ไลฟ์สไตล์

'36 ปี'สอท.ก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

'36 ปี'สอท.ก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

04 ธ.ค. 2556

'36 ปี'สอท. ก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก : โดย...ทีมข่าวการศึกษา

              ในโอกาสการก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 ในปีนี้ของสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สอท.) สมาชิกทั้ง 63 สถาบัน เตรียมพร้อมกับการผลักดันสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไทยเข้าสู่การเป็น "มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก" (WORLD CLASS UNIVERSITY) โดยจะประสานงานกับทุกฝ่าย อาทิ ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งมหาวิทยาลัยภาครัฐและมหาวิทยาลัยนานาชาติทั่วโลก

               รศ.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ปธ.บอร์ดกกอ.) เปิดเผยว่า สถาบันอุดมศึกษาทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการผลิตผู้คนให้กลายเป็นทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ สำหรับสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น ขณะนี้ได้ก้าวหน้าไปเยอะมาก ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก แม้ว่าบางครั้งมีข้อจำกัด แต่มีความเชื่อมั่นว่า ด้วยเพราะทุกคนมีความรักในการทำหน้าที่และบทบาทของแต่ละคนที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าจะเป็น คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา

               ทั้งนี้หน้าที่ 4 ประการของมหาวิทยาลัยที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เคยมีรับสั่งไว้ว่า มีความสอดคล้องกับความเป็นระดับโลก ซึ่งตนได้ยึดเป็นแนวทางในการทำงานตลอดกว่า 40 ปี คือ ประการที่ 1 เป็นแหล่งให้กุลบุตรได้เสาะหาวิชา แหล่งเลี้ยงดู ทำนุบำรุงนักปราชญ์ผู้เสาะหาวิชา และใช้ผลนั้นมาสอนกุลบุตรได้ เป็นกิจสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยที่ต้องเป็นต้นความคิดของชาติ เป็นสถานเลี้ยงคนดีของชาติ ประการที่ 2 ผลของการเสาะหาวิชานี้ต้องวางเป็นแบบแผนการประพฤติของชาติ ทั้งทางธรรมและวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องวัด เครื่องเก็บรวบรวม จำหน่ายเผยแพร่ความคิดของชาติ ประการที่ 3 มีกิจสอนศิลปะวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้ผู้มาเรียนมีความรู้กว้างขวาง เห็นเหตุใกล้ไกล และใช้ความคิดที่ได้บังเกิดขึ้นด้วยการเรียน เป็นผลประโยชน์แก่คณะและอาจตั้งโรงเรียนฝึกฝนวิชาชีพบางชนิด ที่ต้องมีพื้นศิลปะวิทยาศาสตร์ และประการที่ 4 มีกิจสอบไล่ เพื่อวัดความรู้ความสามารถและรับรองเป็นพยาน โดยให้ปริญญาแก่ผู้ที่สมควร

               "นอกจากนี้ยังมีพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่เปรียบเสมือนคติพจน์คือ เมืองไทยเรายังไม่มีอะไรเลย เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ควรพยายามคิดค้นทางวิชาการให้กว้างขวางขึ้น จะได้เทียบเคียงกับต่างประเทศเขา ถ้าไม่รู้จะทำอะไรใหม่ ก็ให้ศึกษาหาสิ่งธรรมดา ให้รู้ว่าคนไทยเรามีอะไรเป็นธรรมดาซึ่งเป็นมาตรฐาน ท่านควรยกย่องคณะที่ให้การศึกษาแก่ท่าน ท่านควรมีความภาคภูมิใจในคณะของท่าน และท่านไม่ควรเรียนวิชาขึ้นใจแล้ว ใช้เป็นเครื่องมือหากินเท่านั้น ควรเก็บคำสอนใส่ใจ และประพฤติตาม"

               ไม่เพียงเท่านั้น การก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกนั้น ศ.คุณหญิงสุมณฑา ชี้แนะว่า ขณะนี้การศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านนำหน้าไปไกลมาก การศึกษาไทยต้องปรับตัว เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด ให้ทำเป็นบางส่วนไปก่อน เช่น สาขา ภาควิชา คณะ หรือต้องทำเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาระดับใหญ่ๆ เท่านั้น ระดับกลางและระดับเล็กก็สามารถทำได้ แม้ว่าจะไม่ถูกจัดอันดับในมหาวิทยาลัยระดับโลก ทั้งนี้การศึกษาระดับโลกกับการจัดอันดับการศึกษา อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เช่น ใครๆ อยากมาเรียนเพราะชื่อเสียงของศิษย์เก่าสร้างไว้ นั่นก็ไม่เกี่ยวกับการจัดอันดับแล้ว

