ไลฟ์สไตล์

อนาคตข้าวไทยในตลาดโลก

อนาคตข้าวไทยในตลาดโลก

23 ธ.ค. 2556

ชำแหละอนาคตข้าวไทยในตลาดโลก บทพิสูจน์ 'โครงการรับจำนำข้าว' เหลว : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                         หลังจากที่โครงการประชานิยมว่าด้วยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท ของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่รัฐบาลประสบกับความขาดทุนอย่างย่อยยับนับแสนๆ ล้านบาทแล้ว ยังทำให้ประเทศสูญเสียสัดส่วนของตลาดข้าวโลกอีกด้วย เนื่องเพราะราคาข้าวไทยในตลาดโลกสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกข้าวด้วยกัน ผลตามมาผลผลิตข้าวล้นสต็อกอย่างในปัจจุบัน

                         หนังสือ "รู้ลึก รู้จริง จำนำข้าว" ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลนั้น ก็เพื่อยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้นทั้งระบบ เนื่องจากข้าวไทยเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงควรจะขายได้ราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศผู้ส่งออกรายอื่น ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับความเชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สัมภาษณ์นิตยสารฟอร์บส์ เมื่อตุลาคม 2556 ในเชิงเสนอแนะนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลผู้น้องว่า ต้องเก็บข้าวไว้ในสต็อกมากๆ โดยไม่ต้องรีบขาย แต่ควรรอให้ราคาขึ้นก่อนค่อยขาย จะได้ราคาดี

                         อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ได้ถูกคัดค้าน ท้วงติงจากบรรดานักวิชาการ และผู้ส่งออกข้าวมาตลอด ตั้งแต่เริ่มทำโครงการจำนำข้าว เพราะไม่เชื่อว่าข้าวไทยจะกำหนดราคาตลาดโลกได้ และมีความเป็นไปได้ยากตามที่รัฐบาลเคยประมาณการว่า การค้าข้าวสารในตลาดโลกจะต้องมีราคาอย่างต่ำตันละ 870 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะความเป็นจริงในวันนี้ราคาข้าวสารในตลาดโลกอยู่ที่ตันละประมาณ 420 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เดือนพฤษภาคม 2555 ราคาข้าวสารในตลาดโลกอยู่ที่ 458 ดอลลาร์สหรัฐ นั่นยอมแสดงให้เห็นว่า ราคาในตลาดโลกยังลดลงอย่างต่อเนื่อง

                         ที่สำคัญยิ่งปัจจุบันอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวอันดับต้นๆ ของโลก ยังมีข้าวค้างในสต็อกอีกถึง 73.9 ล้านตัน คาดว่าฤดูการผลิตปี 2556/2557 อินเดียจะผลิตข้าวสูงกว่าสถิติฤดูการผลิตปี 2554/2555 ที่เคยแล้วอีกส่วนหนึ่งเกิดมาจากความบกพร่องได้ถึงปีละ 105 ล้านตัน อย่างแน่นอน เนื่องจากเพิ่มพื้นที่การทำนาจาก 29.2 ล้านเฮกเตอร์ มาเป็น 30.5 ล้านเฮกเตอร์ ขณะที่เวียดนามก็มีปัญหาด้านข้าวล้นสต็อกเช่นกัน จึงคาดว่าว่าสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะลดลงอีก 

                         เสียงสะท้อนบนเวทีสัมมนาหัวข้อ "อนาคตข้าวไทยในเวทีการค้าข้าวโลก" ซึ่งจัดที่ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อเร็วๆ นี้ต่างมองว่า ตลาดข้าวไทยในตลาดโลกกำลังอยู่ภาวะวิกฤติ เนื่องเพราะรัฐบาลไม่สามารถส่งออกข้าวได้ และสิ่งที่ตามมา ไทยต้องเสียแชมป์การส่งออกข้าวให้แก่เวียดนาม นับตั้งแต่รัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท และการที่รัฐบาลมีนโยบายจะขายข้าวระบบ "จี-ทู-จี" ไม่น่าจะเป็นรูปธรรมได้ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครที่จะซื้อข้าวในราคาที่แพงกว่าประเทศอื่น

 

ชี้ระบบ"ที-ทู-จู"ไม่มีจริง

 

