
การทดลองครั้งใหม่เมื่อเว็บไซต์หันมาทำ'นสพ.'
การทดลองครั้งใหม่ เมื่อเว็บไซต์หันมาทำ "นสพ." : คุยนอกกรอบ โดย... สินีพร มฤคพิทักษ์
วันก่อนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ www.ThaiNGO.org เห็นมีประกาศว่าให้เตรียมพบกับ "นสพ.ไทยเอ็นจีโอ เร็วๆ นี้" อดแปลกใจไม่ได้ว่าในยุคที่ใครๆ ต่างก็มุ่งไปที่สื่อใหม่ เช่น โซเชียลมีเดีย อินเทอร์เน็ต แต่ทำไมเว็บไซต์กลับคิดทำหนังสือพิมพ์
อัฎธิชัย ศิริเทศ เว็บมาสเตอร์ไทยเอ็นจีโอ เล่าถึงเบื้องหลังความคิดดังกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ทำสื่อเว็บไซต์ตั้งแต่ปี 2543 เป็นเวลาสิบปีเศษ พบว่า 1) มีปัญหาการเข้าถึงกลุ่มคนผู้รับสาร ส่วนใหญ่เป็นองค์กรชาวบ้าน แกนนำชุมชน กลุ่มทำกิจกรรมทั้งสังคม ซึ่งมีทั้งคนในเมืองที่เข้าถึงและยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี
2) จริงอยู่ว่าการทำสื่อเว็บไซต์ก่อกระแสได้ดี แต่ในเชิงลึก การให้ข้อมูล การเรียนรู้ กลับไม่เกิดพลังเท่าที่ควร มันมีแค่จำนวนหนึ่ง คนยังต้องการสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการเชื่อถือมากกว่า เช่น ชาวบ้านยังพรินต์ข่าวจากเว็บไซต์ลงบนกระดาษแล้วนำไปใส่กรอบ เพื่อเป็นหลักฐานว่าเขาได้พูดกับสาธารณะ 3) มีความเชื่อส่วนตัวว่าพลังสื่อสิ่งพิมพ์ยังอยู่ในการเป็นอาวุธของประชาชน บอกกล่าวกับสังคมภายนอกเรื่องปัญหา เนื่องจากประเด็นปัญหาของชาวบ้านส่วนใหญ่ความเดือดร้อนในพื้นที่ 4) เป็นวาระพิเศษ อยากมีสื่อเป็นกระบอกเสียง ตรวจสอบอำนาจ ตรวจสอบรัฐบาล เป็นสื่อที่ได้รับการยอมรับจากคนชั้นกลาง ปัญญาชน
"ผมอยู่ต่างจังหวัด บ้านนอกมีปัญหาคือไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ เขารับข่าวจากทีวี เวลาเดินทางไปเจออย่างนี้ เช่น มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ทุกคนอ่านอย่างใจจดจ่อ หนังสือพิมพ์ยังมีคุณค่ากับคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเรื่องของเขาเอง เขาได้รับรู้ด้วย ประเด็นของชาวบ้าน ได้เห็นตัวอย่างของพื้นที่อื่นในการต่อสู้ เช่น กรณีเหมืองแร่ บางพื้นที่ชาวบ้านไม่กล้าสู้ (กับนายทุน) เราเดินทางเห็นว่าหลายแห่งมีคนสู้และสู้ได้ ชาวบ้านได้ปกป้องหมู่บ้าน และสิทธิของเขาได้โดยไม่สูญเสียด้วย ทำอย่างไรให้มีสื่อกลางแบบนี้ ให้เห็นว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังสู้ได้ เป็นผู้ชายกลัวอะไร เป็นประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่เราคาดหวังกัน"
เว็บไซต์ไทยเอ็นจีโอวางตัวเองว่าเป็น "กระบอกเสียง" ของชาวบ้าน
"โดยภารกิจความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เรายืนตรงคนทำงาน คนสู้เพื่อสิทธิ คนยากไร้ คนชายขอบ ไม่ได้พูดถึงตัวเองในความเป็นสื่อกลาง แต่พูดถึงปัญหาชาวบ้าน ลักษณะเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้าน จะบอกว่าเป็นกลางไม่ได้ ผมโดนวิจารณ์เยอะว่าวางตัวไม่เป็นกลาง ไม่ว่าประเด็นพลังงาน เขื่อน คือผมเสนอข้อมูลจากชาวบ้านที่ร้องเรียน หรือได้รับความเดือดร้อน แต่ไม่มีจาก กฟผ. หรือกลุ่มทุน...
