
รพ.รามาฯแถลง'กระสุนจริง'ยิงม็อบ
รพ.รามาฯ แถลงกระสุนจริงยิงผู้ชุมนุมเป็นกระสุนลูกโดด ขนาด 9 มม. ผู้ป่วยสาหัส 1 รายถูกยิงหน้าอก เสี่ยงเสียชีวิต - อัมพฤกษ์ เรียกร้องทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรง
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 2 ธ.ค.2556 ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มีการแถลงข่าวการรับผู้บาดเจ็บจากสถานการณ์การชุมนุม โดยรศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอดุมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รพ.รามาฯรับผู้บาดเจ็บตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.- 2 ธ.ค. 2556 รวม 27 ราย ยังพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 7 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ได้รับบาเจ็บจากกระสุนจริง 4 ราย โดยเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 ราย และเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. รับตัวจากบริเวณสะพานชมัยมรุเชษและวัดเบญจมบพิตร 2 ราย ซึ่ง 1 รายถูกยิงเข้าที่ขาขวา กระดูกแตกเข้ารับการผ่าตัด ขณะนี้พักฟื้นอยู่ในห้องพักผู้ป่วย ส่วนอีก 1 รายถูกยิงเข้าที่หน้าอก ทะลุหน้าท้อง เข้าไปค้างอยู่บริเวณใกล้กระดูกสันหลัง กำลังอยู่ระหว่างการผ่าตัด
พล.อ.ต.ผศ.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าสาขาวิชานิติเวชศาสตร์ รพ.รามาฯ กล่าวว่า จากการพิสูจน์ลักษณะบาดแผลและฟิลม์เอ๊กซเรย์ของผู้ป่วยที่บาดเจ็บที่หน้าอกและขาขวาเป็นกระสุนปืนลูกโดด ขนาด 9 มม. แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าทิศทางของกระสุนมากจากทางไหน และเป็นปืนชนิดใด โดยการพิสูจน์ชนิดปืน เป็นหน้าที่ของพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) หรือสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมซึ่งปกติรพ.รามาฯจะส่งไปให้มีการพิสูจน์ต่อ
ทั้งนี้ กระสุน แบ่งออก เป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ 1.ลูกโดด จะออกจากลำกล้องทีละนัด ปืนที่ใช้กันมาก เป็นปืนลูกโม่ ปืนแมกกาซีนแบบที่ทหาร ตำรวจใช้ ปืนไรเฟิล และ2.ลูกซองออกจากลำกล้องครั้งละหลายๆนัด ส่วนผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงที่ขา กระสุนแตกละเอียด จึงไม่ทราบว่าเป็นลูกกระสุนขนาดใด แต่เมื่อดูจากลักษณะของบาดแผลสันนิษฐานว่า เป็นกระสุนปืนขนาด 9 มม. เช่นกัน
ผศ.นพ.ปรีดา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์ ศัลยแพทย์ รพ.รามาฯ แพทย์เจ้าของไข้ผู้ที่ถูกยิงที่หน้าอก กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้เสี่ยงต่อการเสียชีวิต อาการค่อนข้างสาหัส
นพ.นรเทพ กุลโชติ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ รพ.รามาฯ แพทย์เจ้าของไข้ผู้ป่วยถูกยิงที่ขาขวา กล่าวว่า กระสุนปืนทำให้กระดูขาขวาแตก ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้พักฟื้นอยู่ในห้องพักผู้ป่วย
รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายบริการ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯ กล่าวว่า จากบาดแผลของผู้ป่วยที่ถูกยิงเข้าที่หน้าอกมีโอกาสโดนเส้นประสาท เสี่ยงที่อัมพฤกษ์ อาจจะสูญเสียบางส่วนหรือทั้งหมด ต้องมีการประเมินอีกครั้ง แต่ผู้ป่วยรายนี้จะไม่สามารถกลับมาปกติได้ 100 %
ศ.นพ.วินิต พัวประดิษฐ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล กล่าวว่า รพ.รามาฯ เตรียมพร้อม 24 ชม. ทั้งบุคลากร น้ำเกลือ และเลือด ซึ่งการให้ข้อมูลในครั้งนี้ เพราะต้องการให้สังคมรับทราบว่า มีความรุนแรงเกิดขึ้นและมีการใช้อาวุธจริงปราบปราม จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง เลิกใช้อาวุธจริงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด
สธ.สรุปตัวเลขผู้บาดเจ็บจากเหตุชุมนุม2ธ.ค.94ราย
