
ประชาธิปไตยกับ'โซเชียลมีเดีย'กับมุมคิด'ตุลย์ ปิ่นแก้ว'
ประชาธิปไตยกับ'โซเชียลมีเดีย'กับมุมคิด'ตุลย์ ปิ่นแก้ว' : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...นภาพร แจ่มทับทิม
มาถึงวันนี้ ไม่มีใครปฏิเสธ "พลังแห่งการสื่อสาร" ว่าด้วยการคลิกไลค์ กดแชร์ของคนยุคปัจจุบัน ได้เชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้ง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ ให้ทำหน้าที่ถ่ายทอดทุกเหตุการณ์แบบทุกที่ ทุกเวลา เสมือนเป็นอาวุธที่มีอยู่ในมือทุกคน
1 ปีที่ผ่านมา Change.org ปรากฏตัวในประเทศไทย เป็นเวทีกลางในการรวมพลังของคนธรรมดาที่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยน ด้วยเครื่องมือการรณรงค์ที่เรียกว่า Change.org ผ่านแคมเปญ เช่น การเปลี่ยนฝาท่อเพื่อทางจักรยาน, ถอดหูฉลามออกจากเมนู, คัดค้านการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก, เราอยากเห็นมักกะสันเป็นสวนสาธารณะ, ปลูกต้นไม้คืนทางขึ้นเขาใหญ่, การตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบน้ำมัน ปตท.รั่ว ฯลฯ ล้วนมี change อยู่เบื้องหลังการรณรงค์ประเด็นปัญหาเชิงสังคมทั้งสิ้น
ตุลย์ ปิ่นแก้ว ในฐานะผู้อำนวยการเว็บไซต์ change.org ประเทศไทย ผ่านประสบการณ์การทำงานหลากหลาย ทั้งผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม นักเขียน งานด้านการรณรงค์ร่วมกับเอ็นจีโอระหว่างประเทศ เช่น Oxfam, Save the children จนพัฒนาไปทำงานด้านการสื่อสารเชิงประชาสัมพันธ์ บทบาทของที่ปรึกษาด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ บวกกับความชื่นชอบการสื่อสารในโลกออนไลน์
จากจุดเริ่มต้นของ change.org ประเทศไทยเมื่อกรกฎาคม 2555 มีผู้ใช้เพียง 3,000 คน แต่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ปัจุบันมีฐานผู้ใช้ผ่านเว็บไซต์สูงถึง 1.2 ล้านคน ยอดผู้ติดตามในเฟซบุ๊กกว่า 660,000 คน มีผู้เสนอการรณรงค์ในแต่ละสัปดาห์ประมาณ 40 เรื่อง ซึ่งเป็นกรณีที่องค์กรแม่ในสหรัฐอเมริกา รู้สึกตื่นเต้นต่อปรากฏการณ์ change ประเทศไทยไม่น้อย
Change.org คือเว็บไซต์ที่มีแพลตฟอร์มต้นทางมาจากสหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นเพื่อการรณรงค์ปัญหาใกล้ตัว โดยเปิดโอกาสให้คนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรเบื้องหลัง สามารถเริ่มการรณรงค์และชักชวนเพื่อนร่วมลงชื่อ ร่วมแชร์ สนับสนุนเรื่องราวนั้นๆ ผ่านเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอีเมล ได้ทันที ซึ่งการระดมความคิดเห็น เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ จะส่งผลไปยังรัฐรวมถึงบริษัทเอกชน ที่ต้องรับฟังเสียง รวมถึงปรับปรุงแก้ไขในความผิดพลาด
เรื่องราวการรณรงค์ตั้งแต่เรื่องเล็ก จนถึงเรื่องใหญ่ระดับชาติ ได้ถูกนำเสนอผ่านเว็บไซต์แห่งนี้ มาแล้ว 196 ประเทศ มีฐานผู้ใช้มากกว่า 40 ล้านคน ในปีนี้ มีผู้สร้างเรื่องรณรงค์ใหม่ๆ มากถึง 5 แสนเรื่องจากทั่วโลก ซึ่ง Ben Rattray ผู้ก่อตั้ง ต้องการขยาย change ไปทั่วโลก เขาจึงสมัครเป็นผู้นำเข้า change.org มายังประเทศไทย
การเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์ การคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม น่าจะเป็นกรณีตัวอย่าง ที่สะท้อนถึงบทบาทของสื่อออนไลน์ในการปลุกกระแสการเคลื่อนไหวบนท้องถนน และ Change.org ประเทศไทย ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรื่องราวดังกล่าว
0 change.org มีบทบาทในการเชื่อมโยงโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์อย่างไร
