ไลฟ์สไตล์

'การปฏิรูป'ได้เริ่มมาสักพักแล้ว

'การปฏิรูป'ได้เริ่มมาสักพักแล้ว

21 ธ.ค. 2556

'การปฏิรูป'ได้เริ่มมาสักพักแล้ว : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล


 
    
          ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา “บ้านหลังใหม่” ของเราตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งของแนวคิด “การปฏิรูป” โดยมุ่งประเด็นไปที่การ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” และการ “คอร์รัปชั่น”โดยเฉพาะการ “ซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ในการเลือกตั้งทาง “การเมือง”  มีเป้าพุ่งไปที่ “ระบอบทักษิณ” ที่จำเป็นต้องล้มล้างและสถาปนาระบบการเมืองใหม่ ซึ่งหากว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วในสังคม “ประชาธิปไตย” ก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะคิดและนำเสนอแนวคิดของตน
    
          แต่ผมอยากจะเตือนสติว่า ถึงแม้จะหมด “ระบอบทักษิณ” ก็ใช่ว่าจะหมด “คอร์รัปชั่น”  ยังมีอีกหลายก๊ก หลายเหล่า หลายพรรค หลายพวก และคงต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า การ “คอร์รัปชั่น” นั้น ไม่ได้มีเฉพาะทาง “การเมือง” แต่มีแทรกเป็น “ยาดำ” ในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นวงการทหาร, ตำรวจ, ตุลาการ, อัยการ,  การศึกษา,วงการธุรกิจ ฯลฯ ล้วนแต่เข้าขั้น  “โคม่า” ต้องการ “การปฏิรูป” อย่างเร่งด่วนแทบทั้งสิ้น  
    
          อย่างไรก็ตาม มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นความงดงามของระบบ “ประชาธิปไตย” แบบไทยๆ ครับ เป็นสภาวะที่ประชาชนชาวไทยได้เรียนรู้และตื่นตัวที่จะตรวจสอบ   เมื่อตั้ง “สติ” คิดได้เช่นนี้ จึงเริ่มเข้าใจว่าในระบบ “ประชาธิปไตย” นั้น กระบวนการ “เลือกตั้ง” เป็นความงดงามอย่างที่สุดเพราะเป็น “เครื่องชี้วัด” ข้อเดียวที่สามารถบอกได้ว่า คนทุกคนในสังคมไม่ว่ายากดีมีจนมีสิทธิเท่าเทียมกัน และเป็นกระบวนการเดียวที่แตกต่างจากการปกครองระบอบอื่นที่ “ประชาชน” คนรากหญ้ามีสิทธิและอำนาจสามารถถอดถอน “ผู้นำ” ได้อย่างถูกต้องตามหลัก “รัฐธรรมนูญ”  
    
          ถึงแม้ว่าระบบ “ประชาธิปไตย” จะไม่ใช่ระบบการปกครองที่ดีที่สุดและมีจุดอ่อนอยู่มิใช่น้อย แต่ก็เป็นระบบเดียวที่มีการ “คัดค้าน” และ “ส่งเสริม” ให้ค้ำจุนเกื้อหนุนกัน อันเป็นหลัก “นิติรัฐ” ที่สำคัญในระบอบ “ประชาธิปไตย” ที่จะเดินต่อไปไม่ได้เลยหากสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของคนในรัฐถูกละเลย ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยหรือข้างมาก เพราะฉะนั้นอันตรายที่สุดของระบอบ “ประชาธิปไตย” ก็คือแนวคิด “กลุ่มนิยม” และ “พรรคนิยม” ซึ่งไม่ใช่ “ตรรกะนิยม” ที่ยืนบนพื้นฐานของเหตุและผลอันเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าและอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าของกลุ่มต่างๆ หากไม่สามารถควบคุมให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎกติกามารยาทได้แล้ว  “บ้านหลังใหญ่” ของชาว “คนรักบ้าน” ก็จะลุกเป็นไฟและอาจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ  
    