               "สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มาตรฐานการอุดมศึกษาของไทยต่ำเกินไป มักมีการต่อรองขอให้ต่ำกว่านี้ เห็นใครได้คะแนนสูงไม่ได้ ขณะนี้จึงต้องการคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็นสมอง เป็นต้นความคิดของชาติ ส่วนเรื่องงบประมาณสนับสนุนถือว่า เป็นเรื่องสำคัญ มหาวิทยาลัยทุกแห่งพึ่งพางบประมาณรัฐบาล แต่แท้จริงแล้ว แต่ละแห่งควรมีงบประมาณเป็นของตนเอง ปลอดจากอิทธิพลใดๆ พึ่งพาตนเองได้ ผ่านร้อนผ่านหนาวได้ด้วยความมั่นคงและเข้มแข็ง อย่างในกรณีประเทศอินเดีย ซึ่งได้รับงบสนับสนุนน้อยกว่าประเทศไทย แต่ก็สามารถก้าวสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกได้"

               ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า สอท.ตั้งขึ้นด้วยความสามัคคี กลมเกลียวของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในอันที่จะสร้างความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นแก่ชาติบ้านเมือง โดยสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับใช้สังคมและประเทศชาติ ปัจจุบัน สอท.มีสมาชิก 63 สถาบัน แบ่งเป็นมหาวิทยาลัย 39 แห่ง วิทยาลัย 19 แห่ง และสถาบัน 5 แห่ง สถาบันเหล่านี้ตั้งอยู่ทั้งใน กทม.และปริมณฑล 31 แห่ง และภูมิภาค 32 แห่ง

               "การจัดการด้านการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้มีคุณภาพนั้น จะต้องได้รับความร่วมมือในการพัฒนาจากทุกภาคส่วน โดยภาครัฐและภาคเอกชน ภายในหลักการบริหารแบบธรรมาภิบาล เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้า ทั้งนี้สถาบันอุดมศึกษามีจุดเด่นคือ มีการบริหารงานอย่างต่อเนื่อง มีการยืดหยุ่นในการบริหารงาน และภาคเอกชนสนับสนุนเป็นอย่างดี ทำให้ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและประเทศและระดับโลกได้"

               ดร.พรชัย กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยสยามได้เตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกมาในระยะหนึ่งแล้ว เช่น สาขาวิชา นิเทศศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ มีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนจำนวนมาก รวมถึงวิศวกรรมยานยนต์ มีทุนทำงานวิจัย มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา

               "สาขาศิลปะการแสดงเป็นอีกศาสตร์ที่น่าสนใจ เพราะบันเทิงเป็นธุรกิจที่ทั่วโลกให้ความนิยมและสนใจกันอย่างแพร่หลาย ซึ่ง ม.สยาม ได้เปิดการเรียนการสอนในชื่อ วิทยาลัยศิลปะการแสดง : ศิลปินแห่งเอเชีย เปิดโอกาสให้ผู้นใจนอกจากการแสดงยังมีการขับร้อง ดนตรี การเต้น และธุรกิจบันเทิง พร้อมมีทุนให้เรียนตลอดหลักสูตร" ดร.พรชัย กล่าว

               ดร.พรชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ทำควบคู่กับการเตรียมพร้อมเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกก็คือ การสร้างแผนความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน  ซึ่งถึงวันนี้ ม.สยาม มีความร่วมมือกันอยู่แล้ว เช่น การเปิดการเรียนแบบสหกิจ แต่จะเน้นให้มีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านอาเซียน เช่น วิชาการ เศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม และการช่วยผลักดันก่อให้เกิดองค์กรด้านการศึกษาอาเซียนขึ้น ที่จะช่วยให้กล่มอาเซียนเป็นหนึ่งเดียวที่จะก้าวสู่ระดับโลกได้

 

.......................

('36 ปี'สอท. ก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก : โดย...ทีมข่าวการศึกษา)