ในจุดเริ่มต้น ความน่าสนใจของประเด็นต่างๆ ในโลกออนไลน์ จะต้องมีการประสาน เชื่อมโยงมาสู่ออฟไลน์ในที่สุด เพราะประเด็นการเคลื่อนไหวต่างๆ จะประสบความสำเร็จหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้นั้น จะต้องนำมาสู่สังคมในโลกออฟไลน์ด้วย บทบาทของ change คือการเป็นเครื่องมือในการจัดการประเด็นต่างๆ ที่มีความสับสน เข้าใจยาก หรืออาจจะมีคนเคยโพสต์ในเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์พันทิปมาก่อนหน้านี้แล้ว
ในสังคมไทย การเคลื่อนไหวในโลกออฟไลน์ย่อมมีความสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นแต่ละแคมเปญจึงต้องมีการทำงานร่วมกันในโลกออฟไลน์ด้วย อย่างเช่น การรณรงค์ปลูกต้นไม้คืนทางขึ้นเขาใหญ่ ที่มีคนลงชื่อประมาณ 7,000-8,000 คน การรณรงค์นี้ประสบสำเร็จได้ เพราะมีการนำรายชื่อไปยื่นให้กรมทางหลวง การจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ที่เขาใหญ่ ทำให้เห็นว่า คนในโลกออนไลน์เข้ามาร่วมสนับสนุนมากในกิจกรรม
0 ปัจจัยที่ทำให้ change เกิดขึ้นได้ในประเทศต่างๆ
ปัจจัยที่ทำให้ change มีบทบาทในประเทศต่างๆ คือ 1.มีอัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจำนวนที่สูง 2.สภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่เปิดกว้างเป็นประชาธิปไตย ให้เสรีภาพทางความคิด ประชาชนสามารถประท้วง เรียกร้อง แสดงความคิดเห็นได้ สามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างเปิดเผย สื่อสารมวลชนสามารถนำเสนอข่าวโดยเปิดเผย 3.ประชาชนมีจิตใจที่สนใจประเด็นเชิงสังคม เป็นห่วงสังคม
ที่ผ่านมา change ได้นำมาสู่การมีส่วนร่วมและการเปลี่ยนแปลงในประเทศต่างๆ เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินเดีย เพราะประเทศเหล่านี้ มีสื่อค่อนข้างเสรี สื่อทำหน้าที่วิจารณ์ได้ มีอิสระในการนำเสนอเชิงความคิด มีประเด็นเชิงสังคมของตนเอง ก่อนหน้านี้ มีแนวความคิดที่จะเปิดในประเทศในเอเชียเช่น เวียดนาม จีน แต่ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น หรือถ้าไปเปิดในประเทศเหล่านนี้ก็อาจจะไม่สำเร็จมากนัก เพราะสื่อถูกควบคุมในการเสนอข่าว ซึ่งอาจส่งผลให้การรณรงค์เคลื่อนไหวประเด็นในเชิงสังคมต่างๆ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ
0 การรณรงค์ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ จนเกิดเป็นกระแสสังคม เกิดขึ้นเพราะอะไร
ในความเป็นจริง เรื่องที่นำเสนอเข้ามาในแต่ละสัปดาห์ผ่านเว็บไซต์ค่อนข้างมาก แต่เรื่องที่ได้เรื่อง มีสาระนั้น ก็อาจจะมีไม่มาก เฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 1 เรื่องที่กลายเป็นที่สนใจของสาธารณะ และเนื่องจากศักยภาพของทีมที่ยังมีขนาดเล็กอยู่ จึงไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ในทุกเรื่อง บางเรื่องที่มีการนำเสนอประเด็นเข้ามา อาจจะยังเขียนนำเสนอการรณรงค์ไม่ดีหรือมีสิ่งที่ต้องเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความสนใจมากขึ้น ดังนั้น ในแต่ละสัปดาห์จึงต้องมีการคัดเลือกประเด็นที่มีความสำคัญ หรืออาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
หลายคนบอกกับเราว่า เขาดีใจที่มีเครื่องมือแบบนี้ขึ้นมา เพราะทำให้เขาสามารถแสดงความคิดเห็น และรวบรวมคนที่คิดเหมือนกับเขาได้ บางคนก็บอกว่าเขา เขาไม่ได้บ้าไปคนเดียวที่คิดถึงปัญหาที่อาจจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ควรได้รับการแก้ไข ทำให้เกิดการรวมตัวกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเห็นความสำเร็จของคนธรรมดาทั่วไป จึงทำให้ change เสมือนทำหน้าที่กระตุ้นให้คนกล้าคิด กล้านำเสนอ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้นำสังคม แต่เขาก็สามารถกระตุ้นให้สังคมตระหนักในประเด็นต่างๆ มากขึ้นได้
