ไลฟ์สไตล์

'เพาะเป่ยโจ๊ะ'ต้นน้ำตกแม่สุรินทร์

'เพาะเป่ยโจ๊ะ'ต้นน้ำตกแม่สุรินทร์

22 ธ.ค. 2556

'เพาะเป่ยโจ๊ะ'ต้นน้ำตกแม่สุรินทร์ : คอลัมน์ชวนเที่ยว

               มันเหลือเชื่อมากๆ ที่ปีนี้ เกิดหิมะตกที่เขตซาปา ประเทศเวียดนาม ทั้งๆ ที่เคยเกิดอย่างมากก็แม่คะนิ้ง รวมถึงกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ก็เกิดหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบ 112 ปี  จนหลายคนบอกว่า เป็นไปได้ ที่อีกหน่อยเมืองไทยก็อาจจะมีหิมะตกบนยอดเขา เพราะช่วงเวลานี้ อากาศบนยอดเขาสูงก็ถึงขั้นติดลบแล้วเหมือนกัน  แต่สำหรับปีนี้ ดูเบาะๆ แค่แม่คะนิ้งกันไปก่อน

                แม่คะนิ้ง เป็นคำมาจากภาคอีสาน ถ้าเป็นภาษาพื้นเมืองทางเหนือ เรียกว่า เหมยขาบ แต่ทั้งสองคำนี้หมายถึงน้ำค้างแข็งนั่นเอง เกิดจากความหนาวเย็นจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำแข็งได้  ปีนี้เกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ที่เป็นดอยสูง

               แต่สำหรับชวนเที่ยวฉบับนี้ จะพาคุณผู้อ่านเดินทางกว่าพันโค้ง สู่ เมืองสามหมอก ปักหมุดปลายทางเป็นดอยสูงในชื่อภาษากะเหรี่ยง เพาะเป่ยโจ๊ะ หรือชื่อไทยๆ เรียกว่า ดอยแม่สุริน ซึ่งหัวหน้าทศพร จางสาย แห่งหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำแม่สะมาด ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าแถบนี้ บอกว่า สุรินเฉยๆ ไม่มี  _ทร์ เหมือนในป้ายชื่อน้ำตกแม่สุรินทร์ (ซึ่งจริงๆ ฉันว่าชื่อน้ำตกก็น่าจะเขียนว่าสุริน เฉยๆ เหมือนกัน เพราะอยู่แถวบ้านแม่สุริน)

               อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ที่เป็นรู้จักขึ้นชื่อ เพราะมีดอยที่เต็มไปด้วยดอกบัวตอง อยู่ที่ดอยแม่อูคอ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีดอยสูง วิวสวย ขอแค่ฝ่าฟันพันโค้งไปให้ได้เป็นพอ

                ฉันเอง คราวนี้เดินทางด้วยรถตู้ไปกับผองเพื่อนกลุ่ม ทารุณทัวร์ ผู้จัดแผนเดินทางครั้งนี้ให้ผ่านแค่เส้น 106 ช่วง ลี้-เถิน ก็ทำเอาเสียววูบวาบในช่องท้อง กว่าจะผ่านพ้นไปถึงฮอด-แม่สะเรียง-ขุนยวม ก็เรียกว่าแทบอยากจะหลับไปตลอดทางถ้าเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่หลับ ก็เลยต้องอาศัยแวะบ่อยหน่อย ตั้งแต่แวะกินข้าวเช้า ที่ อ.แม่สะเรียง เช้าๆ ที่นี่มีร้านข้าวมันไก่เปิดขายเยอะเชียว แล้วก็ไปแวะจิบกาแฟสด ที่ อ.แม่ลาน้อย อีกพักให

                ถึง อ.ขุนยวม เราไปตามป้ายบอกทางมุ่งหน้าสู่โครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เป็นทางเดียวกับที่ขึ้นดอยแม่อูคอ และน้ำตกแม่สุรินทร์นั่นล่ะ ทางคดเคี้ยวขึ้นเขาคราวนี้ชวนท้องไส้ปั่นป่วนกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา สงสัยเพราะมัวแต่เหลียวมองดงดอกบัวตองซึ่งเข้าสู่ช่วงโรยราซะแล้ว  เลยที่พักแถวดอยแม่อูคอขึ้นไปตามเส้นทางสู่น้ำตก จะเห็นป้ายขนาดใหญ่ "หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำแม่สะมาด-โครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ" ก็เลี้ยวขวาเข้าไปตามป้าย 