"อย่างตัวเว็บไซต์คนเข้าใจแล้ว บางคนแค่เข้ามาดูว่า สายเอ็นจีโอ ประชาชนคิดยังไง ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านคิดอย่างไร ผมว่าหัวใจสำคัญของเว็บไซต์อีกเรื่องคือเป็นที่รวบรวมข้อมูล เอกสาร ความคิดเห็น ในสังคมไทยตอนนี้กำลังเถียงในเรื่องที่ไม่มีข้อมูลเยอะเกินไป สื่อสิ่งพิมพ์เป็นที่ระบายข้อมูล เรารับข้อมูลเยอะในแต่ละวันจากที่จากชาวบ้านส่งมา แต่ไม่มีที่ระบายเพียงพอ คือคนไม่ค่อยอ่านในเว็บไซต์ หากไม่มีประเด็นการทะเลาะกัน จึงต้องหาพื้นที่เพิ่ม ให้สาธารณะได้รับรู้"
"งานของเราไม่จำกัดกลุ่มเลย รวมทั้งเอ็นจีโอสีเหลืองและสีแดง เราสนใจแต่ว่าใครต้องการพูดในสิ่งที่ตัวเองกำลังต่อสู้อยู่ เราคุยกันเสมอว่าชาวบ้านคนไหนเดือดร้อนและต้องการพื้นที่พูด เราเปิดพื้นที่ให้ เราไม่ได้ลงตรวจสอบข้อเท็จจริง บางกลุ่มตัดสินว่าเราเอียงทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง ซึ่งห้ามไม่ได้ แต่เรายืนยันว่าเป็นสื่อ ยกเว้นบางประเด็น เราแบนตัวเอง เช่น การวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน หรือการปลุกเร้าให้คนแตกแยกกันซึ่งมีน้อย ตอนหลังเขาเข้าใจว่าเราไม่อนุญาต"
สังเกตเห็นเมื่อไรว่าชาวบ้านสนใจสื่อสิ่งพิมพ์มากกว่าเว็บไซต์?
ยุคแรกๆ ก็คิดเรื่องนี้ สิบปีให้หลังคุยกันในกลุ่มเล็กๆ พบว่า ชาวบ้านมีปัญหาด้านทักษะในการใช้เทคโนโลยี คนรุ่นใหม่สนใจและเก่งเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่พฤติกรรมการอ่านของชาวบ้านที่มีอายุยังชอบอ่านหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ เลยคิดว่าเราทำเฉพาะกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเป้าหมาย เป็นเครือข่ายพัฒนาองค์กร พี่น้องชาวบ้าน นักกิจกรรมสังคมจำนวนหนึ่ง
"สื่อเว็บไซต์มีปัญหากระแสตก เพราะคนไปเล่นเฟซบุ๊ก นักเคลื่อนไหวหลายคนหันไปใช้เฟซบุ๊กในการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลให้เกิดการเรียนรู้ เราเห็นภาพบางอย่างว่าหละหลวมไป ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ การศึกษาวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ กับการให้สังคมได้รับรู้ ไม่ใช่โพสต์สองสามคำแล้วเป็นกระแส ช่วงหลังที่เป็นเฟซบุ๊กเล่นกันอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องท้าทายมากที่กลับมาคิด สื่อสิ่งพิมพ์เป็นเรื่องยากเป็นโจทย์ที่คนไม่อยากคิดแล้ว แต่ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อ ทำให้เห็นว่ามีคุณค่าอย่างไร"
