ่อแม่ ด้วยการให้อาชีพ มีงานทำ โดยท้องถิ่น อบจ. เทศบาล อบต. รวมทั้งการพัฒนาชุมชน ฝ่ายปกครอง เพื่อให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้น 2.เร่งปลูกจิตสำนึก เพราะนอกจากจะให้เงินแล้วต้องให้ความรู้ อีกทั้งส่วนใหญ่แต่ละครอบครัวมีบุตรค่อนข้างมาก จึงต้องปลูกจิตสำนึกว่าถ้าจนแล้วไม่ให้ลูกเรียนหนังสือยิ่งจน ถ้าอยากหายจนต้องให้ลูกเรียนหนังสือ

               "ต้องขอบคุณ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาผนึกกำลังกันได้ และเมื่อรวมพลังกันแล้วผลดีที่เกิดขึ้นคือการมีฐานข้อมูลที่เป็นระบบชัดเจน สามารถส่งต่อไปยังองค์กร หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เร็วขึ้น เช่น กรณีเด็กด้อยโอกาสอยู่ที่ไหนบ้าง ก็ตามตัวมาเข้าเรียนได้ เพราะเรามีศูนย์ปฏิบัติการนำร่องให้เทศบาลรับผิดชอบถึง 6 ศูนย์ มีศูนย์ช่วยเหลือคนพิการอีก 1,000 คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ และมีศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 2 เข้ามาช่วย ที่สำคัญมากคือการศึกษาปฐมวัยที่ศธ.มอบให้ท้องถิ่นดูแล ท้องถิ่นก็จัดการได้ดีเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากทุกคนเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัย ตามปรัชญาการศึกษาสมัยใหม่ จากแนวความคิดนี้จึงทำให้เราตื่นตัว และจะไม่ให้เกิดคำพูดที่ว่า กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว"

               ผศ.ไกรสร ศรีไตรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ในฐานะประธานคณะกรรมการยกระดับการพัฒนาการเรียนรู้จังหวัดยะลา กล่าวว่า การทำงานเริ่มต้นจากการลงพื้นที่เก็บฐานข้อมูลของเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 18 ปีเป็นรายบุคคล รวบรวมไว้ทั้งหมด เด็กกลุ่มไหนอยู่ในความรับผิดชอบของใคร เด็กกลุ่มไหนต้องดูแลเป็นพิเศษ เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้แต่ละหน่วยก็มาใช้ข้อมูลร่วมกัน และร่วมกันแก้ไขปัญหาของเด็กแต่ละกลุ่ม ทำให้เห็นปัญหาสิ่งที่ต้องติดตามแก้ไขที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน

               "ยะลาสไตล์" มีจุดเด่นประเด็นแรกคือเริ่มจากหลักคิด Education for All หรือ All For Education เมื่อเอาคนเป็นหลัก ฉะนั้นเรื่องของการศึกษาเด็กทุกคนต้องได้รับการดูแลตั้งแต่แรกเกิดถึง 18 ปี จากหลักคิดทุกส่วนก็ร่วมกันสร้างฐานข้อมูล ประเด็นที่สองทุกภาคส่วนต้องระดมสรรพกำลัง ในการจัดการศึกษาเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทำให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน ส่วนราชการ ผู้ปกครอง ท้องถิ่น ใช้ความร่วมมือตรงนี้เป็นหลักว่าการศึกษาจะต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคนทุกส่วน

               ประเด็นที่สาม ที่เป็นลักษณะเด่นคือกำหนดเป็นวาระของจังหวัดยะลา โดย ผู้ว่าฯ ยะลารับไปบรรจุเป็นวาระของจังหวัดในการพัฒนา และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทั้งหมดต้องเริ่มจากต้นน้ำ คือเด็กปฐมวัย เปรียบเสมือนรากฐานของตึก ถ้าเราทำฐานตึกให้มั่นคงแข็งแรง ก็จะสร้างตึกในชั้นที่สูงขึ้นไปได้อย่างมั่นคงแข็งแรง

               ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงเริ่มต้นที่ต้นน้ำ และไม่เฉพาะเด็กปฐมวัยอย่างเดียว ต้องดูบริบทที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ ซึ่งรวมถึงครูที่ต้องพัฒนาให้ครูเกิดการเรียนรู้ โดยผู้ปกครอง ครอบครัว สถานศึกษา อปท. รวมทั้งประชาชนภาคต่างๆ  สื่อมวลชนในพื้นที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อน

 

..........................

(ชู'ยะลาสไตล์'ผนึกท้องถิ่น ปิดช่องว่างเด็กหลุดการศึกษา : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ)