ไลฟ์สไตล์

เสพข่าวการเมือง'เครียด-ปวดหัว'

เสพข่าวการเมือง'เครียด-ปวดหัว'

08 ธ.ค. 2556

'สธ.' เตือนเสพข่าวการเมืองมากเกิดผลเสียกับร่างกาย เตรียมพร้อมรับมือม็อบชุมนุมใหญ่ 9 ธ.ค. สั่งสำรองเตียงรับผู้ป่วยฉุกเฉินเต็มที่

 

                          8 ธ.ค. 56  แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า สังคมในยุคปัจจุบัน หรือการชุมนุมทางการเมืองขณะนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้เกาะติดเหตุบ้านการเมืองจากสื่อมวลชน หรือการเสพข้อมูลจากสื่อที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ไอแพด โทรศัพท์มือถือ บางคนดูข้อมูลบนมือถือตลอดเวลา ตั้งแต่หลังตื่นนอนตอนเช้า แม้กระทั่งเวลาที่ทำกิจวัตรประจำวัน หรือแม้ขณะหลับ ก็ยังเปิดอุปกรณ์สื่อสารทิ้งไว้ เพื่อรับข้อมูลเข้ามา การเสพข้อมูลอย่างหนัก จะทำให้สมองทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา ข้อมูลที่มากเกิน มีผลทำให้สมองสำลักข้อมูล ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจตามมา และมีอันตรายได้

                          โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า เนื่องจากสมองคนเรามีข้อจำกัดในการดูดซับข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลที่รับเข้าไป ข้อมูลไหลเข้าสมองต่อเนื่อง จะเกิดปัญหาล้นเกิน เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียด และเกิดการลัดวงจรของระบบประสาท ในที่สุดจะเสียสมดุลในการจัดการข้อมูล แม้ในเวลาหลับ สมองอาจจะยังพยายามจัดการข้อมูลที่ยังค้างติดอยู่

                          "ผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นทันทีจากการเสพข้อมูลมากเกินไป ได้แก่ ความเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ ปวดมึนศีรษะ มีอาการปั่นป่วนมวนท้อง คลื่นไส้ ผู้ที่ต้องระมัดระวังก็คือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง จะทำให้เกิดภาวะหัวใจทำงานหนัก เสี่ยงหัวใจวาย ความดันโลหิตสูงขึ้น เสี่ยงเส้นเลือดแตก กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น เสี่ยงเกิดโรคกระเพาะอาหาร ส่วนผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่เดิม อาการจะกำเริบได้ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หอบหืด อาจทำให้เกิดการเกร็งของทางเดินหายใจ หายใจไม่ออก อาการแย่ลงได้ จึงต้องระมัดระวัง"

                          ที่น่าห่วงอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการรับข้อมูลในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่มากเกินไปแล้ว ยังเป็นการรับข้อมูลที่ขาดการกลั่นกรองข้อเท็จจริงด้วย อาจจะเป็นการซ้ำเติมให้เกิดความเครียดลงไปอีก หากเสพไปนานๆ อาจทำให้กลายเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ลบ โดยการเสพติดข้อมูลนั้น เป็นผลมาจากความรู้สึกว่าต้องการข่าวใหม่ๆ เข้ามาเร้าความสนใจตลอดเวลา จนทำให้เกิดอาการอยากสร้างเรื่องที่ธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ น่าสนใจ เช่น การส่งต่อข้อความเดิมๆ ซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกว่าชิ้นข่าวนั้นน่าสนใจ หรืออาจมีการต่อเติมข้อความจากความคิดของตนเอง ให้ข้อมูลธรรมดากลายเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ ปรากฏการณ์แบบนี้ ทำได้ง่ายขึ้นในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน

                          โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อไปว่า ในการป้องกันข้อมูลล้นสมอง ขอให้ประชาชนจัดแบ่งเวลาในการรับข้อมูลที่พอประมาณ หลีกเลี่ยงการสนทนาการเมือง แบ่งเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ทั้งหน้าที่งานประจำ พักผ่อนอย่างน้อย วันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ชีวิตเกิดความสมดุล ควรจัดเวลาออกกำลังกายด้วย อย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที เนื่องจากการออกกำลังกาย จะทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า สารเอ็นดอร์ฟิน (endorphine) สามารถขจัดความเครียดได้ตามธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายเกิดการผ่อนคลาย และนอนหลับได้ดีขึ้น

 

 

ส่งทีมแพทย์ฉุกเฉิน รับมือชุมนุมใหญ่ 9 ธ.ค.

 

                          นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุขส่วนหน้า กรณีชุมนุมการเมือง กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสงฆ์ กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมประชุมกับศูนย์เอราวัณ กทม. วชิรพยาบาล สภากาชาด รพ.รามาธิบดี รพ.พระมงกุฎเกล้า และมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง มูลนิธิร่วมกตัญญู มีรองผู้ว่าราชการกทม.เป็นประธาน เพื่อวางแผนการดูแลการชุมนุมครั้งใหญ่ในพื้นที่กทม.ทั้งหมดในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 มีการปรับแผนการจัดบริการใหม่ ซึ่งเดิมเคยแบ่งเป็น 4 โซน จะปรับมาเป็น 3 โซน โดยยึดบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นจุดศูนย์กลาง และกำหนดพื้นที่ในการลำเลียงผู้ป่วยออกจากพื้นที่ชุมนุม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยที่สุด ซึ่งคาดว่ากทม.จะการประกาศใช้แผนในเย็นวันนี้

                          นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อว่า ในส่วนทีมของกระทรวงสาธารณสุข คือ โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ซึ่งมีพื้นที่ดูแลรับผิดชอบเดิมอยู่ใกล้เคียงกับทำเนียบรัฐบาลอยู่แล้ว คือ ตลอดแนวบริเวณถนนพระราม 5 กับเส้นทางเรียบคลองผดุงกรุงเกษมลงมา ได้ปรับทีมปฏิบัติการการแพทย์ชั้นสูงที่มีแพทย์ประจำการหรือเรียกว่าทีมเอแอลเอส (ALS) เดิมมีทีมกรมการแพทย์ 6 ทีมจาก รพ.ราชวิถี รพ.เลิดสิน และ รพ.นพรัตนราชธานี แห่งละ 2 ทีม จะเพิ่มทีมของ รพ.รามาธิบดี และ รพ.พระมงกุฎเกล้า อีกแห่งละ 2 ทีม รวมเป็น 10 ทีม โดยทำงานร่วมกับทีมของมูลนิธิร่วมกตัญญู และมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ซึ่งเป็นทีมกู้ชีพระดับพื้นฐาน หรือบีแอลเอส (BLS) ซึ่งบุคลากรผ่านการอบรมเป็นมืออาชีพทั้งหมด และมีความพร้อม จำนวนอีก 20 ทีม รวม 30 ทีม และหากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงได้สำรองทีมแพทย์ชั้นสูงจาก 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม อีก 10 ทีม เข้ามาเสริมอีกทันที

                          สำหรับจุดที่จะส่งทีมปฏิบัติการเข้าไปประจำ จะมีการปรับพื้นที่ให้สอดคล้องกับการชุมนุม แต่จุดที่วางไว้หลักๆ เพื่อลำเลียงผู้ป่วยจากพื้นที่ชุมนุมไปโรงพยาบาลอื่นๆ คือ จุดบริเวณขึ้นทางด่วนยมราช เพราะสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลอื่นๆ ได้สะดวก คล่องตัว และจะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ หากมีเหตุรุนแรงก็จะมีการประสานงานกับศูนย์เอราวัณ ศูนย์นเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี ในการส่งทีมแพทย์ไปรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่เกิดเหตุ

                          นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ หากไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ ก็จะเป็นไปตามระบบแพทย์ฉุกเฉินในระบบปกติทั่วไป ประชาชนสามารถโทรแจ้งเหตุทางสายด่วนฉุกเฉิน 2 หมายเลข คือ ที่ศูนย์เอราวัณ หมายเลข 1646 และที่ศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข หมายเลข 1669 ซึ่งในพื้นที่ชุมนุมจะมีมูลนิธิคอยประสานงานกับกลุ่มมวลชนอยู่แล้วเพื่อขอเปิดทางลำเลียงผู้ป่วยออกมา แต่ในกรณีที่เหตุปะทะเกิดขึ้นและมีผู้บาดเจ็บ จะมีการประเมินปรับบริการตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนและปรับจุดบริการ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมไว้แล้ว ทั้งนี้ตลอดวันที่ 7 ธันวาคม จนถึงเช้าวันนี้เวลา 08.00 น. มีเหตุการณ์เกิดขึ้น 1 เหตุการณ์ที่หลักสี่ ไม่มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม โดยผู้บาดเจ็บเดิมที่นอนรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 25 ราย ในวันนี้เหลือ 18 ราย ทุกรายอาการดีขึ้น

 

 

สำรองเตียงรับผู้ป่วยฉุกเฉินเต็มที่

 

                          นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเตรียมการรับสถานการณ์ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดและ รพ.รามาธิบดี รพ.พระมงกุฎเกล้า และมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์เอราวัณ กทม. และวิชระพยาบาล

                          นายแพทย์สุพรรณ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดที่อยู่ในกทม.ทุกแห่ง เตรียม 2 เรื่องใหญ่ คือ 1. ให้รับดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินทุกกรณีไม่ว่าจะส่งโดยใครก็ตาม หากเกินกำลังความสามารถของโรงพยาบาลให้ประสานศูนย์บัญชาการส่วนหน้าที่โรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อส่งรักษาต่อ ประการที่ 2 ให้สำรองเตียงว่างรับผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างน้อยละ 10 ของจำนวนเตียงทั้งหมดแต่ละแห่ง และห้องผ่าตัด เลือด อุปกรณ์เวชภัณฑ์ให้พร้อม

                          ทางด้านนายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติ การป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุขส่วนหน้า โรงพยาบาลสงฆ์ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้ได้แบ่งพื้นที่ปฏิบัติการรอบทำเนียบรัฐบาลออกเป็น 3 ส่วน โดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดูแลทางด้านเหนือของคลองผดุงกรุงเกษม ทางฝั่งตะวันออกของถนนพระราม 5 ร่วมกับ รพ.รามาธิบดี และ รพ.พระมงกุฎเกล้า ที่เหลืออยู่ในความดูแลของวิชระพยาบาล สภากาชาด และศูนย์เอราวัณ กทม.

                          ที่เป็นห่วง คือ การลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินออกจากพื้นที่ จะมีความยากลำบาก จึงขอให้ประชาชนโทรแจ้งที่หมายเลขโทรศัพท์ สายด่วนกู้ชีพ 1646 ของเอราวัณ และ 1669 ของศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข หรือแจ้งผ่านผู้ประสานภายในกลุ่มชุมนุมหรืออาสาสาสมัคร เพื่อแจ้งตำแหน่งผู้ป่วย

