ไลฟ์สไตล์

ปลายทางแก่งละว้าโมเดลแก้มลิงอีสาน

ปลายทางแก่งละว้าโมเดลแก้มลิงอีสาน

08 ธ.ค. 2556

ปลายทางแก่งละว้าโมเดลแก้มลิงอีสาน : จิติมา จันพรมรายงาน

              มีหลายหน่วยงานหลายองค์กร รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ พยายามแก้ปัญหาของแก่งละว้าที่เป็นดัง อู่ข้าวอู่น้ำ ของชาวบ้านในพื้นที่รอบข้างหลายตำบล ของ อ.บ้านแฮด อ.บ้านไผ่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น แม้ว่าจะมีพื้นที่กว่า 17,000 ไร่ แต่เนื่องจากลักษณะของแก่งเป็นแอ่งกระทะ ฤดูฝนน้ำหลากล้นพอพ้นฤดูน้ำก็ไหลออกหมด ไม่สามารถกักเก็บน้ำเอาไว้ทำประโยชน์อะไรได้ และนับวันที่แหล่งน้ำแห่งนี้ก็ยิ่งตื้นเขิน จนทำให้เหตุการณ์น้ำท่วมหนักมากขึ้น กินเวลานานขึ้น ครั้นถึงฤดูแล้ง น้ำก็แห้งเหือดไม่พอใช้ทั้งงานเกษตรและประปา
 
              แก่งละว้าเป็นแก้มลิงสำคัญที่จะรับน้ำชีก่อนที่จะไหลเข้าสู่ จ.ขอนแก่น แต่มีปัญหาหลากหลายมิติ ทั้งงบประมาณสนับสนุน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำจนมีแรงต้าน จนถึงเรื่องการแสวงหาประโยชน์จากโครงการขุดลอกที่เป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น
 
              "ทรงวุฒิ กิจวรวุฒิ" ผอ.โครงการชลประทานเขต 6 ขอนแก่น บอกว่า ปัจจุบันมีโครงการจ้างเหมาขุดลอกแก่งละว้า ซึ่งในระยะแรกต้องยอมรับว่า มีความไม่เข้าใจกันระหว่างชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แก่งละว้า แต่ได้ทำความเข้าใจกันแล้วว่า ดำเนินการในเขตของชลประทานเพื่อเปิดทางระบายน้ำให้ดีขึ้น
 
              เขายังบอกอีกว่า แก่งละว้ามีพื้นที่มากเกือบ 2 หมื่นไร่ ครอบคลุมในหลายพื้นที่ตำบลหลายอำเภอ มีประชาชนอาศัยอยู่รอบข้างหนาแน่น ประกอบกับการเติบโตของเมืองทำให้เกิดการบุกรุกทำกินในที่ของแก่งละว้าจำนวนมาก ทั้งการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืช โดยเฉพาะเวลาน้ำลดพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นที่เลี้ยงสัตว์ ส่วนที่อาจจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปลูกพืชที่มีการใช้สารเคมีทำให้กระทบต่อคุณภาพน้ำโดยตรง แต่ถ้าจะเข้าไปจับไปแจ้งความก็ดูจะเป็นการใช้ความรุนแรงกันเกินไป แต่ก็ต้องทำความเข้าใจว่า เขตแก่งละว้าเป็นที่ดินของหลวง ชลประทานมีหน้าที่คอยดูแลเป็นหูเป็นตาให้ รวมทั้งมีหน้าที่เสนอทำโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่อยู่โดยรอบมากที่สุด และให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดเท่านั้น
 
              โดยเฉพาะส่วนท้ายติดสันเขื่อนและประตูระบายน้ำฉุกเฉินบ้านโคกสำราญ การขุดลอกจะทำให้ส่วนท้ายนี้กักเก็บน้ำเมื่อหมดน้ำหลากเพื่อให้มีน้ำพอใช้ในช่วงหน้าแล้งและการทำนาปรัง
 