0 การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผ่านสื่อสังคม สะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยมากขึ้นหรือไม่
สื่อโซเชียลมีเดีย มีความเป็นประชาธิปไตยในตัวมันเอง เพราะคนสามารถเข้าถึงข้อมูล การกระจายเผยแพร่ข้อมูล ทำให้คนสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น ทำให้คนที่ไม่เคยฟังเสียงของประชาชน ก็ต้องรับฟังมากยิ่ง เพราะคนสามารถที่จะแสดงตัวตนได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นในภาพรวมสื่อออนไลน์ก็มีลักษณะอย่างนี้
โดยเฉพาะในช่วงภายหลังการปฏิวัติสื่อออนไลน์ เมื่อ 2548-2549 ในช่วงที่เริ่มต้นมีโซเชียลมีเดียหรือเว็บบล็อกเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงการเมือง สังคม เศรษฐกิจอย่างมา ในเงื่อนไขเหล่านี้ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ change มีตัวตนได้ในพื้นที่สื่อ และทำให้ประชาชนมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นได้
0 มองบทบาทของสื่อโซเชียล ที่เผยแพร่ขข้อมูลอย่างรวดเร็ว จนอาจขาดการไตร่ตรองอย่างไร
สื่อโซเชียลค่อนข้างมีการแพร่กระจายข่าวสารค่อนข้างไว แต่ผมสนใจเกี่ยวกับ crowdsourcing เพราะถึงที่สุดแล้ว ข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่มากมาย จะมีการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ด้วยลักษณะของสื่อออนไลน์มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก ดังนั้นผมเชื่อในเสรีภาพ ความเป็นอิสระของการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร เพราะคนสามารถเห็นข่าวได้ทุกแง่มุม
ดังนั้นเขาก็มีสิทธิตัดสินว่าจะสนใจอะไร ประชาชนสามารถที่จะเลือกเชื่อหรือจะสนับสนุนอะไร มีสิทธิที่จะแชร์ ดังนั้น บริษัทที่ดำเนินธุรกิจ หรือทุกคนสามารถเข้ามาในพื้นที่ออนไลน์ในการนำเสนอ แนวคิด จุดยืน เพื่อที่จะอธิบายต่อสังคมได้ เพราะฉะนั้น แนวทางนี้จึงเป็นการกลั่นกรองความคิด ความสนใจของคน แตกต่างจากยุคอดีตที่ผู้มีอำนาจสามารถควบคุมสื่อได้ หรือการที่บริษัทหนึ่งนำโฆษณาลงสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ผู้คนก็ต้องเชื่อตามนั้น
แต่ในปัจจุบัน คนสามารถที่จะวิจารณ์ วิเคราะห์ สามารถที่จะเชื่อหรือไม่ และสามารถที่นำเสนอความคิดของตัวเอง และยินยอมให้คนมาติดตามความคิดของเขาเองด้วย
สถานการณ์ในปัจจุบัน การมีข้อมูลท่วมท้น ย่อมดีกว่าไม่มีข้อมูลเลย เพราะจะทำให้เกิดการกลั่นกรอง สามารถที่จะมีข้อคิดเห็นด้วยเองได้ ทุกคนสามารถที่จะเลือกอ่านสื่อที่ตัวเองให้ความสนใจ จากเดิมที่เราได้แต่อ่านความรู้ แต่ยุคปัจจุบัน คนทั่วไปเราสามารถแสดงความคิดเห็นได้ด้วย ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นคนธรรมดาสามารถที่จะเป็นคนดังจากการเขียนข่าว เขียนบล็อก เพราะพวกเขาสามารถนำเสนอความคิดได้หลากหลายมุม
ผมเชื่อว่าแนวทางนี้ กระบวนการนี้ ความคิดเห็นที่หลากหลายจะนำไปสู่การกลั่นกรอง และตัดสินใจว่าจะเลือกอะไร ชอบอะไร สนใจอะไร ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะอธิบายให้คนเข้าใจว่า แต่ละด้าน มีข้อดีหรือมีแนวทางที่จะนำไปปรับไปสู่ที่เข้าใจอย่างไร
ดังนั้นสังคมที่มีเครือข่ายสื่อออนไลน์อย่างเผยแพร่ ย่อมจะทำให้สังคมช่วยกันคิด วิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีความคิดเห็นหนึ่งที่เห็นต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ
.........................
(ประชาธิปไตยกับ'โซเชียลมีเดีย'กับมุมคิด'ตุลย์ ปิ่นแก้ว' : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...นภาพร แจ่มทับทิม)