                แวะถ่ายของจากรถตู้ขึ้นรถกระบะกับตรงทางเข้าศูนย์กล้วยไม้นี่ละ เพราะเลยจากนี้ ถนนค่อนข้างลำบาก ถ้าหน้าฝนรถตู้ก็คงจอดสนิท แต่ช่วงหนาวๆ ไปจนถึงหน้าร้อน ถนนแห้ง รถตู้ไม่ติดสเกิร์ตก็เข้าไปได้ถึงหน่วยต้นน้ำฯ สบายๆ

                ถึงหน่วยต้นน้ำ ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี โชคดีที่เพื่อนไปล่วงหน้า จัดการสั่งกับข้าวกับปลา ที่ครัวแม่สะมาดของหน่วยต้นน้ำฯ ไว้เรียบร้อย แม้จะชื่อทารุณทัวร์ แต่คราวนี้มาแนวการุณทัวร์ซะมากกว่าแฮะ

               ระหว่างมื้อเที่ยง หัวหน้าทศพรยังแวะมาทักทาย เลยทำให้ได้รู้ว่า เมื่อก่อนป่าเขาแถวนี้ ที่เห็นในสายตา นอกจากผืนนาขั้นบันไดด้านล่างแล้ว นอกนั้นเป็นป่าปลูก รวมถึงดอยเพาะเป่ยโจ๊ะ หรือดอยแม่สุริน ที่เป็นเป้าหมายพักแรมคืนนี้ของพวกเราด้วย

               เพาะเป่ยโจ๊ะ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่สุริน อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำแม่สะมาด โดยมีหน่วยย่อยที่บ้านใหม่ห้วยหวาย ใกล้กับยอดดอยเกอโปโพโจ หรือดอยผักปราบ แต่ขาเที่ยวขาลุยอย่างเราๆ รู้จักกันในชื่อ โป่งสแยน ซึ่งเป็นดอยสูงที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (2,005 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง) และติดอันดับ 10 ของยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยด้วย

               ส่วนเพาะเป่ยโจ๊ะสูงราวๆ 1,600-1,800 เมตร เป็นต้นน้ำของน้ำตกแม่สุรินทร์ น้ำตกใหญ่ของจังหวัด และลำห้วยแม่สะมาด ขณะที่อีกด้านของเขา น้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน  รู้กันคร่าวๆ แค่นี้ ที่เหลือคือการเข้าไปสำรวจดูในพื้นที่

               เตรียมข้าวของเสร็จ ก็ขึ้นรถกระบะแรงดี ขึ้นไปส่งในจุดขึ้นเป้ที่อยู่ไม่ไกลจากยอดดอยมากนัก เหลือระยะแบกเป้เดินราวๆ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านอื่น ผ่านพื้นที่นาที่ปลูกข้าวพันธุ์โป่ะหลก ข้าวดอยเมล็ดสั้นที่ขึ้นชื่อของพื้นที่ รถกระบะพาไต่ขึ้นทางดินชันๆ ไปเรื่อยๆ จนฉันอดแซวไม่ได้

               "พี่จะขับไปส่งถึงยอดดอยเลยเหรือเปล่าเนี่ยะ"  พี่คนขับได้แต่หัวเราะ ก็เพราะไม่นานก็สิ้นสุดถนนซะแล้ว แต่ก็ช่วยย่นระยะทางไปได้โข ขาไปขอสบายๆ แบบนี้ก่อน ขากลับค่อยเดินกลับ

                แต่พอขึ้นเป้ ก็เป็นช่วงทางชันทันที ประมาณชันตั้งแต่เริ่มก้าวเลยทีเดียว พวกเรา 11 ชีวิต เดินตามๆ กันไป ตามเทรลเดินที่เหมือนแนวกันไฟที่เริ่มรกร้างขึ้นเขาไปเรื่อยๆ หญ้าป่าออกดอกสวยแปลกตา ต้นสนสามใบยืนต้นโต ต้นไม้อื่นๆ อีกหลายชนิด ที่ดูสูงใหญ่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแถวนี้ เมื่อก่อนเป็นพื้นที่ทำไร่ ปลูกฝิ่นก็มี แต่พอมีหน่วยต้นน้ำฯ เข้ามาช่วยดูแล ช่วยจัดการ โดยเฉพาะการชักจูงชาวบ้านช่วยกันปลูกป่า ดูแลผืนป่าเป็นของชุมชน

                "ที่นี่ตัดไม้ได้ ในฝั่งที่เป็นป่าปลูก โดยมีชุมชนเป็นผู้ดูแล จะไม่มีการตัดไม้ไปขายเหมือนกับนายทุน" พี่วินัย หนุ่มใหญ่ปกากะญอ ซึ่งประจำอยู่ที่หน่วยต้นน้ำฯ และเป็นคนนำทางของเรา บอกเล่าให้ฟังเมื่อฉันถามถึงการลักลอบตัดไม้