              สำหรับข้อขัดแย้งว่าด้วยปัญหาระบบชลประทานที่จะกระทบต่อระบบนิเวศของแก่งละว้า เขาบอกว่า ธรรมชาติของแก่งละว้าเดิมน้ำชีไหลเข้าพอเต็มก็ย้อนกลับลงสู่น้ำชี เมื่อน้ำหลากเข้ามาจะเป็นผืนเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยก เดิมไม่มีประตูปลาว่ายไปมาได้ ปลาจะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับน้ำชีที่ไหลเข้า
 
              จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีเรื่องมาถึงชลประทาน เพราะเรื่องนี้ดินเป็นทรัพย์สินของกรมธนารักษ์ จะต้องมีการขออนุญาตจังหวัด และแจ้งมายังชลประทานทำหน้าที่คนเฝ้าระวังให้คนมีน้ำใช้จากที่แห่งนี้เป็นรักษาประโยชน์ให้คนรอบข้างได้ใช้น้ำร่วมกัน
 
              ทรงวุฒิ ยังกล่าวถึงปัญหาการคัดค้านของกลุ่มเอ็นจีโอว่า การทำงานของชลประทาน โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการทำเขื่อน การทำฝาย มักจะถูกคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นการมองมุมต่าง แต่ก็มีเหตุผลที่เพื่อผลประโยชน์ของชุมชน ของสังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการของชลประทานเพื่อแก้ปัญหาให้มีน้ำใช้ ให้เกิดผลกระทบจากน้ำท่วมน้ำแล้งมากที่สุด แม้แต่การทำฝายในแม่น้ำชีก็เรียกร้องให้รื้อออก เพราะทำให้เกิดน้ำท่วม แต่คิดว่าน่าจะให้แขวนบานไว้ก่อน อย่าเพิ่งรื้อ ให้ดูสภาพน้ำในแต่ละปีต่อเนื่องกันก่อน จะเห็นว่า ถ้าไม่แขวนบานเลยน้ำจะแห้งมากในฤดูแล้ง ไม่สามารถกักเก็บน้ำชีไว้ได้
 
              ด้าน "วิระยุทธ นิยมชาติ" หัวหน้าโครงการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ประเทศไทย บอกว่า โครงการได้พยายามจะเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่งละว้าเป็นแหล่งชุ่มน้ำที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ปกป้องพันธุ์สัตว์น้ำ สิ่งมีชีวิตอื่นในแหล่งน้ำนี้ให้มากที่สุด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ราชการและองค์กรต่างๆ เป็นอย่างดี เพื่อให้เป็นแหล่งอาหาร น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคที่สมบูรณ์ ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.ขอนแก่น
 
              แต่กลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มเอ็นจีโอ ถูกมองว่าต่อต้านขัดขวางการพัฒนาแก่งละว้า ที่ผ่านมากลุ่มอนุรักษ์ได้เข้ามาให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่ที่สำคัญเชื่อว่าทุกคนต้องการให้พัฒนา แต่ต้องอยู่ในกรอบ มีรูปแบบ มีบูรณาการ ชาวบ้านมีส่วนร่วมได้ประโยชน์ ที่สำคัญต้องตรวจสอบได้
 
              "ที่ผ่านมามีการทำโครงการขุดลอกแก่งละว้าหลายโครงการ แต่เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่รู้ เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยนักการเมือง งบประมาณผ่านท้องถิ่น ซึ่งมักจะเป็นการซอยโครงการให้มีขนาดเล็กเบิกง่าย แต่มักจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับเหมามากกว่า จึงเห็นว่าควรจะตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อตรวจสอบได้ เพื่อพัฒนาแก่งละว้าจะได้ชัดเจน"
 
              วิระยุทธ บอกว่า กลุ่มเอ็นจีโอจำเป็นต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาวบ้าน ของชุมชนและสิ่งแวดล้อม โครงการที่ดีต้องทำความเข้าใจและทำต่อเนื่อง ทั้งการขุดลอก กำจัดวัชพืชและการทำผนังทำประตูระบายน้ำ ทุกโครงการต้องตรวจสอบได้ และต้องทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุด เพื่อเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.ขอนแก่น
 