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่โรงพยาบาลสงฆ์ กทม.นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ณรงค์ อธิกุลวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมการแพทย์และคณะ ประชุมทีมปฎิบัติการกู้ชีพฉุกเฉิน ที่ออกปฎิบัติการช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมทางการเมือง สรุปผลการปฎิบัติ และ ปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า วันนี้ศูนย์บัญชาการการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (ส่วนหน้า) ที่โรงพยาบาลสงฆ์ ได้ส่งทีมปฎิบัติการกู้ชีพชั้นสูง(ALS) 5ทีม ไปบริเวณที่มีการปะทะได้แก่ แยกการเรือน แยกวัดเบญจมบพิตร สะพานชมัยมรุเชษ และนางเลิ้ง เพื่อเสริมกับทีมกู้ชีพที่ประจำการในพื้นที่ โดยได้รับการประสานขอสนับสนุนจากทางกรุงเทพมหานคร เพื่อนำผู้บาดเจ็บออกมาจากพื้นที่ปะทะ มารักษาพยาบาลและส่งต่อในรายที่อาการรุนแรง โดย ณ เวลา 16.00 น.(2 ธ.ค.56) ยอดผู้บาดเจ็บมีทั้งหมด 94 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่ถูกแก็สน้ำตา ในจำนวนนี้ มี 3 ราย ถูกยิง นอนพักรักษาตัวที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลรามาธิบดี 2 ราย อีก 1รายรักษาแล้วกลับบ้านได้ ยืนยันจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากสารพิษ ยกเว้นแก๊สน้ำตา
นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้โรงพยาบาลสงฆ์ เป็นศูนย์บัญชาการการแพทย์ฯ (ส่วนหน้า) มีการสำรองทีมปฎิบัติการกู้ชีพจากโรงพยาบาลในสังกัด และมูลนิธิต่างๆ รวมทั้งเป็นศูนย์กระจายยา เวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ สนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ที่ออกปฎิบัติการ รวมทั้งหน่วยแพทย์อาสา อาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆที่ดูแลประชาชน โดยเป็นการสนับสนุนตามหลักมนุษยธรรม ไม่มีการซื้อขาย มีระบบการเบิกจ่าย เพื่อตรวจสอบว่าเป็นการนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บจริง ไม่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น กรณีน้ำเกลือ กระทรวงสาธารณสุขให้องค์การเภสัชกรรมจัดส่งไปยังโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อกระจายส่งไปให้ทีมแพทย์ใช้รักษาผู้ป่วยตามที่ทีมแพทย์ทุกสังกัดขอรับการสนับสนุนเพื่อป้องกันความสับสนด้านข้อมูลข่าวสาร หากประชาชนมีข้อสงสัย สอบถามได้ศูนย์ปฎิบัติการการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทางหมายเลขโทรศัพท์ 02-590-1994 ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดบริการในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซน คือ โซนโรงพยาบาลจากสังกัดกทม. คือโรงพยาบาลวชิระ โรงพยาบาลกลาง โซนโรงพยาบาลสังกัดกรมแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการคือโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลรามาธิบดี โซนสภากาชาดไทย คือโรงพยาบาลจุฬาฯ และโซนศิริราชพยาบาล เพื่อให้การดูแลประชาชนทั่วถึง และมีความคล่องตัวในการส่งต่อผู้ป่วย ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้มีทีมปฎิบัติการกู้ชีพชั้นสูงประจำในพื้นที่รวม 14 ทีม มีแพทย์เป็นหัวหน้าทีม นอกจากนี้ ยังสำรองอีก 9 ทีมที่กระทรวงสาธารณสุข พร้อมให้การสนับสนุนทันทีที่ได้รับการร้องขอ
“กระทรวงสาธารณสุข พร้อมให้บริการประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ทีมีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บ โดยจะประสานการทำงานกับทีมแพทย์ทหาร แพทย์อาสาสมัคร รวมทั้งอาสาสมัครกู้ชีพจากมูลนิธิต่างๆที่เป็นเครือข่ายการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีความคล่องตัวสูงในการปฎิบัติงานที่เป็นพื้นที่อันตราย โดยจะประสานลำเลียงผู้ป่วยผู้บาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อดูแลและส่งรักษาต่อ โดยทีมแพทย์กระทรวงสาธารณสุขจะตั้งจุดรอในพื้นที่ที่ปลอดภัย เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นการปฎิบัติการตามระบบสากลในการทำงาน”นายแพทย์ณรงค์ กล่าว



