
เวียนไปเวียนนา
ไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าทำไมชีวิตฉันช่างเวียนไป เวียนนา (Vienna)อยู่บ่อยๆ หลายครั้งที่มาเปลี่ยนเครื่อง บางครั้งที่แวะมาทำวีซ่าเพื่อเข้าบางประเทศที่ยังไม่ใช้วีซ่าเชงเก้น และบางครั้งที่ได้แวะเข้าไปทักทายเวียนนาแบบโฉบๆ
ก็เห็นจะมีครั้งนี้แหละ ที่ตั้งอกตั้งใจทำความรู้จักกับเวียนนาอย่างเป็นจริงเป็นจัง ก็ได้แต่หวังว่า 2-3 วันในเวียนนา คงพอทำให้คุ้นเคยกับเวียนนามากขึ้น
ยังเป็นสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส อีกเช่นเคย ที่หอบฉันจากสนามบินแผ่นดินทองข้ามทะเลอาระเบียนไปส่งถึงกรุงเวียนนา กาตาร์ แอร์เวย์ส มีเที่ยวบินไปเวียนนาทุกวัน (คลิกดูที่ www.qatarairways.com หรือถามรายละเอียดที่ 0-2259-2701-3)
“ถ้าจะเข้าตัวเมืองใช้ตั๋วนี้ได้มั้ย...” ว่าพลางฉันยื่นตั๋วรถไฟยูเรลพาสที่ใช้สัญจรในยุโรปให้นายตรวจรถไฟที่สนามบินดู หล่อนพยักหน้า แล้วดันเป้ที่กระเตงไว้บนหลังให้ขึ้นรถไฟ ที่กำลังจะเคลื่อนออกจากสนามบินใน 1 นาทีข้างหน้า เลยใช้บริการรถไฟเข้าสู่ตัวเมืองเวียนนาโดยไม่ต้องจ่ายเงินสักยูโรเดียว (คลิกดูตารางรถไฟได้ที่ www.raileurope.fr หรือ 0-2660-7067-9)
Happy Hostel เป็นเรือนพักสำหรับคนแบกเป้ที่อยู่แล้วแฮปปี้สมชื่อ เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเวสท์บานฮอฟเท่าไหร่ จะไปไหนมาไหนเลยสะดวก ก็เหมือนเช้าแรกในเวียนนาที่ตั้งใจจะไปพระราชวังพระราชวังเชินบรุนน์(Schonbrunn Palace) แค่ขึ้นรถไฟใต้ดินหน้าเรือนพักแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงพระราชวังแล้ว
เป็นเพราะมาเวียนนาหลายเที่ยว แต่ไม่เคยถึงพระราชวังเชินบรุนน์สักที เที่ยวนี้จึงยกเวลาให้แก่พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับสบูร์กแห่งนี้ สำหรับคนเคยเห็นพระราชวัง แวร์ซายส์ในฝรั่งเศส อาจจะบอกคุ้นตา
สวนสวยและน้ำพุมีไว้ต้อนรับขับสู้นักท่องเที่ยว แต่ถ้าใครจะบุกเข้าถึงเนื้อถึงตัวของเชินบรุนน์คงต้องใช้เวลานานหน่อย เพราะนักท่องเที่ยวเข้าคิวชมด้านในเยอะมาก นี่ขนาดเปิดให้ดูแค่ไม่กี่ห้อง ถ้าเปิดให้ดูครบ 1,400 กว่าห้อง เห็นทีต้องใช้เวลาเป็นเดือน
ผละจากรั้วของพระราชวังฤดูร้อน ฉันก็จับรถใต้ดินไปหาถนนริง (Ringstrasse) มุมของเวียนนาที่คุ้นเคยกันดี เพราะถนนวงแหวนยาว 4 กิโลเมตรที่โอบล้อมใจกลางเมืองเก่าแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญหลายแห่งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร พระราชวัง และ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์