              ในขณะที่ "เดชคำรณ สิงคลีบุตร" ประธานเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น บอกว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมา เป็นงานเฉพาะหน้า ไม่มีอะไรเป็นชิ้นอัน แม้จะทำประชาคมไปแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่จบ ปัญหาน้ำท่วมก็รุนแรงมากขึ้น และนานขึ้นทุกปี อย่างบ้านชีกกค้อ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างน้ำชีกับแก่งละว้า ชาวบ้านคุ้นเคยกับภาวะน้ำท่วมในเวลาสั้นๆ เพียง 7 วันน้ำก็ลด แต่ทุกวันนี้ นาน 2 เดือนน้ำยังไม่หมด ซ้ำร้ายเมื่อชลประทานเข้ามาทำผนังทำประตูกั้นน้ำ ทำให้น้ำท่วมนานขึ้นไปอีก
 
              "แก่งละว้าจะต้องได้รับการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ประชาคมเราทำมาตลอด ทำไปก็เท่านั้น ไม่ได้รับอะไรขึ้นมา โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์ท้องถิ่นเราทำหมด เป็นแผนที่ดีมากเสนอไปไม่มีงบ ซึ่งถ้าโครงการขุดลอกทั้งหมด ทำผนังอย่างเหมาะสม รวมทั้งการผ่องถ่ายน้ำชีอย่างเป็นระบบ เพราะที่ผ่านมาน้ำชีปริ่มนาน แต่ไม่สามารถเอาน้ำชีเข้าแก่งละว้าได้ ถ้าโครงการนี้ได้รับการบรรจุในโครงการ 3.5 แสนล้านบาท จะทำให้แก้ปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จ" เดชคำรณ กล่าว
 
              และเขายังเสริมอีกว่า การพัฒนาแก้มลิงเส้นทางลุ่มน้ำชีในขอนแก่นจะประสบความสำเร็จ รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจเทงบลงในแต่ละพื้นที่จริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการแบ่งเค้กงบประมาณกระจายในพื้นที่ของ ส.ส.เพื่อรักษาฐานเสียง จนทำให้การแก้ปัญหาไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เห็นว่า ถ้าตัดสินใจได้ ก็จะเกิด "ละว้าโมเดล"
 
              ส่วนผู้บริหารจังหวัดอย่าง สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น บอกว่า การพัฒนาแก้มลิงรายทางลุ่มน้ำชี ต้นทางจากชัยภูมิถึงขอนแก่นมีแก้มลิงขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น บึงละหานนา แก่งละว้า ที่ผ่านมาแหล่งน้ำจะเน้นเฉพาะขุดลอก แต่ตอนนี้แก้มลิงแต่ละแก่งจะต้องทำทั้งระบบครบวงจร เช่น ทำคันรอบ และมีประตูระบายน้ำเปิดปิด ถ้าน้ำมาปล่อยน้ำเข้ามา เมื่อเต็มก็ปิด และพอช่วงแล้งสามารถสูบออกไปใช้ได้ เป็นการป้องกันอุทกภัย ทั้งเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ เรื่องการระบายการจัดสรรน้ำไปใช้ประโยชน์
 
              ความหวังที่จะให้แก่งละว้าเป็นแก้มลิง และพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ยังไม่ถึงทางตันเสียทีเดียว เพราะถ้าหากทำโครงการพัฒนาได้อย่างครบถ้วนรอบด้านด้วยการตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อบูรณาการทุกด้าน และนำเสนอนายปลอดประสพ สุรัสวดี ที่เคยแสดงความสนใจที่จะพัฒนาแก้มลิงที่ขอนแก่น ก็จะทำให้โครงการเกิดได้ใน 2 สัปดาห์

.................................

(หมายเหตุ : ปลายทางแก่งละว้าโมเดลแก้มลิงอีสาน : จิติมา จันพรมรายงาน)