ไลฟ์สไตล์

หนังสือที่เธอถือมา : อารมณ์การเมือง

หนังสือที่เธอถือมา : อารมณ์การเมือง

22 ธ.ค. 2556

หนังสือที่เธอถือมา : อารมณ์การเมือง : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม

 
                       ในรอบร่วมสิบปีนี้  สำรวจไปสำรวจมา  พบว่าตัวเองแต่งกลอนเชิงการเมืองไว้จำนวนไม่น้อย  นอกจากกลอนในพื้นที่เขียนประจำตามหน้าหนังสือ  ยังมีกลอนที่เกิดขึ้นในพื้นที่บล็อก  และเฟซบุ๊ก    
 
                       ปกติ  กลอนจะออกโรแมนติก  เศร้าๆ ฝันๆ หวานๆ อ่อนๆ โยนๆ  พอเกิดอารมณ์การเมือง  ก็มีกลอนการเมืองที่ออกดุๆ ดันๆ แรงๆ ขึ้นมา  เหมือนมันออกมาสดๆ ตามสถานการณ์  
 
                       ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙  ที่มีทั้งการชุมนุมทางการเมืองและการรัฐประหาร  จะคิดเขียนอะไรก็ไม่พ้นเรื่องการเมือง  เหมือนถูกการเมืองจู่โจมจิตใจเรื่อยมา  ยิ่งหลังปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓  และยามมีเฟซบุ๊กให้ได้อ่านได้เขียน  ก็ยิ่งได้เขียนกลอนการเมืองเผยแพร่อย่างอิสระแทบจะทุกวัน  จนเมื่อดูย้อนหลังแล้ว  มันมีจำนวนมากอย่างไม่ตั้งใจ  จนมีโอกาสออกหนังสือรวมกลอนการเมืองร่วมกับเพื่อน  เพียงแค่เพื่อนบอกอยากรวมกลอนการเมือง  ขอกลอนจำนวนเท่านั้นเท่านี้  ก็สามารถคัดเลือกให้รวมเล่มกับเพื่อนได้ทันที
 
                       ในชีวิต  ไม่เคยคิดว่าจะมีหนังสือรวมกลอนการเมือง  ยังได้ออกหนังสือไปแล้วถึงสองเล่มคือ ‘เล่นคำอำนาจ’ และ ‘วายุทุรยุค’  ร่วมกับเพื่อนที่ชื่อ ‘เฉินซัน’  กับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง
 
                       ‘เฉินซัน’  เป็นกวีเก่าชาวธรรมศาสตร์  ผู้แต่งเพลง ‘ปรีดี  พนมยงค์’  เราเป็นเพื่อนกัน  ไม่ได้พบกันนานร่วมยี่สิบปีแล้ว  ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้พบกันในสถานการณ์ทางการเมืองที่เราต้องประกาศจุดยืน  เขาเขียนกลอนการเมืองลงในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง  บอกว่าเขียนเพราะอยากเขียน  ไม่มีค่าเรื่องแต่อย่างใด  ได้อ่านแล้วก็พบว่าจุดยืนและทิศทางการมองของเราตรงกัน  แม้ว่าก่อนหน้านั้นต่างฝ่ายก็ต่างระแวงสงสัยกันว่า  ในสถานการณ์บ้านเมืองยามนี้  เพื่อนของเราแต่ละคน  ใครยืนอยู่ตรงไหน?
 
                       เมื่อพบทิศทางลมเดียวกัน  เราจึงได้รวมกลอนด้วยกัน  โดยมีเขาเป็นผู้จัดการต้นฉบับผ่านไปยังสำนักพิมพ์  เมื่อมีเล่มหนึ่งเล่มสองแล้ว  ยังบอกว่าอย่าลืมเตรียมสำหรับเล่มต่อไป  ซึ่งเขาบอกว่าจะต้องมีอย่างแน่นอน  
 
                       หนังสือกลอน  เป็นหนังสือขายยาก  ยิ่งกลอนการเมืองด้วยแล้ว  ไม่รู้จะขายได้สักแค่ไหน  แต่เคยได้คุยกับผู้จัดพิมพ์ที่เขาอุตส่าห์จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้คนแต่งกลอน  ถามว่าจะขายได้ไหม  จะคุ้มที่ลงทุนไหม  เขาบอกขายได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ  ขอเพียงให้ได้พิมพ์เผยแพร่บทกวี  จะว่าไป  ชะตากรรมของหนังสือรวมบทกวีก็มักเป็นเช่นนี้  คือมีคนอยากพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในสิ่งที่ชอบ  มากกว่าคิดจะทำยอดขาย
 
                       กลายเป็นว่า  สถานการณ์ทางการเมือง  ทำให้ผมได้เขียนกลอนการเมือง  ทำให้ผมได้ออกหนังสือรวมกลอนการเมือง  และหนังสือรวมกลอนการเมืองนั้น  ยังเป็นการประกาศจุดยืนมุมมองของผมและเพื่อนอีกต่างหาก  แน่นอน  การประกาศจุดยืนเช่นนั้น  ย่อมก่อให้เกิดได้ทั้งผู้นิยมชมชอบ  และผู้ที่ชิงชังรังเกียจ
 
                       จากการเขียนการทำไปเรื่อยๆ  ไม่ได้ตั้งใจ  ก็กลายเป็นการตั้งใจอย่างนึ่งในตัวมันเอง  นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง  หรือเป็นแค่เรื่องเฉพาะกาลของสถานการณ์  เพราะเขียนไปเขียนมา  ก็ชักเขียนออกแต่กลอนเชิงการเมือง  กลอนฝันๆ มันฝืดๆ ฝืนๆ ไปอย่างไรไม่รู้
 
                       อย่างไรก็ตาม  กลอนการเมืองแบบผมก็ยังไม่ถึงก้าวร้าวร้อนแรงอะไรนัก  แม้จะอยู่ในสถานการณ์กระตุ้นให้เกิดอารมณ์คับข้องใจกันทุกวี่วัน  ก็ไม่อาจเอาแต่อารมณ์อันพลุ่งพล่านมาเขียนกลอน  การเขียนกลอนอย่างมีอารมณ์ด้วยและเหตุผลด้วย  บางทีก็เขียนยาก  และขัดแย้งในตัวเองไม่น้อย
 
                       ฟังและอ่านกลอนการเมืองคนอื่น  ที่เขาใช้คำด่าหยาบๆ  สาปแช่งแรงๆ  อาฆาตมาดร้าย  เคียดแค้นชิงชังชนิดให้พ่ายพังกันบ้างข้าง  บางทีก็รู้สึกสะใจได้อารมณ์ไปด้วย  แต่บทตัวเองจะต้องเขียนกลอนการเมือง  กลับเขียนอย่างนั้นไม่ได้
 
                       ผมอาจมิได้มีธรรมชาติเป็นคนเขียนกลอนการเมือง  แค่สถานการณ์การเมืองพาไปในบางอารมณ์!
 
 
 
 
---------------------
 
(หนังสือที่เธอถือมา : อารมณ์การเมือง : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)