                         ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ "ทีดีอาร์ไอ"  ฟันธงว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ตามแนวคิดของอดีตนายกฯ "ทักษิณ ชินวัตร" แสดงให้เห็นว่า ประสบความล้มเหลว เพราะส่งผลกระทบต่อภาพกว้าง โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดโลก เพราะราคาแพงกว่าข้าวจากเวียดนาม อินเดีย และสหรัฐอเมริกา จะเห็นได้จากในปี 2554 ไทยสามารถส่งออกข้าวสารถึง 10 ล้านตัน พอปี 2555 ข้าวในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลส่งออกเพียง 6.9 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกโดยภาคเอกชนส่วนข้าวที่ขายระบบ "จี-ทู-จี" ขายได้ไม่ถึง 2 ล้านต้น นั่นเป็นบทพิสูจว่า ขายข้าวระบบ "จี-ทู-จี" ไม่มีจริง และประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นอกจากที่ข้าวไทยราคาแพงแล้วส่วนหนึ่งเกิดมาจากความบกพร่องของตลาด คือซื้อมาราคาแพง แต่ตลาดโลกไม่มีราคา พ่อค้าผู้ส่งไม่สามารถหาซื้อข้าวจากชาวนาได้ เพราะผลผลิตไปกองที่โกดังรัฐบาล แถมยังมีคู่แข็งที่ขายถูกกว่าด้วย

 

ระบุรัฐบาลพูดความจริงเพียงนิดเดียว

 

                         สอดคล้องแนวคิดของ รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ที่ระบุว่า นับตั้งแต่รัฐบาลดำเนินนโยบายประชานิยมว่าด้วยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกมาสู่ปีที่ 3 นั้น ทำให้สัดส่วนการตลาดข้าวไทยที่เคยเป็นแชมป์มา 2 ทศวรรษ กลับดิ่งลงจนแพ้เวียดนาม เพราะฉะนั้นการควบคุมอุปทานข้าวของรัฐจะสร้างอำนาจเหนือตลาดโลกได้ อย่างที่เคยได้ยินการแถลงนโยบายปี 2554-2555 ว่า ไทยจะกุมอำนาจได้ เพียงรอให้คนอื่นขายให้หมดก่อน แล้วเราค่อยขายทีหลังจะได้ราคาสูงนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะรอมา 2 ปีที่รัฐบาลบอกว่า จะส่งออกในระบบ "จี-ทู-จี" ถึง 7 ล้านตัน และตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2556 จะส่งออกผ่านระบบ "จี-ทู-จี" จำนวน 5.6 ล้านตัน แต่ส่งออกได้จริงเพียง 1.6 ล้านตันเท่านั้น

                         "ระบบจี-ทู-จี รัฐบาลพูดเพียงนิดหน่อย มีข้อเสียอีกเยอะที่ไม่พูด  ผมมองแล้วการขายข้าวไทยผ่านระบบจี-ทู-จี เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเวลาลงนามซื้อขายไม่ว่าจะเป็นระบบอะไร คู่ค้าต้องการซื้อตามราคาทั่วไปของตลาดโลก ไม่มีใครจะซื้อของแพงหรอกรับ ตรงนี้เป็นพิสูจน์ให้เห็นว่าการขายระบบจี-ทู-จีของรัฐบาลเป็นจริงตามที่พูดไว้ได้ยาก เพราะทุกวันนี้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ถ้าคิดเงินไทยราคาข้าวสารอยู่ที่ตันละ 9,800-9,000 บาทเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ความจริงราคาข้าวในตลาดโลกขึ้นอยู่กับอุปสงค์ อุปทาน การผลิตของประเทศต่างๆ และสต็อก รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ไม่ใช่ราคา ฉะนั้นราคาในตลาดโลกไม่ได้ถูกกำหนดจากประเทศไทย" รศ.สมพร กล่าว

 

จี้ยกเลิกรับจำนำข้าว ขอเน็ตๆตันละ1หมื่น

 

                         ด้าน นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า จากการหารือกับชาวนา 26 จังหวัด ต่างเห็นพ้องว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลควรยกเลิกได้แล้ว เพราะมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน เม็ดเงินที่ถึงมือชาวบ้านไม่มีใครได้รับในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท เพราะมีการรั่วไหลตามไหลทาง ชาวนาขายข้าวในโครงการจริงอยู่ที่ตันละ 1-1.2 หมื่นบาท แต่สิ่งที่ชาวนาต้องการคือชดเชยค่าส่วนต่าง คือข้าวความชื้น 25%  ขอให้มีรายได้สุทธิตันละ 1 หมื่นบาทก็พอแล้ว แต่ต้องได้เน็ตๆ ไม่มีการรอคอยเหมือนกับปัจจุบันที่ชาวนาขายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลมากว่า 2 เดือนแล้ว ยังไม่รับเงินแม้แต่บาทเดียว ขณะที่ชาวนาต้องจ่ายค่าเช่าที่นา ค่าปุ๋ยที่เชื่อมาก่อน ค่าจ้างเกี่ยวข้าว และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย

                         "เมื่อชาวนาไม่จ่ายค่าโน่น นี่ นั่น ที่เชื่อมาก่อนหน้านี้ ทางผู้ขายต้องคิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาทต่อเดือน บางคนเอาใบประทวนที่เก็บไว้ขึ้นเงิน ต้องไปจำนองให้นายทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนที่จะทำนาในฤดูกาลต่อไป ฉะนั้นได้เห็นชัดเจนแล้วว่าโครงการรับจำนำข้าวล้มเหลว ชาวนาจึงขอค่าส่วนต่างคือข้าวความชื้น 25% ตันละ 1 หมื่นบาท เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลไปกู้มาช่วยชาวนา ถ้ารัฐบาลกู้มาก็เท่ากับสร้างหนี้ให้พวกเขาอีก" นายประสิทธิ์ กล่าว

                         ทั้งหมดย่อมสะท้อนให้เห็นว่าทั้งโครงการรับจำนำข้าว และนโยบายขายผ่านระบบจี-ทู-จี ของรัฐบาลล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณานโยบายการยกระดับของชาวนาไทยในอนาคต

 

-----------------------

 

อนาคตข้าวไทยในตลาดโลก

 

"แนวทางพลิกโฉมการผลิตข้าว-ชาวนาไทย" 

 

                         นสพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 72-74 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 38 ล้านตันข้าวเปลือกต่อฤดูกาล เฉลี่ยมีผลผลิตไร่ละ 509 กก. ในปี 2554 ไทยสามารถส่งข้าวได้ถึง 10 ล้านตัน แต่ปี 2555 ส่งออกได้ 6.7-6.9 ล้านตัน ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวหอมมะลิ กระนั้น นสพ.ยุคล ยอมรับว่า การที่ประเทศไทยผลิตข้าวที่ได้ผลผลิตน้อยเกิดมาจากพื้นที่ 74 ล้านไร่ ที่นาข้าว มีพื้นที่เขตชลประทาน และพื้นที่พอเหมาะในการปลูกข้าวเพียง 48 ล้านไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่มีปัญหาด้านการชลประทาน ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ที่มีลักษณะปลูกข้าวได้ แต่ไม่เหมาะสม ดังนั้นทางออกจึงต้องจัดระบบโซนนิ่งการทำนา เพื่อให้ชาวนาไทยมีผลผลิตที่สูง

                         "บ้านเราได้เปรียบตรงที่เรามีพันธุ์ข้าวกว่า 2 หมื่นสายพันธุ์ เราสามารถที่จะพัฒนาเพิ่มคุณภาพในการผลิตได้ ที่ผ่านมาเราได้พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง ต่อไปไม่เพียงแต่จะพัฒนาให้พันธุ์ข้าวไทยมีผลผลิตสูงเท่านั้น หากแต่เราสามารถพัฒนาให้ข้าวไทยมีคุณค่างทางโภชนาการที่ครบถ้วน และสู่การมีคุณค่าเภสัชด้วย เพราะในปี ค.ศ.2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 9,000 ล้านคน ในจำนวนนี้เกินครึ่งที่บริโภคข้าว ถึงเวลานั้นเราจะได้เปรียบกว่า" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

                         ส่วน นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า หากดูข้อมูลพบว่า การผลิตข้าวเฉลี่ยของโลกจะได้ผลผลิตไร่ละ 710 กก. แต่ประเทศไทยมีพื้นที่ทำนากว่า 70 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนาปี พื้นที่ทำนาปรังที่ทำได้ปีละมากกว่า 2 ครั้งอยู่ 12 ล้านไร่เท่านั้น ที่เหลือเป็นนาปี ที่ต้องอาศัยจากน้ำฝน ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยข้าวของไทยต่ำเพราะมีพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการทำนากว่า 20 ล้านไร่ที่ให้ผลผลิตเพียงไร่ละ 317 กก. ขณะที่พื้นที่เขตชลประทานหลายจังหวัดที่ให้ผลผลิตสูงกว่าไร่ละ 1,000 กก. หากรวมทั้งปีแล้วประเทศไทยสามารถผลิตข้าวปีละราว 79 ล้านตัน ดังนั้น ต้องมีการพัฒนาในการทำนา ซึ่งกรมการข้าวเองกำลังดำเนินการในหลายรูปแบบ อาทิ การทำนาแบบประณีต คือรณรงค์ให้ชาวนาทำนาดำแทนการหว่าน ที่ให้ผลผลิตที่ดีกว่า ต้นทุนการผลิตน้อยด้วย

 

-----------------------

(ชำแหละอนาคตข้าวไทยในตลาดโลก บทพิสูจน์ 'โครงการรับจำนำข้าว' เหลว : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)