ไลฟ์สไตล์

ร.ร.ชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ไม่พึ่งเคมี-กินทุกอย่างที่ปลูก

ร.ร.ชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ไม่พึ่งเคมี-กินทุกอย่างที่ปลูก

15 ธ.ค. 2556

ร.ร.ชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ไม่พึ่งเคมี-กินทุกอย่างที่ปลูก : คอลัมน์ท่องโลกการเรียนรู้ : โดย...หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

                     "ครูพามาทัศนศึกษาที่นี่ มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ (ไร่เชิญตะวัน) ได้เรียนรู้การทำนาเกษตรอินทรีย์ ไม่พึ่งเคมี การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวลงได้ รวมทั้งได้เรียนรู้หลักธรรมคำสอนของพระมหาวุฒิชัย หรือ ว.วชิรเมธี และซึมซับการเป็นพระนักอ่าน ทำให้สนใจนำมาเป็นแบบอย่างอยากเรียนรู้และอ่านหนังสือให้มากที่สุดเพื่อจะได้เป็นนักอ่านเหมือนพระอาจารย์" ลักษิกา วงศ์ชัย อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.6 ประธานนักเรียนโรงเรียนบ้านเวียงชัย กล่าว
 
                     วันนั้น ลักษิกา มาทัศนศึกษา พร้อมกับเพื่อนๆ ร่วม 100 คน และมีน้องๆ จากโรงเรียนอนุบาลบ้านเวียงชัยมาด้วย โดยมี สินธพ อุ่นกอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเวียงชัย ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระมหาวุฒิชัย หรือ ว.วชิรเมธี เป็นผู้นำเด็กๆ มาร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและร่วมถวายพระพร ที่มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ (ไร่เชิญตะวัน) เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา   โดยวันนั้นพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้จัดกิจกรรมแขกเกี่ยวข้าวในโครงการ "ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ" ด้วย 
 
ไป
                     พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี บอกว่า ข้าวพันธุ์หอมนิล จำนวน 3 ไร่เศษนั้น เป็นผลผลิตของนักเรียนโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่มีการใช้สารเคมีแต่จะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ รวมถึงการปรับปรุงสภาพดินให้แข็งแรงเพื่อให้มีภูมิต้านทานในการป้องกันศัตรูพืช โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เสร็จสิ้น หลังจากนั้นข้าวทั้งหมดได้นำไปเข้าพิธีก่อนจะแจกจ่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรเพื่อนำไปปลูกในที่ดินของตนเองต่อไป
 
 
                     โรงเรียนชาวนาแห่งนี้ จะสอนเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับการสอนเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตในการทำนาข้าว ทั้งหลักสูตรระยะสั้น 3 วัน เปิดอบรมปีละ 1,000 คน และเปิดอบรมหลักสูตรชาวนามืออาชีพ 1 ปี รับปีละ 100 ครอบครัว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีปราชญ์ชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จจากการทำเกษตรอินทรีย์ กระทั่งสามารถปลดหนี้สินได้ นักวิชาการจากกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาสอนให้ และมีบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือปูนอินทรี ให้การสนับสนุนปูนในการสร้างห้องสุขา เพื่อรองรับทั้งผู้ที่เข้ามานั่งวิปัสสนา และนักเรียนชาวนาที่เข้ามาร่วมเรียนรู้
 
                     "นางกองเงิน กิจเกียร" อายุ 47 ปี ย้ายภูมิลำเนาจากคนอุดรธานี มาอยู่ที่บ้านไตรแก้ว ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย นักเรียนชาวนารุ่นปัจจุบันเล่าว่า ทำนาตนเอง 14 ไร่ เช่าอีก 20 ไร่  แบบดั้งเดิมมีการใช้สารเคมี ต้นทุนสูง จนกระทั่งเทศบาลตำบลเวียงเหนือจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการทำนาแบบไม่ต้องใช้สารเคมี จึงเข้าไปอบรมเป็นเวลา 3 เดือนหลังจากนั้นจึงมาเรียนต่อที่โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ อีก 1 ปี โดยเรียนทุกวันศุกร์ ซึ่งเป็นการเรียนแบบเข้มข้น มีการสอนให้ความรู้แบบครบวงจรทุกอย่างเกี่ยวกับการทำนา
 
                     โดยได้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์จาก ลุงผ่าน ปันคำ ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรยั่งยืนตำบลศรีเมืองชุม ซึ่งเคยมีหนี้สินหลายสิบล้านบาท แต่หลังจากปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการพึ่งเคมี หันกลับมาใช้ธรรมชาติคืนสู่ธรรมชาติ กระทั่งสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง บอกว่า แต่ก่อนมีที่นาอยู่ 14 ไร่ ปลูกข้าวตามที่พ่อแม่รู้สืบทอดสอนมา ทำนากันแบบเก่าๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการทำบันทึกรับ-จ่าย ว่าการทำนาต้นทุนเท่าไร ทั้งค่าไถ เมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา กู้มาลงทุน จ้างทุกอย่าง ต้นทุนจึงสูง เมื่อข้าวขายไม่ได้ราคาจึงเป็นหนี้กันเพิ่มขึ้น จึงปรับเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ เริ่มต้นด้วยการปรับปรุงดินให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ก่อน ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูกช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวลงได้ ซึ่งใช้เวลา 4-5 ปี ซึ่งหลังจากปลูก ข้าว กข.6 ตามขบวนการ จากข้าว 60 ถัง เพิ่มขึ้นมาเป็น 90 ถัง/ไร่ 
 
                     “การเรียนรู้การทำนาแบบไม่ใช้สารเคมี และการดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติทำให้เห็นชัดเจนว่า การทำเกษตรอินทรีย์ดีกว่าการใช้สารเคมี ผลผลิตได้เท่าเดิมแต่ลดต้นทุนได้เกินกว่าร้อยละ 50 ปัจจุบันลงทุนไร่ละ 30,000 บาททำได้ปีละ 2 ครั้ง ขายได้ครั้งละ 200,000 บาท จากที่มีหนี้สินอยู่ 300,000 บาท คิดว่าอีกไม่เกิน 3  ปี น่าจะเป็นปลดหนี้ได้” นางกองเงิน กล่าวอย่างเชื่อมั่น
 
                     สนใจเยี่ยมโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษศาสตร์ ออกจากจากตัวเมืองเชียงราย วิ่งไปทาง อ.เทิง จะผ่าน ต.ห้วยสัก ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เลยตัว ต.ห้วยสักไปประมาณ 700 เมตร จะมีทางเลี้ยวขวา จากถนนใหญ่ ทางเข้าไร่เชิญตะวัน อีก 7 กิโลเมตร...
 
 
 
.....................
 
 
(ร.ร.ชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ไม่พึ่งเคมี-กินทุกอย่างที่ปลูก : คอลัมน์ท่องโลกการเรียนรู้ : โดย...หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ)