
เหมืองทองบนกองทุกข์จากชาวนาสู่จำเลยคดี120ล้าน
เหมืองทองบนกองทุกข์ จากชาวนาสู่จำเลยคดี120ล้าน : กวินทรา ใจซื่อรายงาน
การค้นพบสินแร่ทองคำที่ภูทับฟ้า ภูเหล็ก และภูซำป่าบอน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนทำเหมืองแร่ เมื่อขออนุญาตหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสำเร็จเมื่อปี 2549 บริษัทเริ่มเปิดดำเนินการ ในระยะเวลา 25 ปี ครอบคลุมเนื้อที่ 1,308 ไร่ มีทั้งที่ดิน น.ส.3 ก ส่วนพื้นที่อื่นอยู่ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกภูเหล็ก และนอกเขตป่าสงวน ทั้งหมดคือพื้นที่ที่ชาวบ้านบริเวณรอบเหมืองเคยใช้ประโยชน์ร่วมกัน
กว่าจะได้เนื้อหินปนแร่ทองคำแต่ละก้อน ต้องแลกด้วยการถางป่า ระเบิดภูเขา ขุดหน้าดิน ล้วนแต่สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านที่เคยใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบ เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง เมื่อชาวบ้านเกิดอาการเจ็บป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ความเดือดร้อนมานานปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ แล้วนำข้อมูล ข้อสังเกตที่ได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้น
ผลคือ ในเลือดของชาวบ้านกว่า 400 คน พบการปนเปื้อนทั้งไซยาไนด์ ปรอท และตะกั่ว
ความเจ็บป่วยที่แพทย์ระบุว่าเกิดจากไซยาไนด์ รวมถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยออกประกาศเตือนชาวบ้านไม่ให้นำน้ำ เก็บผัก หาหอย และปลาจากลำห้วยมาบริโภค แต่กว่า 7 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐกล้าออกมาระบุว่า ผลกระทบที่ส่งผลชัดเจนนี้เกิดขึ้นจากการทำเหมือง รวมถึงการดำเนินการที่ชาวบ้านอ้างว่ารัฐเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน เป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านรอบเหมืองทอง ไม่หวังพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งเดียวที่พวกเขาจะปกป้องผืนดิน แม่น้ำ อากาศได้ คือ ลุกขึ้นมาปกป้องและเรียกร้องสิทธิในการดูแลชุมชน ด้วยการลุกขึ้นมาต่อสู้สร้างกำแพงบนถนนสาธารณะ กั้นทางขึ้นลงระหว่างเหมืองกับโลกภายนอก
เมื่อชาวบ้านรอบเหมือง 6 หมู่บ้าน ที่ต้องทนทุกข์กับปัญหามายาวนานกว่า 7 ปี ตัดสินใจปกป้องชุมชนตามมติของประชาคมหมู่บ้าน โดยจัดทำข้อบัญญัติชุมชนห้ามไม่ให้รถบรรทุกน้ำหนักเกิน 15 ตัน ขนสารพิษผ่านชุมชนก่อนได้รับอนุญาตจากกรรมการหมู่บ้าน พร้อมกับช่วยกันก่อกำแพงบนถนนสาธารณะ นับเป็นจุดเริ่มต้นในการถูกบริษัทฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายในคดีแพ่ง และอาญา รวมความเสียหายที่บริษัทฟ้องร้องกว่า 120 ล้านบาท
ในช่วงปลายปีย่างเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่ชาวบ้าน 6 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย กลับต้องเดินทางมายังกรุงเทพฯ "สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์" หนึ่งในแกนนำที่ถูกบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหาย พร้อมด้วยชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้าน ในชื่อของกลุ่มคนรักษ์เขาหลวง รวบรวมเงินลงขันเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางจากบ้านเกิดมุ่งหน้ามายังหน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ให้ดำเนินการตรวจสอบ "ทุ่งคาฮาเบอร์" บริษัทแม่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด คือการขอให้ยกเลิกผลการจัดเวทีพับบลิค สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) เพราะเป็นเวทีที่ขาดความชอบธรรม ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตรวจสอบจริยธรรม และธรรมาภิบาลการดำเนินธุรกิจของบริษัท รวมทั้งเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และให้บริษัทถอนฟ้องคดีชาวบ้านทั้งหมด
สุรพันธ์ และแกนนำจาก 6 หมู่บ้าน ลุกขึ้นมาต่อสู้กับกลไกของภาครัฐและเอกชน ที่เขาอ้างว่าทั้งสองฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน กว่า 7 ปีที่ต้องเข้านอกออกในประสานไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จนเป็นประสบการณ์และชุดความรู้ที่ทำให้รู้จักเข้าใจสถานการณ์ของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่มีทั้งด้านลบและด้านบวก
“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชาวบ้านจะเรียนรู้กระบวนการทำงานและเข้าใจกลไกของรัฐ หากไม่ได้ไปสัมผัสเรียนรู้ด้วยตัวเอง เดิมทีชาวบ้านมองว่า หน่วยงานรัฐคือความหวังที่จะมายืนข้างประชาชน เอื้อมมือเข้ามาช่วยเหลือตามอำนาจ บทบาท หน้าที่ที่เขามี ผิดถูกว่ากันไปตามนั้น แต่ความจริงไม่ใช่ ชาวบ้านเริ่มรู้ว่า ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรของชุมชนอย่างโดดเดี่ยว" สุรพันธ์ตัดพ้อ
สุรพันธ์ อธิบายว่า แม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุดก็เลือกที่จะยืนข้างบริษัท จัดเจ้าหน้าที่มาทำลายกำแพงที่ชาวบ้านสร้างขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนเลือกที่เอาตัวรอด เห็นแก่หน้าตาของตัวเอง ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และกลุ่มนายทุนที่ต่างเอื้อประโยชน์กัน ทำให้การปฏิบัติหน้าที่เกิดความหละหลวม
สิ่งที่สำคัญคือ ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นของคนในชุมชน เพราะมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายคัดค้าน ปัญหาความขัดแย้งนับวันจะลุกลามขึ้น
ทว่ายังมีด้านบวกเช่นกัน สุรพันธ์มองว่า ชาวบ้านเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน หลายครอบครัว ฝ่ายชายจะทำไร่ ทำนา ส่วนแม่บ้านจะเป็นคนออกไปเรียกร้องสิทธิ ขณะที่บางครอบครัวก็สลับกันเดินทาง ข้อมูลความเคลื่อนไหว ผลของการเรียกร้องจะนำมาเผยแพร่ด้วยการเล่า บอกต่อกัน ทั้งในครอบครัว ชุมชน รวมถึงการให้ข้อมูลแก่คนภายนอกให้เข้าใจสถานการณ์ในชุมชนมากขึ้นด้วย
“ทุกคนกังวลถึงอนาคตลูกหลานที่ยังต้องอยู่ต่อ ความเดือดร้อนทำให้ชาวบ้านกระตือรือร้น ใส่ใจความเปลี่ยนแปลง คอยเป็นหูเป็นตา ที่สำคัญคือ มีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์ รู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลง การเข้าไปมีส่วนร่วมในงานวิชาการ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้คนภายนอกได้รับรู้ ถึงจะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน แต่หากในกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนก็รวมเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างจริงจัง"
“การเดินทางไปเรียกร้องทั้งต่อหน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน หากเดินทางไม่ไกลจะมีกลุ่มพลังเงียบที่ออกร่วมขบวนมากกว่าร้อยละ 50 รวมกว่า 600 คน หากต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัดจะมีเพียงแกนนำและชาวบ้าน 200-300 คนเท่านั้น การเดินทางไปเรียกร้องไกลบ้านเป็นปัญหาบ้าง เพราะบางครั้งเราเหนื่อยจากการเดินทาง การถ่ายทอดเรื่องราวในชุมชนจึงอาจจะมีข้อจำกัดบ้าง”
การเคลื่อนไหวต่อจากนี้ สุรพันธ์และแกนนำ รวมถึงชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์เขาหลวง บอกว่า การออกมาเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง เป็นการออกมาบอกสังคมว่า ที่บ้านของพวกเขาเกิดอะไรขึ้น จากนี้ยังคงเดินหน้ายื่นหนังสือต่อ ก.ล.ต. และสถานทูตเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศของธนาคารดอยซ์ เพื่อไม่ให้ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่ขาดธรรมาภิบาล
ถามว่า กลัวไหมที่ถูกฟ้องร้องและต้องขึ้นโรงขึ้นศาล สุรพันธ์ ย้ำหนักแน่นว่า "ไม่กลัว คนเราเกิดมาชาติเดียว ตายชาติเดียว หากถูกฟ้องร้องแล้วสามารถแก้ปัญหาและนำความสงบสุขกลับมาสู่ชุมชนได้ ก็ยินดี แต่เงินมากมายขนาดนั้น ไม่มีปัญญาหามาให้เหมืองทองแน่ๆ แต่ก็ไม่กลัว จะต้องเดินหน้าสู่กระบวนการไต่สวน เพราะทุกอย่างที่ทำนั้นก็เพื่อลูกหลานและเพื่อคนในหมู่บ้าน"
ทั้งนี้ แกนนำชาวบ้าน 7 คน ถูกบริษัททุ่งคำฟ้องร้องเป็นจำนวนเงิน 70 ล้านบาท แกนนำ 13 คน ถูกฟ้อง 50 ล้านบาท ในคดีอาญาข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ รวมชาวบ้านที่ต้องคดีทั้งหมด 20 คน
ความเหลื่อมล้ำของการแสดงออกถึงการรักษาสิทธิ ทำให้เกิดคำถามจากชาวบ้านว่า การปกป้องทรัพยากรไว้ให้ลูกหลานที่ไม่ใช่เฉพาะชาว อ.วังสะพุง เท่านั้น แต่หากรวมถึงชาวบ้านทุกคนใน จ.เลย และปกป้องทรัพยากรไว้ให้คนทั้งประเทศ แต่พวกเขายังต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ต้องถูกดำเนินคดีจากบริษัทที่เข้ามาสร้างความเสียหายให้ดิน แม่น้ำและภูเขาในบ้านของเขา ขณะที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เอื้อประโยชน์ให้แก่การทำธุรกิจของกลุ่มทุน
จึงมีคำถามผุดขึ้นในใจชาวบ้านว่า “แม้กระทั่งลมหายใจก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐจึงจะถูกต้อง ใช่หรือไม่ ?”
.....................................
(หมายเหตุ : เหมืองทองบนกองทุกข์ จากชาวนาสู่จำเลยคดี120ล้าน : กวินทรา ใจซื่อรายงาน)



