ไลฟ์สไตล์

'บิท คอยน์'จะทำลายเงินดอลลาร์ (จริงหรือ?)

'บิท คอยน์'จะทำลายเงินดอลลาร์ (จริงหรือ?)

08 ธ.ค. 2556

'บิท คอยน์'จะทำลายเงินดอลลาร์ (จริงหรือ?)

                  ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีธนบัตรปรากฏให้เห็น ไม่มีธนาคาร ไม่มีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม แต่ทุกคนบนโลกใบนี้ยังสามารถซื้อหาสินค้าได้ตามปกติ และไม่มีใครมาตรวจสอบติดตามได้ด้วยว่าคุณไปซื้ออะไรมา และไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องมูลค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา
 
                  ที่กล่าวมานั้นเป็นปณิธานของผู้ก่อกำเนิดสกุลเงิน "บิท คอยน์" (BitCoin) ที่ถือกำเนิดและเติบโตในโลกอินเทอร์เน็ต และกำลังเป็น "ข้อถกเถียง" กันในรัฐบาลหลายประเทศที่มองว่าเงินสกุลนี้จะทำลายเสถียรภาพทางการเงินของประเทศได้หรือไม่ 
 
                  โดยพื้นฐานแล้ว เงินสดที่ปรากฏเป็นธนบัตร หรือตัวเลขเงินที่รัฐบาลประกาศออกมาเป็นงบประมาณ หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น จะอ้างอิงอยู่กับปริมาณทองที่กระทรวงการคลังของแต่ละประเทศถืออยู่ เช่น การที่มีทองแท่งมูลค่า 1 ล้านบาทในคลัง กระทรวงการคลังก็สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาได้เป็นจำนวนไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งปริมาณการถือทองของแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน ทำให้ปริมาณเงินของแต่ละประเทศมีน้อย-มากแตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มูลค่าเงินในสกุลหนึ่งๆ สูง หรือต่ำกว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
 
                  เว้นแต่สหรัฐอเมริกา ที่พิมพ์ธนบัตรออกมาโดยอ้างอิง "ความเชื่อมั่น" ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะมีปริมาณมหาศาล กลายเป็นเงินสกุลหลักในการค้าขายระหว่างประเทศ เพราะความเชื่อมั่นในฐานะเงินสกุล "กลาง" ของโลกมีอยู่มากมายนั่นเอง
 
                  แต่นายรอน พอล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดัน เงิน "บิท คอยน์" กล่าวว่า เงินสกุลนี้ที่มีชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ จะเป็นทางเลือกสำหรับการทำธุรกรรมต่างๆแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ และจะปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ทำลายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ หากประชาชนทั่วโลกหันมาใช้เงินที่จับต้องไม่ได้ในโลกออนไลน์กันมากขึ้นและมากขึ้น
 
                  จริงๆ แล้ว บิท คอยน์ คืออะไร บิท คอยน์ คือ เงินสกุลใหม่ที่ตราขึ้นมาโดยบุคคลนิรนาม ที่ใช้เพียงนามแฝงว่า "ซาโตชิ นากาโมโต" เมื่อปี 2552 ให้เป็นสกุลเงินที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้โดยตรง ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีคนกลางอย่างธนาคารมาเกี่ยวข้อง และบิท คอยน์ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันจากร้านค้าต่างๆ ตั้งแต่ร้านขายพิซซ่า จนถึงร้านที่เป็นธรุกิจขนาดเล็กอย่าง ร้านทำเล็บ การหาเงินบิท คอยน์ สามารถทำได้โดยใช้วิธีที่เรียกว่า "ทำเหมือง" หรือใช้คอมพิวเตอร์ของคุณร่วมเป็นเครือข่ายการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และจะได้รับบิท คอยน์ 10 บิท คอยน์ ทุกๆ 25 นาทีที่เข้าร่วมแก้โจทย์ดังกล่าว (รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ที่ bitcoin.org)
 
