เลอค่า'ลา สปีเซีย'
01 ธ.ค. 2556
เลอค่า'ลา สปีเซีย' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง
รถไฟขบวนนั้น ทำเอาฉันก้นแทบไม่ติดเบาะ ผุดลุกผุดนั่งเมื่อพบว่า มีความไม่ธรรมดาหลอกล่อฉันอยู่ในเมืองระหว่างทาง
ต้นทางมาจากเมืองปิซา (Pisa) จุดหมายข้างหน้าอยู่ที่ซานตา มาร์เกอริตา ลิกูรี (Santa Margherita Ligure) เพื่อนั่งรถเมล์ต่อไปหาปอร์โตฟิโน (Portofino) เพชรเม็ดงามแห่ง แคว้นลิกูเรีย (Liguria)
ก่อนป้ายชื่อเมืองลา สปีเซีย (La Spezia) จะกลืนหายไปกับรางเหล็ก มันถูกบันทึกไว้ในพื้นที่ความทรงจำ ว่าถ้ามาเลาะอิตาเลียน ริเวียร่า (Italian Riviera) เที่ยวหน้า โปรดอย่าพลาดเมืองนี้เป็นอันขาด เพราะแต่ละหมู่บ้านที่อยู่ละแวกนี้สีมันทิ่มแทงสองตาเหลือเกิน
อิตาลี เที่ยวล่าสุด หลังจากเดินสายเก็บตกเมืองเล็กเมืองน้อยในแคว้นทัสคานี ฉันจึงหมายมั่นว่ามาปักหลักที่ เมืองลา สปีเซียซัก 3-4 วันเพื่อตระเวนเที่ยวละแวกนี้ให้ฉ่ำปอด
สำหรับคนที่มุ่งมั่นจะมาเที่ยวแคว้นลิกูเรียของอิตาลี สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ส (www.turkishairlines.com) เขามีเที่ยวบิน บินเข้าเมืองเจนัว (Genoa) ทุกวัน หรือใครจะบินเข้าโรม (Rome) ก็ได้อีกเหมือนกัน แล้วค่อยนั่งรถไฟมา ลา สปีเซีย
ส่วนฉันเที่ยวนี้ซิ่งรถไฟไปทั่วรองเท้าบู๊ทด้วยตั๋วแบบโกลบอล พาสของรถไฟยุโรป (www.raileurope.co.th) ทำให้สะดวกสบายและได้ชมวิวงามๆ ไปตลอดทาง
เหมือนเคย ที่สไตล์การเที่ยวของฉันเมื่อสัญจรโดยรถไฟเป็นหลัก จึงมักลงเอยด้วยการเลือกโรงแรมใกล้สถานีรถไฟเสมอ ผู้ช่วยที่เสมอต้นเสมอปลายในการช่วยสแกนหาเรือนพักให้ฉันยังคงเป็นอโกดา(www.agoda.com) เว็บไซต์จองที่พักที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แค่ซูมเข้าไปค้น เรือนพักใกล้สถานีรถไฟก็ปรากฏตัวมาให้คัดตัวกันเป็นทิวแถว คราวนี้ก็เลือกได้ตามกำลังทรัพย์
สำหรับใครที่มีเป้าหมายมาตะลุยแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง ซิงกเว แตร์เร (Qinque Terre) หรือบางคนอยากเห็นเมืองน่ารักอย่างปอร์โตเวเนเร (Porto Venere) ก็ล้วนแต่มาตั้งหลักที่ลา สปีเซียกันทั้งนั้น
ไม่อยากให้ลา สปีเซียได้ยินเลยว่า ฉันเองก็เป็นแบบนั้นแหละ กะจะไปเจาะลึกซิงกเว แตร์เร และแวะเวียนไปเที่ยวปอร์โตเวเนเร
รุ่งเช้าปลายฤดูใบไม้ร่วง ลมหนาวกรุ่นลงห่มลา สปีเซีย หนาวเบาๆ แบบนี้เจอแดดประเดี๋ยวเดียวอากาศหนาวก็ยอมสลายตัว
กลัวลา สปีเซียจะน้อยใจ ก่อนจะร่อนเร่ไปหาเมืองเล็กเมืองน้อยในแถบนั้น ฉันเลยออกเดินเท้าสำรวจเมืองนี้เสียหน่อย
นอกจากคำว่าเมืองท่าริมทะเลลิกูเรีย ฉันแทบไม่รู้อะไรอีกเลยเกี่ยวกับลา สปีเซีย แต่ผลจากการค้นหาข้อมูลเมื่อคืน ทำให้ลา สปีเซียดูไม่ธรรมดา ไกด์บุ๊กออนไลน์รายงานว่า ลา สปีเซียเป็นเมืองชุมทางการค้าในสมัยก่อน โดยเฉพาะพวกเครื่องเทศ ถือว่าที่นี่เป็นแหล่งค้าขายใหญ่แห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว จนเป็นที่มาของชื่อเมืองนั่นเอง เพราะตามภาษามะกะโรนี สปีเซียหมายถึงเครื่องเทศ
ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องเมืองท่าที่เก่งกาจเรื่องทำการค้าเท่านั้น แต่ในอดีต ลา สปีเซียยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางการทหารอีกด้วย
เรื่องทหารอันนี้ไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่เรื่องการค้านี่พอเดินไปสองสามก้าวชักพอเห็นเค้า เพราะถึงแม้เป็นช่วงสายๆ แต่ถนนคนเดินที่ผ่าใจกลางเมืองก็ดูคึกคัก ร้านรวงทยอยเปิด แต่เล็งจากข้าวของที่ขาย ถ้าเป็นตอนบ่ายก็คงน่าช็อปอยู่ไม่ใช่น้อย
ข้อสำคัญ ไม่ว่าจะเดินเลาะเลี้ยวไปถนนไหน ร้านรวงก็พากันสะกดรอยตามเราไปทุกที่ เรียกว่าดักนักช็อปไว้ทุกพิกัด
สำหรับคอพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ต้องรู้สึกมวนท้อง เพราะระหว่างทางคุณจะเจอพิพิธภัณฑ์ดีๆ 3-4 แห่งดักอยู่ และมีปราสาทให้ไต่ขึ้นไปชมความเก่าแก่และเวิ้งอ่าวกันด้วย
อย่างคนไม่เคยวอกแวกให้แบรนด์เนม จึงเคลื่อนผ่านถนนคนเดินไปไวอย่างน่าใจหาย ที่จริงก็ไม่ได้ไวนักหรอก เพราะระหว่างทางมีคาเฟ่ตั้งอยู่เป็นหย่อมๆ เลยแวะสังเกตวิถีของชาวลา สปีเซียกันไปตลอดทาง
คนที่นี่เขาเรียกคาเฟ่ว่าบาร์ แค่จะเข้าไปจิบกาแฟ หรือซื้อขนมปังสักชิ้น ก็ต้องแวะเข้าบาร์ ไม่น่าเชื่อชาวแคว้นลิกูเรียเขานิยมเข้าบาร์กันตั้งแต่รุ่งเช้า บาร์บางแห่งเปิดตั้งแต่ตี 4 ไปยันเที่ยงคืน เรียกว่าแวะเข้าไปนั่งตั้งวงจิบกาแฟกันตั้งแต่เช้าได้เลย
กว่าจะเดินไปถึงท่าเรือ ยังผ่านสวนที่มีรูปปั้นเติมแต่งความสุนทรีย์ไปทุกหย่อมหญ้า แวะนั่งเล่นแถวนี้เลยเพิ่งสังเกตว่าคนลา สปีเซียเขานิยมปั่นสองล้อกันไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
แต่เมื่อพาตัวเองไปถึงเวิ้งอ่าวแล้วมองย้อนเข้าไปลา สปีเซีย ความจริงข้อหนึ่งจึงปรากฏว่าความงดงามของลา สปีเซียที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ลา สปีเซียไม่ควรเป็นแค่ทางผ่านของนักเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปหาเมืองยอดนิยม หรือเมืองน่ารักหน้าไหนทั้งสิ้น ลา สปีเซียที่มองเห็นจากเวิ้งอ่าว สวยสงบและเลอค่าเกินกว่าจะที่ฉันจะนั่งรถไฟโฉบผ่านเมื่อหลายปีก่อน
บ้านเรือนสีสันสดใสเลื้อยไล่ไปบนเนินเขา ด้านหน้าเป็นทะเลสีครามที่โอบเมืองเอาไว้ เรือลำน้อยใหญ่จอดประดับเวิ้งอ่าวอย่างสงบนิ่ง บางลำกำลังเบิ้ลเครื่องยนต์ฮึ่มฮั่มใส่ทะเล เตรียมนำนักท่องโลกออกไปเริงร่ากลางทะเลตามหน้าที่ประจำวันของมัน
ย้ำอีกทีคงไม่เป็นไร ว่าโปรดตั้งใจแวะลา สปีเซีย แล้วคุณจะได้รู้ว่าเมืองนี้ไม่ได้เกิดมาเป็นแค่ทางผ่านอย่างที่หลายคนเข้าใจ
.............................
(เลอค่า'ลา สปีเซีย' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)