อย่างคนว่านอนสอนง่าย ฉันยึดเส้นทางเดินเท้าตามที่คัมภีร์คนแบกเป้เชียร์ เริ่มจากโรงละครแห่งชาติหรือโอเปร่าเฮ้าส์ ยังไม่ทันออกเดินเท้าไปถึงไหน ถนนแครนท์เนอร์(Karntnerstrasse) ถนนสายช็อปปิ้งของเวียนนา ก็โบกมือเรียกหยอยๆ แล้ว
ทำใจแข็งเข้าไว้ แล้วเดินเลี้ยวไปหาโรงแรมซาเคอร์ โรงแรมเก่าแก่ประจำกรุงเวียนนา ที่เมื่อ 5 ปีก่อนฉันเคยมานั่งชิมช็อกโกแลตเค้กจิบคาปูชิโนที่โรงแรมแห่งนี้ จำได้ว่าอร่อยสมคำยุยงของมิ่งมิตรหลายๆ คน
จากตรงนี้เดินข้ามจัตุรัสอัลเบอร์ทินา (Albertinaplatz) ไป ก็ถึงจัตุรัสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเวียนนาที่ชื่อจัตุรัสโจเซฟ (Josefsplatz) มุมที่มีสวนสวยเอาไว้ให้ชาวเมืองมานั่งล้อมวงปิกนิค ชมความโอ่อ่าของหอสมุดแห่งชาติ ส่วนบรรดานักท่องเที่ยวก็นั่งตามคาเฟ่ตากแดดกันอย่างไม่ยี่หระแสงยูวี
นี่ถ้าหอบข้าวใส่ปิ่นโตมาด้วย ก็จะนั่งแวะเปิบข้าวปลาอาหารกันแถวนี้ แข่งกับเด็กวัยรุ่นออสเตรียที่นั่งล้อมวงจิบเบียร์ดูดชิชากันเป็นแฟชั่น
ไม่ไกลออกเป็น แค่เดินทะลุจัตุรัสไมเคิล (Michaelplatz) ก็ถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เวียนนาภูมิใจนำเสนอ นั่นคือ พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofhurg) ไม่มีใครรีบร้อนไปไหนเมื่อมาถึงจุดนี้ เราต่างนั่งฟังเสียงเพลงที่ล่องลอยมาจากโบสถ์ และบางครั้งก็มีเสียงไวโอลินจากนักดนตรีปลิวมาสมทบข้างกกหู เป็นสุนทรีย์สมกับอยู่ที่บนดินแดนแห่งเมืองดนตรีคลาสสิกจริงๆ
โต๋เต๋อยู่แถวพระราชวังได้พักใหญ่ ก็กลับมายืนบนถนนริงอีกครั้ง พอข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จะรอทุกคนอยู่ที่นั่น สำหรับคนคลั่งศิลปะ ที่นี่มีผลงานในสมัยราชวงศ์ฮับสบูร์กเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังชมอย่างอิ่มตา
เดินถัดขึ้นไปอีกนิด ฉันเจอกับอาคารรัฐสภาประจำกรุงเวียนนา มุมที่ด้านหน้ามีรถม้าวิ่งสวนกับรถรางแทบทุก 5 นาที ใกล้ๆ กันเป็นศาลาว่าการประจำเมืองที่ตั้งอยู่ละแวกเดียวกับมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนา
ก็เดินๆ หยุดๆ ถ่ายรูปแบบกะปริบกะปรอยมาตลอดทาง จนมาถึงมหาวิหารเซนต์สตีเฟ่น (St’Stephen’s Cathedral) ที่เป็นนางเอกประจำเวียนนา หากใครมีโอกาสไปเวียนนา ช่วงแดดร่มลมตกของทุกวัน เชียร์ขาดใจให้ไปอยู่ในมุมนี้ เพราะรายรอบมหาวิหารสไตล์โกธิกจะมีร้านขายเบียร์และของที่ระลึก คาเฟ่และนักดนตรีเร่เดินกันขวักไขว่ไปหมด
ไอ้เรามันคนประเภทไปลามาไหว้ ก่อนจะผละจากเวียนนา เลยไปกราบลาโยฮันน์ สเตราท์ที่อนุสาวรีย์สีทองของเขา สเตราท์ไม่เห็นว่าอะไร ได้แต่ยืนสีไวโอลินตากแดดต่อไปอย่างไม่ไยดีอาคันตุกะจากขวานทอง
"กาญจนา หงษ์ทอง"