                  แล้วความเป็นไปได้ที่บิท คอยน์จะมาแทนที่เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ หรือเงินสกุลต่างๆ นั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ คำตอบคือ "เป็นไปได้" แต่มีเงื่อนไขว่าบิท คอยน์ ต้องได้รับความนิยมมากกว่านี้ และร้านค้าหรือธุรกิจทุกชนิดต้องให้ความเชื่อมั่นและหันมาใช้เงินออนไลน์ชนิดนี้มากขึ้นมาก 
 
                  นายไมลส์ คิมบอลล์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์หัวอนุรักษนิยม ยังมองเห็นศักยภาพของบิท คอยน์ เขาให้ความเห็นไว้ว่า บิท คอยน์ เป็นภาพสะท้อนของความผันผวนที่เกิดขึ้นในสกุลเงินต่างๆ ที่มีรัฐบาลคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง และบิท คอยน์ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความต้องการสกุลเงินกลางในโลกอิเล็กทรอนิกส์
 
                  ทุกวันนี้ บิท คอยน์ กำลังคืบคลานเข้ามาในสังคมออนไลน์อย่างช้าๆ แต่ว่ามั่นคง เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ชั้นนำอย่าง อีเบย์ ก็ยังยอมรับเงินสกุลบิท คอยน์กันแล้ว แม้แต่ผู้ให้บริการสื่อกลางการรับ-จ่ายเงินในโลกออนไลน์ยังมีแผนที่จะเปิดตัวระบบการรับ-จ่ายเงินสกุลบิท คอยน์ในเร็วๆ นี้ 
 
                  ในแอฟริกา เคนยาหลายล้านคนตอบรับการใช้งานบิท คอยน์กันแล้ว เพราะมีความสะดวก ไม่ต้องพกพาเงินสดเป็นจำนวนมากเดินทางไปจับจ่ายหาซื้อสินค้าในร้านต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล เพียงใช้โทรศัพท์มือถือโอนเงินให้แก่ร้านค้า หรือผู้รับ ก็สามารถทำธุรกรรมได้เป็นผลสำเร็จ 
 
                  ปัจจุบัน บิท คอยน์ ยังยอมรับให้มีการซื้อ-ขายเงินบิท คอยน์ โดยใช้เงินสกุลต่างๆ ทั่วโลก โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุอยู่ในเว็บไซต์กลางของบิท คอยน์ ทั้งนี้เป็นไปเพื่อการนำประชาชนเข้ามาใช้งานเงินสกุลใหม่ในโลกออนไลน์กันมากขึ้น
 
                  ถ้าจะมองในความเป็นจริงแล้วจะเห็นได้ว่า บิท คอยน์ คือ พัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของระบบเงินตรา ที่แรกเริ่มเดิมทีมีการแลกเปลี่ยนกันด้วยทรัพย์สินมีค่าที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม ตั้งแต่เปลือกหอย โลหะ ก่อนที่จะกลายมาเป็นธนบัตร และบัตรพลาสติกในรูปของบัตรเครดิต หรือเดบิต และไม่น่าแปลกใจว่าทุกวันนี้ชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ไม่ได้แตะเงินสดกันบ่อยนัก เพราะเงินเดือนหรือรายได้ ก็เข้าไปอยู่ในระบบธนาคาร จะเห็นก็เพียงตัวเลขในบัญชีธนาคาร และเมื่อจะใช้จ่ายก็เพียงใช้บัตรเครดิต หรือเดบิต "รูด" เพื่อจับจ่ายสินค้าที่ต้องการ
 
                  ในอีกมุมหนึ่ง บิท คอยน์ เป็นระบบ "เซต ซีโร" ทางการเงินโลกอย่างแท้จริง หากว่าใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ บิท คอยน์ สามารถแจ้งเกิดในกลุ่มคนจำนวนมากของโลกได้