"ผมไม่ได้ปฏิเสธการใช้เว็บไซต์ จริงๆ ช่วงนี้คือเฟซบุ๊ก มันปั่นกระแสได้ แต่การให้ความรู้ ข้อมูลไม่ดีพอ คนแทบไม่ได้ความรู้ แทบไม่ได้อ่านด้วยซ้ำ ไม่ได้วิเคราะห์ ได้แต่โพสต์ แชร์ ต่อๆ กัน โดยไม่ย้อนกลับมาตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ยังไง เมื่อไร ทำไม มันเร็วมากแต่ข้ามรายละเอียดเยอะมาก ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คนทำสื่อต้องกลับมาตั้งคำถาม โอเคไม่ใช่เรื่องของกำไร คุ้มไม่คุ้ม อาจทำให้สามเดือนจอด ก็ไม่แปลก แต่ต้องคิดว่าทำไงให้สังคมกลับมามีวัฒนธรรมการอ่าน รับข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล การอ่านสิ่งพิมพ์ทำให้มีสติกว่านะ"
"บางทีเราคุยกับเพื่อนที่ทำโครงการรักการอ่าน ถ้าเราพูดเรื่องการอ่านโดยไม่ทำสื่อการอ่านให้ครอบคลุมหลากหลาย เป็นการพูดที่ไม่มีทางออกในตัวเหมือนกัน ถ้าเราช่วยกันแต่งเติมข้อมูล ข้อเท็จจริง ความหลากหลายทางความคิด มันจะสร้างบรรยากาศให้เขาได้ ปัจจุบันเรามีเครือข่ายสมาชิกเอ็นจีโอของเว็บไซต์ 6-7 พันคน ถ้าได้สมาชิกเป็นฉบับพรินต์สักหนึ่งพันคนก็ดีใจแล้ว ผมว่ามันต้องพิสูจน์ตัวเองอีกเยอะ"
นอกจากความ "ลุ่มลึก" ของข้อมูลแล้ว อีกด้านหนึ่งเขาประเมินจากความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย หมายถึง ชาวบ้าน คนเล็กคนน้อย คนทำงานเพื่อสังคมที่อยู่ชายขอบ ดังที่เขาอธิบายว่า
ชาวบ้านถูกจำกัดเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ การที่ชาวบ้านได้ลงข่าวกรอบเล็กๆ เป็นหลักฐานว่าเขาได้รับความสำเร็จ ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง มีสื่อสนใจการทำงานของเขาอยู่ ทำให้เขากล้าขึ้น รักกันมากขึ้น มีความสุขร่วมกันว่าได้ลงข่าว นี่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่น่าสนใจ ส่วนที่ว่าเนื้อหาจะแตกต่างจากเว็บไซต์อย่างไรนั้น เว็บมาสเตอร์ตอบว่า บางส่วนคล้ายกับเว็บไซต์ เพียงแต่อาจมีตัดย่อสรุปขยาย บางทีเป็นบทความขนาดยาว ลงเว็บไซต์ได้ แต่ลงสิ่งพิมพ์ไม่ได้