          ในความเห็นของผมนั้น แนวทางการ “ปฏิรูป” อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เห็นต่างต้องมีเจตจำนงที่ชัดเจน (โดยเฉพาะเชิงนโยบายสำคัญที่สุด) เพราะหากเราไม่รู้ว่าจะ “ปฏิรูป” เพื่ออะไร และการ“ปฏิรูป” จะนำเราไปสู่ทิศทางใด และสุดท้ายเมื่อ “ปฏิรูป” แล้วจะได้อะไร ซึ่งแนวคิดในลักษณะนี้จะต้องเตรียมคิดถึง “ปัญหา” ทั้งในอดีตและที่จะเกิดในอนาคตที่จะต้องร่วมกันแก้ หากทุกฝ่ายคิดได้อย่างนี้การ “ปฏิรูป” ที่อาจจะขลุกขลักอยู่บ้างแต่ก็จะไม่ตีบตัน
    
          แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันหากอีกฝ่ายหนึ่ง “รุกไล่” อีกฝ่ายหนึ่ง “บีบคั้น” ให้เข้าสู่ “ทางตัน” แบบ “จนตรอก” ก็จะก่อให้เกิดภาวะ “สุญญากาศ”  ซึ่งในสภาวะนั้นก็จะไม่มีกฎกติกาอะไร และอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะเป็น “กฎกู”  ไม่ใช่ “กฎเกณฑ์” ที่เคยได้รับการยอมรับ  ผมอยากวิงวอนนะครับว่าในการ “ปฏิรูป” ให้ทุกฝ่ายใช้ “วิจารณญาณ” อย่างมี “วุฒิภาวะ”  ไม่ใช่เป็นแบบ “พวกมากลากไป” เพราะโลกทั้งโลกกำลังจับตามองแนวทางในการ “ปฏิรูป” ของเราอยู่  โดยเฉพาะบรรดาเพื่อนบ้านในภูมิภาค “อาเซียน”  ซึ่งไม่ถึงอีก  2  ปี  ก็จะเปิด “เสรีอาเซียน” แล้วครับ
    
          ผมมักพูดเสมอครับว่าสถานการณ์ที่นำไปสู่แนวคิดในการ “ปฏิรูป” นั้นเป็นความงดงามอย่างที่สุดของพัฒนาการในระบอบ “ประชาธิปไตย” ที่สุดท้ายแล้วทุกภาคส่วนต้องได้รับการตรวจสอบ   ดังนั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นตรงไปตรงมาอย่างมีคุณภาพจาก “พรรคฝ่ายค้าน” เป็นสิ่งที่ทรงเกียรติ,สง่างามและทุกคนคาดหวัง  และระบบ “ประชาธิปไตย” เป็นระบบเดียวที่ “เสียงข้างน้อย” ที่เป็น “เสียงที่เบากว่า”  หรือ “เสียงที่ชายขอบ” ได้รับการยอมรับและรับฟัง (ไม่ใช่เสียงข้างมากแบบลากไปใน “สภาฯ”  จะชนะเสมอไป)  ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าเป็นระบอบการปกครองเดียวที่ทุกเสียงได้รับความเอาใจใส่
    
          จะว่าไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475  เราก็เดินทางมาไกลโขแล้วครับ  สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดของระบบ “ประชาธิปไตย” แบบไทย ๆ ก็เบ่งบานจนหลายประเทศอิจฉาคนไทย  อดทนกันสักนิด  เพราะ “ของที่ดีย่อมมาช้าเสมอ”  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือระบวน “การปฏิรูป”  ซึ่งผมเชื่อว่าได้เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ  มานานหลายปีแล้ว  มิฉะนั้นคนกว่า  4  ล้านคนคงไม่ยินยอมพร้อมใจกันออกมาเดินขบวนเต็มท้องถนนเพื่อขับไล่รัฐบาลเสียงข้างมากที่หมกเม็ดทำอะไรไม่โปร่งใสหรอกครับ  
.......................................
(หมายเหตุ 'การปฏิรูป'ได้เริ่มมาสักพักแล้ว : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย...  ดร.ภัทรพล)