               ป่าแถวนี้ปลูกมาร่วม 20-30 ปีแล้ว ต้นไม้ถึงได้สูงใหญ่ จากดอยหัวโล้น กลายเป็นร่มครึ้มด้วยเรือนยอดไม้

                แต่ตามสภาพของดอยสูงแถบแม่ฮ่องสอน ที่บนยอดๆ เต็มไปด้วยต้นสาบเสือ ต้นสาบหมา และต้นหนาด ที่ช่วงนี้ออกดอกสีขาวสะพรั่ง ดูๆ ไปก็เหมือนดงดอกไม้

                ระยะพักขาบนสันเขาช่วงไม่ยาวนัก ก็ไต่ทางชันอีกครั้ง เพื่อขึ้นยอด มองย้อนหลังกลับไปเห็นยอดดอยสูงๆ เกอโปโพโจ อยู่ลิบๆ นั่นก็เป้าหมายในวันถัดไป... บอกแล้วคราวนี้ไปสบายๆ ไม่นาน แดดยังไม่ทันหมด ก็ถึงจุดตั้งแคมป์บนลานดอย เป็นบริเวณรอยต่อเขตพื้นที่บ้านห้วยหมาก-ลาง กับบ้านพะยอย

                ฟ้าที่ใดๆ ตอนเดินขึ้นดอย เริ่มครึ้มไปด้วยเมฆสีหม่นก้อนใหญ่ วิวที่เห็นเกือบจะ 270 องศา ทำเอาหวั่นๆ ว่าฝนจะตก แต่ก็โชคดีที่เมฆแค่มาขู่ พอถึงเวลาดวงตะวันจะลับขอบฟ้า ก็เริ่มเปิดให้เห็น เราเดินเลยจากแคมป์พักไปอีกหน่อยเป็นดงเฟิร์น ขนาดใหญ่ กับวิวโล่งๆ เห้นทิวเขาสลับซับซ้อนเป็นมุมมองอาทิตย์ตกที่สวยงามจริงๆ แสงอุ่นๆ ยามเย็นสาดส่องมา ทักทายแค่เล็กน้อย เพราะพอหมดแดด อากาศก็เย็นวูบ  แถมน้ำค้างแรงยังกะฝนตก จนไม่ดึกนักก็แยกย้ายกันเข้าเต็นท์ใครเต็นท์มันดีกว่า

               รุ่งเช้า ขอบฟ้าก็ยังอุตส่าห์มีทิวเมฆหนาทึบด้านบน เหลือช่องว่างพอให้เห็นดวงอาทิตย์ลอดผ่านได้ วันนี้ไม่รีบร้อน สายๆ ค่อยเดินลงไปกินข้าวเที่ยงที่หน่วยต้นน้ำฯ  ใช่...เดินลง แถมขาลงนี่จะเดินลงอีกด้านไปถึงนาข้าวด้านล่างกันเลยทีเดียว แต่อย่างว่า ขาลงมักไวเสมอ ฉันชอบเส้นทางลงนี้จริงๆ ลงจากยอดดอยนิดนึงก็ถึงจุดที่แยกไปดูต้นน้ำตก ที่เหลือจากนั้นก็เดินลงไปตามสันเขาโล่งๆ สวยๆ ราวชั่วโมงเศษ ก็ถึงทุ่งนาขั้นบันได แต่เก็บเกี่ยวข้าวไปหมดแล้ว เลยได้เดินถ่ายรูปเล่นกันให้หายเหนื่อย แล้วค่อนขึ้นรถกลับ

                นั่งกินข้าวเที่ยงที่หน่วยต้นน้ำฯ เหลือบมองขุนเขาที่ผ่านมา เพาะเป่ยโจ๊ะ ชื่อที่ชาวบ้านคุ้นเคย

                นี่เอง พลังชุมชนและการจัดการของหน่วยต้นน้ำฯ จากดอยโล้นเลยกลับเป็นดอยที่อุดมสมบูรณ์ได้ แม้จะใช้เวลาบ้างแต่ทุกอย่างเป็นไปได้ถ้าลงมือทำ... สัปดาห์หน้า มาติดตามกันต่อ จะพาไปขึ้นดอยสูงที่สุดของแม่ฮ่องสอน หลังจากพักขาสบายๆ ที่หน่วยต้นน้ำฯอีกสักคืน

               ติดต่อหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำแม่สะมาด : หัวหน้าทศพร 08-1950-4315

 

........................

 ('เพาะเป่ยโจ๊ะ'ต้นน้ำตกแม่สุรินทร์ : คอลัมน์ชวนเที่ยว)