                          โดยในส่วนพื้นที่ของกระทรวงสาธารณสุข รพ.รามาธิบดี และ รพ.พระมงกุฎเกล้า ได้ตั้งจุดปฐมพยาบาลรักษาเบื้องต้น ที่บริเวณทางขึ้นทางด่วนยมราช และเป็นจุดรับส่งต่อผู้ป่วยจากที่ชุมนุมเพื่อไปจุดที่ปลอดภัยคือไปโรงพยาบาลต่างๆ จะมีสัญญานไฟวาบแสดงไว้ หากมีผู้ชุมนุมจำนวนมากจะเพิ่มจุดที่สี่แยกวัดเบญจมบพิตร ซึ่งจะมีโรงพยาบาลรับผู้ป่วย 5 แห่ง คือ รพ.ราชวิถี รพ.รามาธิบดี รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.เลิดสิน และ รพ.จุฬาลงกรณ์ หรือ รพ.สภากาชาด และมีทีมกู้ชีพชั้นสูงปฏิบัติการรวม 10 ทีม และมีทีมกู้ชีพระดับพื้นฐานของมูลนิธิป่อเต็กตึ้งและร่วมกตัญญูอีกเกือบ 30 ทีมเข้าไปในพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยออกมา หากมีความจำเป็นเพิ่ม ก็สามารถเรียกทีมแพทย์กู้ชีพชั้นสูงจากภูมิภาคได้เพิ่มอีก เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี เป็นต้น

 

 

เผยปฏิบัติงานพื้นที่เสี่ยง เน้น 'เท่าเทียม ทั่วถึง และปลอดภัย'

 

                          นายแพทย์จิรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เสี่ยงเกิดเหตุรุนแรงของทีมกู้ชีพฉุกเฉินจำเป็นต้องพิจารณา ประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของการปฏิบัติงานในพื้นที่ให้รอบครอบ เพราะการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงอาจเกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานนั้น ทุกครั้งที่เกิดอันตรายจะทำให้ทีมที่เข้าไปไม่สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ/ผู้ประสบภัยได้ ถือเป็นการเสียโอกาสช่วยเหลือผู้ป่วย เป็นประเด็นสำคัญที่ย้ำทุกทีมทางการแพทย์ที่จะเข้าไปปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและทีมงานด้วย รวมทั้งพิจารณาช่องทางการนำผู้ป่วย/ผู้บาดเจ็บออกนอกพื้นที่เกิดเหตุ ส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยทุกคน เน้นดูแลประชาชนทุกคน อย่าง “เท่าเทียม ทั่วถึง และปลอดภัย”

                          สำหรับในสถานการณ์การชุมนุมในครั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้มีการเตรียมทีมกู้ชีพออกปฏิบัติการ 30 ทีม เป็นทีมกู้ชีพขั้นพื้นฐาน 20 ทีม และขั้นสูงที่มีแพทย์ประจำในรถกู้ชีพ 10 ทีม และสำรองไว้อีก 5 ทีม โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินที่ผ่านการอบรมต่อยอดเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ทำงานทั้งในพื้นที่เกิดเหตุในฐานะผู้บัญชาการทางการแพทย์ภาคสนาม และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในรถกู้ชีพขั้นสูง สามารถประเมินอาการผู้ป่วย/ผู้บาดเจ็บที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้รวดเร็ว ที่ต้องรีบรักษาเบื้องต้นอย่างถูกต้อง เหมาะสม ลดโอกาสบาดเจ็บ เสียชีวิต ก่อนที่จะนำส่งไปถึงมือแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาล

                          "ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ ที่เลือกใช้รถกู้ชีพและทีมแพทย์ฉุกเฉินออกปฏิบัติการรอบๆ พื้นที่การชุมนุม มากกว่าการเปิดเป็นโรงพยาบาลสนามที่ถาวรในพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากการประเมินสถานสถานการณ์พบว่า มวลชนมีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนย้ายตลอดเวลา ประกอบกับโรงพยาบาลรอบพื้นที่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ทั้งนี้ หากเกิดการเจ็บป่วยระหว่างชุมนุมหรือบาดเจ็บจากการปะทะกัน ทีมกู้ชีพสามารถประสานงานกับผู้นำมวลชนกู้ชีพมูลนิธิ นำผู้ป่วย/ผู้บาดเจ็บออกนอกพื้นที่ รักษาในสิ่งที่จำเป็น เน้นการช่วยชีวิต ลดระยะเวลาการอยู่ในพื้นที่ให้น้อยที่สุด ให้ผู้บาดเจ็บมีอาการคงที่ หรือดีขึ้น ไม่เกิดการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น นำส่งผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เป็นเป้าหมายที่สำคัญของการปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด"

 

 

เผยรายชื่อโรงเรียน-มหาวิทยาลัย หยุดการเรียนการสอน 9 ธ.ค.