"60-70 เปอร์เซ็นต์ใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์ บางส่วนมีเฉพาะสิ่งพิมพ์ ยุคแรกๆ ต้องมีสิ่งที่น่าสนใจเฉพาะในสิ่งพิมพ์เท่านั้น เป็นบทสัมภาษณ์ สกู๊ปพิเศษ เพื่อให้มีเสน่ห์ มีพลังของมัน สิ่งพิมพ์อาจทำได้เร็วกว่า หนักหน่วงกว่า แต่ช่วงนี้กำลังปรับโครงสร้างรอบที่สาม คือตอนแรกผู้ใหญ่อยากให้แรงๆ พอออกแบบแรงสุดโต่งไป กำลังปรับอยู่เป็นภาวะภายใน"
หนังสือพิมพ์ไทยเอ็นจีโอ กำหนดวางแผงฉบับแรกหลังปีใหม่เป็นฉบับแรก พิมพ์ไซส์แทบลอยด์ จำนวน 24 หน้า ออกเป็นรายเดือน ทดลองทำ 12 ฉบับก่อน ดูฟีดแบ็กว่าจะสร้างความน่าสนใจ ยืนอยู่ด้วยตนเองได้หรือไม่ เบื้องต้นใช้ทุนจากมูลนิธิกองทุนไทย หลังจากนั้นเป็นเรื่องของสปอนเซอร์ การหาทุนเป็นเรื่องสำคัญในระยะต่อไป โจทย์ตอนนี้คือคิดรูปแบบและเนื้อหาสาระดีให้ก่อน
สำหรับทีมงานนักเขียนส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ คนที่คลุกคลีงานพัฒนา อดีตนักพัฒนา ประชาชนทั่วไป ในการทำงานแต่ละฉบับจะมีการคุยกันก่อนว่า วาระนั้นมีประเด็นอะไรน่าสนใจ เช่น ช่วงนี้มีกระแสปฏิรูปประเทศ คุณมีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม หากนักเขียนมีประเด็นที่อยากพูดอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหา เป็นเสรีภาพของนักเขียน
ส่วนที่ว่าจะแจกฟรี หรือขาย ยังไม่มีข้อสรุป
"จริงๆ อยากได้การบริจาค ให้คนใช้พื้นที่ร่วมกันสมทบ นี่เป็นความฝัน พอคุยกับผู้บริหาร คนมีประสบการณ์ทำสื่อ เขาบอกว่าแบบนั้นเป็นไปได้ยาก และแนะนำให้ทำเป็นระบบสมาชิกรายปี ราคาเท่าไรก็ว่าไป...ใจจริงอยากให้คนข้างนอก เข้ามาร่วมอ่านด้วย เราให้ความสำคัญเลยแหละ แต่จังหวะก้าวแรกขอเริ่มจากกลุ่มในเครือข่ายก่อน ยังไม่กล้าตั้งเป้าสูงมาก ยังเป็นความฝัน เราเองก็อยากให้เป็นสื่อกลาง เป็นพื้นที่ให้คนชายขอบ คนเสียงเล็กเสียงน้อย เป็นสื่อเล็กๆ ก็จริง แต่ให้ชาวบ้านรู้จัก เวลามีปัญหาจะนึกถึง เราอยากให้มันเดินไปอย่างนั้น นี่เป็นจุดมุ่งหมายที่แอบฝัน"
นอกจากอาชีพเว็บมาสเตอร์ และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยเอ็นจีโอแล้ว ตอนนี้อัฎธิชัยกำลังทดลองทำนาอินทรีย์ด้วย เขาอธิบายว่างานเอ็นจีโอเป็นงานที่เขารัก แต่มันไม่ตอบโจทย์ในการดำรงชีพ
