
แพทย์มข.เจ๋งค้นพบเทคนิคเปลี่ยนตับรักษาผู้ป่วย
แพทย์มข.เจ๋งค้นพบเทคนิคเปลี่ยนตับรักษาผู้ป่วย เผยห่วงผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเพิ่ม เหตุจากการสัก เจาะ การใช้เข็มร่วมกัน และการรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด ทั้งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสดังกล่าว
รศ.พญ. วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรคที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 คือ โรคมะเร็งตับ โดยโรคที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้นั้นมีมากมาย เช่น โรคมะเร็งตับ โรคตับอักเสบเฉียบพลัน โรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง เป็นต้น ดังนั้น ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้พัฒนาวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคตับ ที่ตับสูญเสียการทำงาน ตั้งแต่ 80 % ขึ้นไป ให้หายจากความเจ็บป่วยและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ด้วยการเปลี่ยนตับ วิธีการรักษานี้ประสบผลสำเร็จมาแล้วในผู้ป่วยเพศชาย วัย 51 ปี ที่ป่วยด้วยโรคตับอักเสบจากไวรัสบี ปัจจุบันสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เป็นเวลา 1 ปี แล้วโดยคณะแพทย์ศาสตร์ มข. ได้ดำเนินการศึกษาวิธีรักษาผู้ป่วยโรคตับด้วยวิธีการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 กระทั่งประสบผลสำเร็จในปี พ.ศ. 2551
“การเปลี่ยนตับที่ได้ผลนั้น ต้องขึ้นอยู่กับคนไข้และระยะเวลาในการผ่าตัดเปลี่ยนตับต้องพอดีกัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดโรคแทรกซ้อน นอกจากนี้ การดูแลตนเองของผู้ป่วยภายหลังผ่าตัดก็สำคัญ คนไข้ต้องกินยากดภูมิต้านทานประมาณ 5 ปีขึ้นไป เพื่อให้ร่างกายยอมรับตับใหม่ แต่หากคนไข้ดูแลตัวเองอย่างดีและกินยาอย่างสม่ำเสมอก็สามารถหยุดยาได้เมื่อร่างกายหยุดการต่อต้านตับใหม่แล้ว” รศ.พญ. วัฒนา กล่าว
รศ.พญ. วัฒนา กล่าวด้วยว่า สาเหตุการเกิดโรคตับต่างๆนั้น มาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี โดยจากสถิติพบว่าผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสเป็นมะเร็งปีละ 2-8% ส่วนผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี มีโอกาสเป็นมะเร็ง 4 %
อย่างไรก็ดี ภายหลังจากมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีทำให้ปัจจุบันมีคนไทยเป็นไวรัสตับอักเสบบีลดลงเหลือเพียง 8 % จากเดิมที่มีผู้ป่วยติดเชื้อนี้ถึง 16% ทั้งนี้ ที่น่าเป็นห่วงคือ ไวรัสตับอักเสบซี เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกัน โดยปัจจุบันพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในเมืองไทยประมาณ 1-2 % พบมากในพื้นที่ภาคอีสาน
สำหรับการติดต่อนั้นสามารถติดต่อได้ทางเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดทุกชนิด อาทิ การใช้เข็มร่วมกัน การสัก การเจาะ โดยการใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาดและไม่ได้มาตรฐาน การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในลักษณะสำส่อนทางเพศ การฟอกไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง การติดต่อกันเองภายในครอบครัว เป็นต้น
วิธีการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีนั้น รศ.พญ. วัฒนา แนะนำว่า ให้หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อที่ได้กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดโดยไม่จำเป็น รวมไปถึง การสัก การเจาะ และการใช้เข็มฉีดยาโดยไม่ได้มาตรฐาน ส่วนผู้ที่ตรวจพบว่ามีเชื้อไวรัสในร่างกาย ควรหยุดการบริจาคเลือด แยกการใช้ของหรืออุปกรณ์มีคม เช่น มีด กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟันไม่ให้ใช้ปะปนกับคนอื่น งดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หากต้องการสัก หรือเจาะตามร่างกาย ควรใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและไม่ควรนำไปใช้กับคนอื่น นอกจากนี้ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ และงดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดโรคตับได้รวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น