 

                          นายชะลอ เขียวฉลัว ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร กล่าวว่า ตามที่มีประกาศเคลื่อนไหวของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) นำมวลชนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ตนพร้อมด้วยผู้บริหารโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้ประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ โดยเบื้องต้นเห็นว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กทม.เขต 1 ประกอบด้วย โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนมัธยมวัดมกุฎกษัตริย์ โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนวัดราชาธิวาส โรงเรียนวัดสังเวช โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ โรงเรียนราชวินิต มัธยม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย จะปิดการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 วัน ในวันที่ 9 ธันวาคม

                          นายชะลอ กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนและผู้ปกครองมีความเป็นห่วงว่านักเรียนจะได้รับผลกระทบในการเดินทางมาเรียนจึงได้ประกาศหยุดเรียนในวันที่ 9 ธันวาคม ส่วนวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันรัฐธรรมนูญเป็นวันหยุดราชการอยู่แล้ว ส่วนในวันที่ 11 ธันวาคม จะต้องหยุดต่อหรือไม่ จะประเมินสถานการ์อีกครั้ง เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ของการชุมนุมจะเป็นไปในลักษณะใด ซึ่งหากการชุมนุมไม่รุนแรง ไม่มีอาวุธ ไม่มีการใช้แก๊สน้ำตา หรือไม่มีสถานการณ์ที่ส่งผลอันตรายต่อเด็ก เบื้องต้นแต่ละโรงเรียนต้องปรับตัวและเปิดเรียนตามปกติ เนื่องจากมีการปิดการเรียนการสอนมาหลายครั้งโดยเฉพาะในวันจันทร์เป็นวันที่หยุดมากที่สุด ซึ่งมีผลต่อการศึกษาของเด็กได้เรียนไม่เต็มที่แต่ทุกโรงเรียนก็ได้มีมาตรการรองรับ เช่น สอนชดเชยให้แก่เด็ก เป็นต้น

                          ด้านนายบัณฑิต ศรีพฤทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แจ้งปิดการเรียนการสอนในวันที่ 9 ธันวาคม จำนวน 4 โรง ได้แก่ โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียคอนแวนต์ โรงเรียนราชินี โรงเรียนราชินีบน และโรงเรียนพันธะศึกษาพิทยา

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครที่ประกาศหยุดการเรียนการสอน ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 มีดังนี้ มหาวิทยาลัยศิลปากร , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี , สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ , มหาวิทยาลัยมหิดล ในต่างจังหวัด มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ส่วนมหาวิทยาลัยที่เปิดเรียนตามปกติ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยรามคำแหง , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เป็นต้น ส่วน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ปิดการเรียนการสอน

                          ด้าน ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า มศวกำหนดงานพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปี 2555 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ณ อาคารกีฬา 1 มศว องรรักษ์ จ.นครนายก ซึ่งในปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น จำนวน 4,081 คน แบ่งเป็นปริญญาเอก 36 คน ปริญญาโท 560 คน ประกาศนียบัตรบัณฑิต 16 คน และปริญญาตรี 3,469 คน

                          ในปีนี้มีผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ รศ.ทัศนา บุญทอง ปริญญาพยาบาลศาสตร์ ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และนายพีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ ปริญญาปรัชญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ทั้งนี้ในวันที่ 8 - 10 ธันวาคม 2556 จะมีการฝึกซ้อมฯทั้งที่ ประสานมิตรและองครักษ์ โดยในวันที่ 9 - 10 จะฝึกซ้อมที่ อาคารกีฬา 1 มศว องครักษ์

 

 

-------------------------

(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)