"ผมอยู่กรุงเทพฯ มาเกือบยี่สิบปีแล้ว เหนื่อย เพิ่งกลับมาอยู่บ้านไม่กี่เดือน พ่อแม่อยู่สุรินทร์ ไม่สบายด้วย...อาชีพเอ็นจีโอไม่ตอบโจทย์รายได้เท่าไร ยังอยากทำอยู่ แต่กลับมาอยู่บ้านได้ปลูกผักกินเอง กำลังขายข้าวอินทรีย์ สนใจสั่งได้เป็นข้าวกล้อง ผมปลูกข้าวพื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์ เป็นข้าวเขมรโบราณ “พันธุ์ผกาอำปึล” แปลเป็นไทยว่า “หอมดอกมะขาม” ขายกิโลละ 45 บาท ข้าวพื้นเมืองสูญพันธุ์หมด ผมวิ่งหาหลายเดือนกว่าจะเจอ ข้าวนี้อยู่ในตำนานคนแก่เล่าให้ฟัง ความจริงมีหลายพันธุ์ หาได้พันธุ์เดียว เขาเล่าให้ฟังว่าข้าวหอมโบราณของเขมรมีเยอะ เช่น หอมดอกลำดวน หอมดอกมะลิ หอมดอกมะขาม แต่ละพันธุ์หอมต่างกัน อร่อยต่างกันยังไง ผมก็ศึกษาและพยายามรวมพันธุ์พื้นเมือง คอนเซปต์ชีวิตเหมือนเดิม...เวลาเข้ากรุงเทพฯ ก็บรรทุกข้าวใส่รถกลับมา"
"ผมไม่เคยทำนา กลับมาเรียนรู้ เป็นนักเรียน เดินเรียนกับชาวบ้าน หว่านก่อนแล้วถอน เป็นเรื่องสนุกอยู่ มันตอบโจทย์อยู่อย่าง ผมทำสื่อไม่ตอบโจทย์รายได้ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่อยู่บ้านเสร็จจากงานไร่ นั่งทำงาน หรือตื่นเช้าตีสี่ตีห้าก็ทำงานก่อน จากนั้นไปทำไร่ เพื่อเลี้ยงปากท้องตัวเอง คนชอบถามว่าอยู่ได้ ไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าทำให้อยู่ได้ ก็อยู่ได้ ผมว่าสนุกนะ..."
สนใจเป็นสมาชิก นสพ.ไทยเอ็นจีโอ คลิกเข้าไปดูในเว็บไซต์ หากอยากชิมข้าวพันธุ์ "ผกาอำปึล" ดูรายละเอียดได้ในเฟซบุ๊ก “มังกร ที่ราบสูง” ซึ่งมีรูปแม่ของเขากำลังนั่งเลือกเมล็ดข้าว มีคำบรรยายชวนให้อยากเป็นลูกค้าอย่างยิ่ง
"ว่าที่ประธาน บริษัท ไร่ทวนลม จำกัด มหาชน กำลังนั่งคัดเมล็ดพันธุ์จากที่ดินของแก...แกนั่งมองเมล็ดข้าว "ผกาอำปึล"(ดอกมะขาม) อย่างพินิจและบรรจงเก็บแยกอย่างถนอม ผมบอกแกว่า "แม่เก็บดีๆ นะเขาซื้อข้าวเรากิน ผมขายแพงกว่าข้าวเปลือกที่เราขายให้เจ๊ก..!! เขาซื้อแพงขนาดนี้เลยหรอ แกถามผม เพราะวันนี้แกขนข้าวไปโรงสี เจ๊กที่ตลาดให้ราคา กก.ละ 9 บาท !!! น้ำตาแกแทบร่วง...ยอมขนกลับบ้าน แกนั่งเหม่อแต่เช้า "แม่ไม่มีตังค์ช่วยงานแต่งเอ็งอีกแล้วนะ" "ไม่เป็นไรแม่..." ผมตอบ แม่นั่งคัดเมล็ดข้าวให้ผมก็พอ ข้าวที่เราทำ เมล็ดที่เราคัด ทุกผู้คนที่เอื้ออาทรอุดหนุนเขาจะอิ่มหนำ เดี๋ยวไร่อิ่มเอมของเราจะเข้าตลาดหุ้น แม่จะได้เป็นประธานบริษัท...ผมเห็นแม่ยิ้มสวย...อีกวัน"
.......................................
(หมายเหตุ การทดลองครั้งใหม่ เมื่อเว็บไซต์หันมาทำ "นสพ." : คุยนอกกรอบ โดย... สินีพร มฤคพิทักษ์)



